posttoday
ระบบเลือกตั้ง ‘จัดสรรปันส่วนผสม’ ทำพรรคการเมืองเสียงแตก

ระบบเลือกตั้ง ‘จัดสรรปันส่วนผสม’ ทำพรรคการเมืองเสียงแตก

10 เมษายน 2559

ระบบเลือกตั้งของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่เรียกว่าระบบ “จัดสรรปันส่วนผสม” คืออะไร อาจารย์ปริญญา สรุปว่า

ระบบเลือกตั้งของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่เรียกว่าระบบ “จัดสรรปันส่วนผสม” คืออะไร อาจารย์ปริญญา สรุปว่า ตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ สส. ยังมี 2 แบบ คือ สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และ สส.แบบบัญชีรายชื่อ โดยมี สส.แบบแบ่งเขตจำนวน 350 คน ที่ใช้ระบบเสียงข้างมากธรรมดาเขตละคนเหมือนรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 ที่แก้ไขเพิ่มเติมในปี 2554 และ สส.แบบบัญชีรายชื่อจำนวน 150 คน

“แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปคือ การเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อจะไม่มีอีกต่อไป จะเหลือแค่การเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งอย่างเดียวเท่านั้น แล้วใช้คะแนนแบบแบ่งเขตมาคิดสัดส่วน โดยคิดจากจำนวน สส.ทั้งสภา ซึ่งมี 500 คน พรรคแต่ละพรรคได้คะแนนแบบแบ่งเขตทั้งประเทศกี่เปอร์เซ็นต์ ก็จะได้จำนวน สส.ไปเท่านั้นเปอร์เซ็นต์ จากนั้นก็ดูว่าพรรคแต่ละพรรคได้ สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งไปแล้วกี่คน ขาดอยู่เท่าใด ก็จะเอาผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อมาเติมจนครบจำนวน เช่น พรรค ก. ได้คะแนนแบบแบ่งเขต 10 เปอร์เซ็นต์ ก็จะได้ สส. 10 เปอร์เซ็นต์ของ สส. ทั้งหมดที่มี 500 คน ซึ่งเท่ากับ 100 คน สมมติว่าผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขตของพรรค ก. ชนะการเลือกตั้งไปแล้ว 60 คน พรรค ก.ก็จะได้ สส.แบบบัญชีรายชื่อ เท่ากับ 100 ลบ 60 ผลคือ 40 คน โดยผู้ที่จะได้เป็น สส.ของพรรค ก. ก็คือผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อตั้งแต่อันดับ 1 ถึงอันดับ 40”

ฟังดูจะคล้ายกับระบบ “สัดส่วนผสม” ตามที่ร่างรัฐธรรมนูญของบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ที่ตกไปแล้ว “คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันตรงที่ระบบสัดส่วนผสมของอาจารย์บวรศักดิ์ ประชาชนมี 2 คะแนนเหมือนรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 แล้วใช้คะแนนแบบบัญชีรายชื่อมาคิดสัดส่วนจำนวน สส. ทั้งสภาที่แต่ละพรรคจะได้รับ แต่ระบบจัดสรรปันส่วนผสมของอาจารย์มีชัย ประชาชนจะเหลือแค่คะแนนเดียว คือจะเลือก สส.แบบแบ่งเขตอย่างเดียว โดยให้เหตุผลว่าประชาชนจะเลือกง่ายขึ้น แต่ผมไม่คิดว่ามันเป็นเหตุผลที่แท้จริง แล้วเหตุผลแท้จริงคืออะไร เราก็ต้องมาดูว่าระบบเลือกตั้งแบบนี้จะนำไปสู่ผลเลือกตั้งแบบไหน”

ปริญญา กล่าวต่อว่า “ถ้าดูผลการเลือกตั้งย้อนหลังจะพบว่าทุกครั้งพรรคการเมืองใหญ่ที่สุดสองพรรคคือ พรรคประชาธิปัตย์และเพื่อไทย จะได้คะแนนแบบบัญชีรายชื่อจะมากกว่าแบ่งเขตเลือกตั้ง เพราะการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จะมีผู้สมัครของพรรคขนาดกลางและเล็กที่มีความนิยมในพื้นที่มาแบ่งคะแนนไป ขณะที่การเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ คือการแข่งขันกันเรื่องความนิยมในระดับประเทศ ทำให้คะแนนไปอยู่กับพรรคใหญ่ที่สุดสองพรรคมากกว่าแบบแบ่งเขต ทำให้พรรคใหญ่ที่สุดสองพรรคมีคะแนนแบบแบ่งเขตน้อยกว่าคะแนนแบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในประเทศไทย แต่เกิดขึ้นกับทุกประเทศที่ใช้ระบบเลือกตั้งสองระบบผสมกันแบบนี้”

แล้วผลลัพธ์คืออะไร ปริญญา ฟันธงว่า “การเอาคะแนนแบ่งเขตมาคิดสัดส่วน ผลลัพธ์คือพรรคใหญ่ที่สุดจะได้ สส.น้อยลง ส่วนพรรคขนาดกลางจะได้ สส.มากขึ้น นี่คือผลลัพธ์ที่จะได้จากระบบเลือกตั้งนี้เป็นไปได้ว่า กรธ.อาจจะคิดว่าพรรคใหญ่ทะเลาะกันมาก ถ้าพรรคขนาดกลางมี สส.มากขึ้นก็จะเกิดการเมืองแบบปรองดองมากขึ้น นี่เป็นเหตุผลเดียวที่เราพอจะเข้าใจว่าทำไม กรธ.ถึงเลือกระบบเลือกตั้งแบบนี้ นี่มองโลกในแง่ดีนะครับ”

ปริญญา อธิบายว่า การเลือกตั้งแบบแบ่งเขตคือ “ระบบเสียงข้างมาก” ที่ผู้ชนะการเลือกตั้งคือผู้ที่ได้คะแนนเสียงข้างมาก ส่วนการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อคือ “ระบบสัดส่วน” ที่พรรคการเมืองจะได้ สส.ตามสัดส่วนคะแนนที่ได้จากประชาชน การเอาระบบเลือกตั้งทั้งสองระบบมาผสมกันแบบรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 นั้น เป็นการผสมกันแบบ “คู่ขนาน” คือสองระบบเลือกแยกกันเด็ดขาด เลือกตั้งแบบแบ่งเขตก็เลือกไป เลือกตั้งแบบสัดส่วนก็เลือกไป โดยคิดสัดส่วนจากแค่จำนวน สส.สัดส่วน แล้วก็เอาผลมารวมกันเป็นจำนวน สส.ของแต่ละพรรค “ปัญหาคือระบบเสียงข้างมากที่เราใช้ในการเลือก สส. ส่วนใหญ่นั้นเป็นระบบเสียงข้างมากธรรมดาเขตละคน ที่ผู้ชนะการเลือกตั้งไม่จำเป็นต้องได้คะแนนเกินครึ่ง ผลคือพรรคใหญ่ที่สุดจะได้ สส.มากกว่าคะแนนที่ได้จริงๆ จากประชาชน โดยการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อก็เพียงแต่แปะเพิ่มเข้ามา เพราะเราผสมแบบคู่ขนาน ผลคือเราจึงได้รัฐบาลที่เข้มแข็งเกินจริง เพราะได้ สส.มากกว่าความเป็นจริง ส่วนฝ่ายค้านก็จะอ่อนแอกว่าความเป็นจริง เพราะได้ สส.น้อยกว่าความเป็นจริง ทำให้การตรวจสอบถ่วงดุลในสภามีปัญหา”

ส่วนการผสมอีกแบบคือ “ระบบสัดส่วนผสม” คือใช้คะแนนสัดส่วน ซึ่งเป็นคะแนนที่เลือกพรรคหรือคะแนนนิยมของพรรคมากำหนดจำนวน สส.ทั้งสภาของแต่ละพรรค แล้วก็ดูว่าได้ สส.แบบแบ่งเขตมาแล้วกี่คน ขาดอยู่เท่าใดก็เอาผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อมาเติมให้จนครบจำนวน “นี่คือระบบเลือกตั้งตามร่างรัฐธรรมนูญบวรศักดิ์ ซึ่งมีข้อดีคือทุกพรรคการเมืองจะได้จำนวน สส.ตามคะแนนนิยมจริงๆ ของพรรค ส่วนระบบเลือกตั้งตามร่างรัฐธรรมนูญมีชัย ในเมื่อไม่มีการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อที่เป็นการเลือกพรรค แล้วเอาคะแนนแบบแบ่งเขต ซึ่งเป็นการเลือกตัวบุคคลเป็นหลักมาคิดจำนวน สส. ทำให้พรรคใหญ่จะไม่ได้ สส.ตามความนิยมที่แท้จริง เพราะจะถูกตัดคะแนนจากผู้สมัครแบบแบ่งเขตของพรรคกลาง พรรคเล็ก พรรคใหญ่ที่สุดจึงได้ สส.น้อยกว่าความเป็นจริง ขณะที่ระบบเลือกตั้งเดิมของรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 พรรคใหญ่ที่สุดจะได้ สส.มากกว่าความเป็นจริง ดังนั้นระบบเลือกตั้งตามร่างรัฐธรรมนูญของอาจารย์บวรศักดิ์ที่ทุกพรรคได้ สส.ตรงตามความเป็นจริงคือ ระบบตรงกลางที่ทุกพรรคจะได้ สส.ตรงตามความเป็นจริง หรือตรงตามความนิยมของประชาชนที่มีต่อพรรค จึงดีที่สุดในความเห็นของผม เพราะเป็นธรรมที่สุด และทำให้เราได้สภาที่สะท้อนความเป็นจริงจากประชาชนจริงๆ”

พรรคใหญ่ที่สุดจะได้ สส.น้อยลง พรรคขนาดกลางจะได้ สส.มากขึ้น แล้วพรรคขนาดเล็กล่ะ ปริญญา ตอบว่า “พรรคขนาดเล็กจากเดิมสมัครมาบัญชีเดียว แล้วสามารถรับคะแนนแบบบัญชีรายชื่อได้ทุกหน่วยเลือกตั้ง จะทำอย่างนั้นต่อไปไม่ได้อีกแล้ว หากต้องการคะแนนมาแปรเป็นที่นั่ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคขนาดเล็กต้องส่งผู้สมัครแบบแบ่งเขตทุกเขต หรือให้มากเขตที่สุด พรรคขนาดเล็กจึงเสียเปรียบมาก นอกจากนี้ระบบเลือกตั้งแบบนี้ยังมีข้อเสียใหญ่มากคือ ปกติคนสมัครรับเลือกตั้งต้องหวังชนะ จะชนะหรือไม่ก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่ระบบเลือกตั้งแบบนี้จะเกิดการลงสมัครแบบไม่หวังชนะ แต่พรรคจำเป็นต้องส่ง เพื่อหวังคะแนนมาคิดเป็น สส.แบบบัญชีรายชื่อ แล้วระบบเลือกตั้งแบบนี้เราจะบอกว่าเป็นระบบเลือกตั้งที่ดีได้อย่างไร”

แล้วประชาชนจะชอบระบบเลือกตั้งแบบมีชัยนี้ไหม ปริญญา ชี้ว่า “เดิมประชาชนเลือกต่างกันได้ คือเลือกผู้สมัครแบ่งเขตพรรคหนึ่งกับเลือกพรรคอีกพรรคหนึ่ง เพราะเลือกตั้งมี 2 แบบ บัตรเลือกตั้งมี 2 ใบ แต่ระบบอาจารย์มีชัย หากประชาชนชอบผู้สมัครแบบแบ่งเขตของพรรคหนึ่ง แต่ชอบนโยบายหรือว่าที่นายกฯ ของอีกพรรค ประชาชนจะไม่สามารถเลือกแยกกันได้อีกต่อไป เพราะการเลือกตั้งเหลือแค่การเลือกตั้งแบบแบ่งเขตอย่างเดียว สิทธิของประชาชนที่เคยมีมันหายไป ที่ กรธ.ให้เหตุผลว่าเพื่อให้ประชาชนเลือกง่ายขึ้น ผมเห็นต่าง เพราะว่าประชาชนเลือกโดยมีการเลือกตั้งสองแบบมา 4 ครั้งแล้ว ตั้งแต่การเลือกตั้งวันี่ 6 ม.ค. 2546, 6 ก.พ. 2548, 23 ธ.ค. 2550 และ 3 ก.ค. 2554 ประชาชนเข้าใจไปแล้วว่าเลือกตั้งสองแบบเลือกอย่างไร การตัดให้เหลือเลือกตั้งแบบเดียวและบัตรเลือกตั้งใบเดียวนี่แหละประชาชนจะไม่เข้าใจว่า สส.แบบบัญชีรายชื่อจะมายังไง”

“ระบบเลือกตั้งของอาจารย์มีชัย จะทำให้พรรคการเมืองเสียงแตก ซึ่งพรรคเพื่อไทยไม่ชอบอยู่แล้ว พรรคประชาธิปัตย์ดูเหมือนจะไม่ว่าอะไรในเรื่องระบบเลือกตั้ง เพราะลองเอาข้อมูลเดิมมาใส่ในระบบการเลือกตั้งมีชัย ปรากฏว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้ที่นั่งเท่าเดิม ไม่ได้หรือเสียประโยชน์ ส่วนพรรคขนาดเล็กไม่ชอบแน่นอนเพราะต้องส่งผู้สมัครทุกเขตหรือส่งมากที่สุด จึงได้ที่นั่งแบบบัญชีรายชื่อ ส่วนพรรคขนาดกลางที่จะได้ สส.มากขี้น ก็จะชอบระบบเลือกตั้งนี้ และดังนั้นระบบเลือกตั้งจะเป็นปัจจัยสำคัญอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้พรรคการเมืองเสียงแตกในการรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วย”

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69