posttoday

มองหาธุรกิจล้างหนี้

16 เมษายน 2559

ผมเดินไปหยิบไม้เรียวที่เสียบอยู่ข้างฝา ก่อนสั่งให้เฉลียวยืนกอดอกตัวตรง ตอนนั้นเฉลียวหน้าตาตื่นด้วยความตกตะลึง

โดย...ซิวซี แซ่ตั้ง

ผมเดินไปหยิบไม้เรียวที่เสียบอยู่ข้างฝา ก่อนสั่งให้เฉลียวยืนกอดอกตัวตรง ตอนนั้นเฉลียวหน้าตาตื่นด้วยความตกตะลึง นึกไม่ถึงว่าการหาเงินมาให้พ่อทำไมจึงกลายเป็นความผิดไปได้ แต่ก็ไม่ขัดขืนยอมให้ผมลงโทษแต่โดยดี เพราะกฎของบ้านเรา ลูกคนไหนที่ทำผิดต้องมายืนให้ผมตี ไม่มีการวิ่งไล่ตีแบบบ้านอื่น

ผมฟาดไม้เรียวไปที่ก้นของเฉลียว เสียงดัง “ขวับ” เฉลียวสะดุ้ง หน้าเบี้ยวน้ำตาคลอด้วยความเจ็บ ส่วนผมแม้ไม่เจ็บกาย แต่ใจเจ็บจี๊ดน้ำตาคลอด้วยความสงสารลูก แต่ต้องฝืนทำใจแข็ง เพื่อให้เฉลียวหลาบจำ

ผมคิดว่าถ้าผมไม่สอนให้ลูกหลาบจำในตอนเด็ก ปล่อยไปเรื่อยๆ โตขึ้นเขาจะเป็นไม้แก่ที่ดัดยาก

หลังจากที่ลงมือตีก้นเฉลียวไปหลายที ผมก็สอนให้เขารู้จักผิดถูก “การพนันเป็นสิ่งไม่ดี ผิดกฎหมาย เป็นอบายมุข เป็นหนทางไปสู่หายนะ ไม่มีใครได้ดีเพราะการพนัน เพราะฉะนั้นอย่าไปยุ่งเกี่ยวกับมันอีก ไม่ว่าจะเล่นเอง หรือเป็นเจ้ามือทำไม่ได้ทั้งนั้น”

ผมสั่งเด็ดขาด โดยเฉพาะเฉลียวจำเรื่องนี้ได้ขึ้นใจ และผมมักนำเรื่องนี้มาเล่าเป็นอุทาหรณ์สอนลูกๆ หลานๆ และคนอื่นให้ได้รับรู้ ในวัยเด็ก พวกเขา อาจไม่เข้าใจว่า ทำไมผมต้องโกรธและลงโทษที่รู้ว่าลูกไปยุ่งเกี่ยวกับการพนัน แต่เมื่อพวกเขาโตขึ้นก็เข้าใจ ได้เห็นพิษภัยของคนที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการพนัน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียง หรือคนรู้จักที่เล่นการพนัน ไม่เคยมีใครได้ดี มีแต่ทำให้ย่อยยับสิ้นเนื้อประดาตัว โทษของการพนันร้ายแรงขนาดที่คนโบราณพูดเปรียบเทียบให้ฟังว่า “ไฟไหม้บ้านยังไม่เท่ากับคนที่ติดการพนัน” เพราะถึงไฟจะไหม้บ้านไปหมด ก็ยังเหลือที่ดินให้เจ้าของ ส่วนคนที่ติดการพนันจะไม่เหลือทั้งบ้านและที่ดิน และอาจเลวร้ายถึงขั้นขู่เอาชีวิตก็ได้

“บทเรียนจากการถูกตี” กับคำสั่งสอนของผมไม่เพียงทำให้ลูกทุกคนไม่เล่นการพนัน แต่ยังไม่กล้ายุ่งเกี่ยวกับการพนันอีกด้วย แค่เพียงรู้ว่าใครข้องแวะกับการพนัน พวกเขาก็เมินที่จะคบค้าสมาคมด้วย จะเป็นบุญหรือคำสั่งสอนให้หลีกลี้จากอบายมุขต่างๆ เช่น ไม่ดื่มเหล้า ไม่ข้องแวะกับยาเสพติด และโดยเฉพาะไม่เล่นการพนัน ลูกๆ ของผมทุกคนประสบความสำเร็จทางการศึกษา พี่ใหญ่ได้ดอกเตอร์ทางด้านวิศวกรรมเคมี น้องๆ คนอื่นก็จบปริญญาโทเป็นส่วนใหญ่ เฉลียวเองก็ได้เป็นดอกเตอร์ ซึ่งก็เป็นคนที่ 3 ของครอบครัววิทูรปกรณ์

ในช่วงท้ายๆ ของการทำธุรกิจประตูหน้าต่าง เพื่อประหยัดต้นทุน ผมกับภวัฒน์และแม่เล็ก พากันตระเวนไปตามสถานที่ต่างๆ ด้วยกัน เป้าหมายเพื่อมองหาซื้อบ้านเก่าๆ เพื่อจะได้ไม้ราคาถูก นำมาใช้ทำประตูหน้าต่างใหม่ เพราะติดปัญหาเรื่องเงินทุนไม่เพียงพอซื้อไม้ใหม่เนื่องจากมีราคาค่อนข้างแพง ผมเลยหันไปเหมาซื้อบ้านเก่าๆ มาชำแหละขายแทน แต่ก็ขึ้นกับโชค เพราะบ้านเก่าไม่ได้มีให้ซื้อได้ดังใจ ต้องออกไปตระเวนหา

หลังจากซื้อบ้านเก่าได้แล้ว ต้องจ้างคนมารื้อตัวบ้านออก แยกเป็นไม้แผ่น เสาประตู หน้าต่าง วงกบ และส่วนอื่นๆ จากนั้นนำไปขายแยกส่วน ซึ่งพอจะมีกำไรบ้าง

แต่บ้านเก่าก็ใช่ว่าจะมีมากมายให้เราซื้อได้ไม่อั้น บางครั้งวิ่งรถตระเวนหาทั้งวันก็ไม่ได้ จึงเป็นรายได้ที่ไม่แน่นอน หากจะหารายได้จากการซื้อบ้านเก่ามาขายเพียงอย่างเดียวคงอดตาย ซึ่งเจ้าหนี้ที่ตามทวงหนี้นั้นมาเป็นเวลาแน่นอนและมีประจำ ไม่ว่าฝนจะตก แดดจะออกไม่เคยหยุด มีเงินเท่าไหร่ต้องนำไปจ่ายหนี้และดอกเบี้ยจนแทบไม่เหลือไว้กินไว้ใช้ทุกๆ วัน เราต่างมีชีวิตอยู่ได้ด้วยเงินหมุนที่บางทีก็หมุนไม่ออก แถมยังต้องจัดการปัญหาเรื่องเจ้าหนี้ที่ตามทวงหนี้กันจ้าละหวั่น

บางวันมาดักรอที่บ้าน ผมต้องแอบอยู่หลังบ้านแล้วให้ลูกๆ โกหก “เถ้าแก่ยังไม่กลับ” เป็นแบบนี้อยู่เป็นประจำ ทำให้ทุกคนในบ้านพลอยเครียดกันไปหมด ต้องอยู่กันแบบอกสั่นขวัญแขวน คอยวิตกกังวลว่าวันนี้จะมีเจ้าหนี้รายไหนมาทวงเงิน ส่วนผมต้องคอยหนี คอยหลบให้ดี ซึ่งนับวันสถานการณ์ยิ่งเลวร้ายขึ้นเรื่อยๆ

(อ่านต่อฉบับวันเสาร์หน้า)

ข่าวล่าสุด

จีนร่างกฎคุมเข้ม “มนุษย์ดิจิทัล” เพื่อคุ้มครองเด็กและความมั่นคง