
ค่าเงินเอเชียยังน่าห่วง รั้งเศรษฐกิจฟื้นตัว
เมื่อวันที่ 7 เม.ย.ที่ผ่านมา ค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงแตะ 108 เยน/เหรียญสหรัฐ เป็นครั้งแรกในรอบ 17 เดือน
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
เมื่อวันที่ 7 เม.ย.ที่ผ่านมา ค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงแตะ 108 เยน/เหรียญสหรัฐ เป็นครั้งแรกในรอบ 17 เดือน ภายหลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดเผยผลการประชุมเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา มีแนวโน้มที่จะชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากขึ้น ส่งผลให้ความน่าลงทุนในค่าเงินเหรียญสหรัฐลดน้อยลง กระนั้นค่าเงินเหรียญสหรัฐที่อ่อนค่าลงจะเอื้อต่อการส่งออกของสหรัฐอย่างไรก็ตาม อีกนัยหนึ่ง นายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ของญี่ปุ่น และธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) คงต้องกุมขมับเลยทีเดียว เพราะค่าเงินเหรียญสหรัฐที่อ่อนค่าลงยังหมายถึงค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นด้วย โดยค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นกระทบต่อเอกชนของญี่ปุ่นที่พึ่งพาการส่งออก ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ล้มลุกคลุกคลานหนีภาวะเศรษฐกิจถดถอย และทำให้การใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายของญี่ปุ่นมาโดยตลอดจะกลายเป็นการ “สูญเปล่า” ไป ซึ่งบีโอเจคงไม่ปล่อยไว้เช่นนั้น
ย้อนไปเมื่อปี 2014-2015 เฟดส่งสัญญาณจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี ส่งผลให้ประเทศตลาดเกิดใหม่ต้องเผชิญกับภาวะเงินทุนไหลออกและค่าเงินร่วงลงอย่างรุนแรง โดยค่าเงินริงกิตของมาเลเซียร่วงลงแรงถึงเกือบ 20% ทำผลงานได้ย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตการณ์ค่าเงินเอเชียหรือวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 1997 ก่อนที่เฟดจะสามารถขึ้นดอกเบี้ยได้สำเร็จในเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่เดือน ก.พ.ที่ผ่านมา เฟดส่งสัญญาณจะชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพราะความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในตลาดการเงินนับตั้งแต่ต้นปี และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกนอกสหรัฐ ทั้งยุโรปและญี่ปุ่น โดยคาดการณ์เฉลี่ยการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดอยู่ที่ 0.875% หรือหมายความว่า หากขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งละ 0.25% จะขึ้นได้อีกเพียง 2 ครั้งเท่านั้น ซึ่งปรับตัวลดลงจาก 4 ครั้ง ตามที่คาดการณ์เอาไว้ในการประชุมเดือน ธ.ค.
แนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่ชะลอมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ส่งผลให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลง และทำให้ค่าเงินอื่นๆ โดยเฉพาะในสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างค่าเงินยูโรและค่าเงินเยนของญี่ปุ่น รวมถึงค่าเงินในตลาดเกิดใหม่ที่มีความน่าลงทุนมากกว่า แข็งค่าขึ้น และทำผลงานในรอบเดือนที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 1999 ในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา
ก่อนหน้านี้ สถาบันการเงินระหว่างประเทศ (ไอไอเอฟ) คาดการณ์ว่า ในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติเทเงินเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่มากถึง 3.68 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.29 ล้านล้านบาท) มากที่สุดในรอบ 21 เดือน ต่อเนื่องจากเดือน ก.พ.ที่มีเงินไหลเข้าทั้งหมด 5,400 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.9 แสนล้านบาท) และมากกว่าค่าเฉลี่ยในปี 2010-2014 ที่ 2.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7.76 แสนล้านบาท)
สถานการณ์ของตลาดเกิดใหม่ “คล้าย” จะกลับมาดี แต่ต้องไม่ลืมว่า การส่งออกของตลาดเกิดใหม่ยังคงไม่ฟื้นตัว อย่างที่โกลด์แมน แซคส์ วาณิชธนกิจรายใหญ่ของสหรัฐ แนะนำให้ลูกค้าขายค่าเงินในเอเชียและรอเก็งกำไรจากค่าเงินที่มีแนวโน้มจะปรับตัวลดลง เนื่องจากการส่งออกของประเทศเอเชียยังคงไม่ฟื้น และจะตามมาด้วยการอ่อนค่าเงินในภูมิภาคอีกแน่นอน โดยเฉพาะค่าเงินเยนด้วยแนวโน้มการออกมาตรการการเงินเพิ่มของญี่ปุ่นและค่าเงินหยวนของจีน
การส่งออกของญี่ปุ่นในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมาปรับตัวลดลง 4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ต่อเนื่องจากเดือน ม.ค.ที่ปรับตัวลดลงไป 12.9% ซึ่งเป็นการร่วงลงที่มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2009 ขณะที่การใช้นโยบายดอกเบี้ยติดลบเป็นครั้งแรกของบีโอเจในเดือน ม.ค.ยังได้ผลในทิศทางตรงกันข้าม เนื่องจากสร้างความตระหนกให้แก่ตลาดและทำให้ค่าเงินเยนกลับแข็งค่าขึ้น
ค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นนั้น สร้างแนวโน้มให้ญี่ปุ่นออกมาตรการการเงินเพิ่มเติม เพื่อช่วยให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงเอื้อต่อการส่งออก ในขณะที่ประเทศอื่นๆ ในเอเชียก็จำเป็นต้องใช้มาตรการการเงินเพื่อช่วยเหลือเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน อย่างที่ไต้หวันปรับลดดอกเบี้ยทันทีหลังจากเฟดประกาศขึ้นดอกเบี้ยเมื่อเดือน ธ.ค. และปรับลดอีกครั้งเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมาเหลือ 1.5% หลังการส่งออกร่วงลงติดต่อกัน 13 เดือน
อย่างไรก็ตาม การปรับลดอัตราดอกเบี้ยจะทำให้ประเทศเหล่านั้นสูญเสียความน่าดึงดูดลงทุนไป และก่อให้เกิดภาวะเงินไหลออกตามมาอย่างที่ประสบเมื่อปี 2015 จนค่าเงินอ่อนค่าลงอย่างหนัก ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนในการนำเข้าสินค้าแพงขึ้นมากเกินไป
“การขาดการพัฒนาในภาพรวมเศรษฐกิจพื้นฐานสำหรับตลาดเกิดใหม่นั้น เงินไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ในเดือน มี.ค. จึงมาจากความเสี่ยงทางเศรษฐกิจโลก ซึ่งสร้างการเปลี่ยนพฤติกรรมของนักลงทุน และอัตราดอกเบี้ยในตลาดพัฒนาแล้ว สนับสนุนโดยการชะลอขึ้นดอกเบี้ยของเฟดเมื่อวันที่ 16 มี.ค.”
ไอไอเอฟ ระบุ
สำหรับจีนแล้ว ยังคงต้องพึ่งพาการส่งออกไปก่อนขณะที่เศรษฐกิจกำลังเปลี่ยนผ่านไปพึ่งพาการบริโภคและการบริการในประเทศ แต่การส่งออกในรูปแบบสกุลเหรียญสหรัฐร่วงลงแรงถึง 25.4% ในเดือน ก.พ. เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นการร่วงลงแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือน พ.ค. 2009
แม้บางส่วนจะมองว่า วันหยุดยาวในช่วงเทศกาลตรุษจีนจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การส่งออกลดลง แต่ในช่วงเดียวกันของปี 2015 ก็มีการหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาเช่นกัน และการส่งออกของจีนก็ยังคงร่วงลงอย่างต่อเนื่องในปี 2015 เรื่อยมาจนปี 2016 นี้
เฉินตันหยาง โฆษกกระทรวงพาณิชย์จีน เปิดเผยว่า บรรดาผู้ส่งออกจีนต่างกังวลต่อค่าเงินหยวนที่ไม่มีเสถียรภาพ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และปัญหาการเงินที่เกิดขึ้นในบริษัท ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการส่งออก แม้จะคาดการณ์เอาไว้ว่าการส่งออกในปีนี้จะดีขึ้นกว่าปีที่แล้ว
ดังนั้น หากจีนสร้างเสถียรภาพค่าเงินหยวนด้วยการอ่อนค่าเงิน อย่างที่ทุกครั้งที่ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ให้เหตุผลหลังปรับค่ากลางอ้างอิงค่าเงินหยวนลง จะก่อให้เกิดการแข่งขันอ่อนค่าเงินขึ้น โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่ เนื่องจากจีนเป็นคู่ค้าที่สำคัญของประเทศเหล่านั้น
ค่าเงินเหรียญสหรัฐจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยของเฟด อย่างไรก็ตามความเคลื่อนไหวของเฟดในการชะลอการขึ้นดอกเบี้ยก็ยังไม่แน่ชัด 100% ถ้าหากค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงอย่างมาก และช่วยภาคเอกชนสหรัฐให้ส่งออกได้มากขึ้นจนแข็งแกร่งพอรับการขึ้นอัตราดอกเบี้ยรอบต่อไป ก็มีแนวโน้มที่เฟดจะเปลี่ยนใจขึ้นดอกเบี้ยมากขึ้นก็เป็นได้
ค่าเงินจึงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจเอเชียต่อเนื่องจากปี 2015 และความเคลื่อนไหวของเฟดก็ยังคงเป็นแรงกระเพื่อมต่อค่าเงินเอเชียต่อไป ซึ่งยังไม่มีท่าทีจะสิ้นสุดลงง่ายๆ ในขณะที่แต่ละชาติพยายามผลักดันเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวท่ามกลางเศรษฐกิจทั่วโลกที่ชะลอตัวลง







