
ช่วงเปลี่ยนผ่าน
สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีโอกาสได้อ่านหนังสือเรื่อง “ในสาธารณรัฐไวมาร์ ฮิตเลอร์ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง”
โดย...สุภชาติ เล็บนาค
สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีโอกาสได้อ่านหนังสือเรื่อง “ในสาธารณรัฐไวมาร์ ฮิตเลอร์ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง” ที่คุณภาณุ ตรัยเวช เขียนเกี่ยวกับ “ช่วงเปลี่ยนผ่าน” ของเยอรมนี ภายหลังแพ้สงครามโลกครั้งที่ 1 เปลี่ยนประเทศไปสู่การเป็น “สาธารณรัฐ” ไปจนถึงการขึ้นครองอำนาจของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำฟาสซิสต์ ที่พลิกชะตาโลกหลังจากนั้น
ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ความปั่นป่วนเกิดขึ้นไปทั่วทุกหย่อมหญ้า ฝ่ายขวา-ฝ่ายซ้าย ห้ำหั่นกันรุนแรง มวลชนถึงขนาดออกใบอนุญาตให้ฆ่าพวก “ขายชาติ” ขณะที่สื่อก็ปลุกปั่นให้เกิดการปะทะกัน เพื่อรับใช้อุดมการณ์ของฝ่ายที่ตัวเองเชียร์ สร้างกำไรให้กับเจ้าของเป็นกอบเป็นกำ
ขณะเดียวกัน ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาเงินเฟ้อ ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจน-คนรวย ก็เป็นตัวเร่งเร้า ให้ความแตกแยกลุกลามมากขึ้น ไปพร้อมๆ กับการ “ลอบสังหาร” ซึ่งเกิดขึ้นเป็นประจำ เมื่อพบว่ามีใครในสังคมเริ่มโดดเด่นออกมาจนสามารถน้มน้าวมวลชนได้
ความง่อนแง่นของสาธารณรัฐจุดชนวนให้ฮิตเลอร์โดดเด่นขึ้นมาท่ามกลางมวลชนขวาจัด และสร้างภาพลักษณ์ให้เขากลายเป็นผู้นำผู้รักชาติขึ้นมาทันที ทั้งที่โพรไฟล์ฮิตเลอร์ไม่ได้ดีเด่อะไร อาศัยเพียงความสามารถในการใช้วาทศิลป์เพื่อปลุกระดมความเกลียดชังจนโดดเด่นเท่านั้น
สภาพการเมือง-เศรษฐกิจ-สังคมที่ตกต่ำ ได้สร้างผู้นำที่เลวร้ายที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์โลกขึ้นมา ขณะเดียวกัน ผลพวงที่ตามมาหลังจากนั้น ยังได้คร่าชีวิตผู้คนนับล้านตามไปด้วย
ความผิดพลาดของช่วงเปลี่ยนผ่านของเยอรมนี เป็นตัวอย่างที่ดีน่าศึกษาเป็นบทเรียน โดยเฉพาะในวันที่ประชาชนมีความรู้มากขึ้น มีการศึกษามากขึ้น และมีความหลากหลายมากขึ้น
เพราะจะต้องสร้างสมดุลแห่งอำนาจ ให้คนทุกกลุ่ม ทุกความคิด เข้ามาแชร์อำนาจกันได้เท่าเทียม ไม่ใช่การเพิ่มอำนาจตรวจสอบจนหลงลืมเสียงประชาชน และไม่ใช่การนำอำนาจไปให้กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจนไร้การตรวจสอบ
หันกลับมาช่วงเปลี่ยนผ่านของสังคมไทย หลายคนมักโทษว่าสาเหตุสำคัญมาจากปัญหาการศึกษา และเมื่อหาคำตอบถึงความย่ำแย่ของปัญหาใดๆ ก็ตาม สุดท้ายก็จะมีคำตอบว่าปัญหาอยู่ที่การศึกษา
ถามว่าระบบการศึกษาแย่จริงหรือไม่ ก็ต้องตอบว่าแย่จริง เพราะทุกช่วงชั้นปลูกฝังให้เด็กว่านอนสอนง่าย และตั้งใจผลิตบุคลากรเพื่อเป็นพนักงานที่ดีให้กับ “สังคมอุปถัมภ์” ซึ่งเป็นปัญหาฝังรากลึกมากกว่าระบบการศึกษาด้วยซ้ำ
เพราะสังคมอุปถัมภ์แบบนี้คือส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้ระบบราชการ ระบบการเมือง โตมาแบบนี้ จนยากที่จะเปลี่ยนโครงสร้าง หรือรื้ออะไรได้ เนื่องจากคนมีตังค์-คนมีอำนาจ รู้สึกวิน-วิน กับสถานะดังกล่าว
แต่ในทางกลับกัน คนที่เข้าไม่ถึงทรัพยากร ซึ่งมีจำนวนมหาศาล ย่อมรู้สึกไม่พอใจกับระบบนี้ และย่อมหาทางที่จะอาศัยโอกาสจัดการกับสังคมแบบนี้สักวัน ซึ่งแน่นอน ความวุ่นวายย่อมตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะหากเศรษฐกิจพังพาบหนักกว่านี้ หากอาชีพเกษตรกรตกต่ำมากกว่านี้ ขณะที่นักธุรกิจ-ข้าราชการยังอยู่สุขสบาย
มองไปมองมา สังคมไทยช่วงเปลี่ยนผ่านก็ไม่แตกต่างกับเยอรมนีช่วงนั้นเสียเท่าไร เพราะความไม่มีอนาคต และสถานะการมองไม่เห็นอนาคตนั้นเกิดขึ้นแล้ว เพียงแต่ว่าจะทำอย่างไรให้การเปลี่ยนผ่านนั้นราบรื่น และไม่เกิดการนองเลือดเท่านั้นเอง







