
จงช่วยกันปกปักรักษาพระราชอำนาจ
ความขัดแย้งการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 20 ยังมีต่อเนื่อง เมื่อชาวพุทธกลุ่มต่างๆ
โดย...สมาน สุดโต
ความขัดแย้งการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 20 ยังมีต่อเนื่อง เมื่อชาวพุทธกลุ่มต่างๆ รวมทั้งคณะสงฆ์และรัฐบาลต่างแสดงท่าทีเป็นปฏิปักษ์กัน เมื่อมหาเถรสามาคม (มส.) มีมติเห็นชอบเสนอชื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (สมเด็จช่วง) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อโปรดสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช ในขณะที่นายกรัฐมนตรี ซึ่งมีหน้าที่ตามกฎหมายยังวางเฉย
ผู้เขียนจึงศึกษาระเบียบประเพณี บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ได้พบเนื้อหาสาระและข้อมูลต่างๆ ทำให้คิดได้ว่า ที่บรรดาฝ่ายค้านก็ดี ฝ่ายสนับสนุนก็ดีเคลื่อนไหว และการวางเฉยของนายรัฐมนตรี ในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 20 นั้น เข้าลักษณะที่ดูเหมือนว่า ไม่ได้ปกปักพิทักษ์รักษาพระราชอำนาจ ที่มีในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ดังข้อมูลที่ค้นพบมีว่า
พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขของชาติ ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจที่จะพระราชทานเกียรติยศแก่ชนทุกชั้นไม่ว่าจะเป็นฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ สมณศักดิ์ (ฐานันดรศักดิ์ของพระภิกษุสงฆ์) และบรรดาศักดิ์ (ฐานันดรศักดิ์ของขุนนาง ข้าราชการ) และทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจที่จะพระราชทานและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทุกตระกูลทุกลำดับชั้นด้วย
การที่จะทรงสถาปนาฐานันดรศักดิ์หรือพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์นั้น ในสมัยราชาธิปไตยพระราชอำนาจเหล่านี้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัยสุดแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองมาสู่ระบอบประชาธิปไตยตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแล้ว การสถาปนาและถอดถอนฐานันดรศักดิ์ การพระราชทานและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ต้องมีนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีรับสนองพระบรมราชโองการ
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยในอดีตทุกฉบับ และฉบับที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ยกร่าง ส่งมอบรัฐบาลเมื่อวันที่ 29 มี.ค. 2559 มาตรา 9 บัญญัติว่า พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจที่จะสถาปนาและถอดถอนฐานันดรศักดิ์ และพระราชทานและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์
พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 5 ตรี บัญญัติว่า พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการแต่งตั้ง สถาปนา และถอดถอนสมณศักดิ์ของพระภิกษุในคณะสงฆ์
มาตรา 7 บัญญัติว่า พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง
ในกรณีที่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสโดยสมณศักดิ์ ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช
หนังสือทำเนียบพระราชาคณะ พ.ศ. 2554 กล่าวว่า การสถาปนา เลื่อนและตั้งสมณศักดิ์ เป็นพระราชประเพณีมาแต่ครั้งโบราณกาล เป็นราชสักการะที่พระมหากษัตริย์องค์เอกอัครศาสนูปถัมภก ได้พระราชทานแด่พระมหาเถรานุเถระที่ทรงคุณงามความดี ได้บำเพ็ญหิตานุหิตประโยชน์แก่สถาบันชาติ ศาสนา แและพระมหากษัตริย์ เป็นผู้สมควรยกย่อง สรรเสริญ ให้ดำรงตำแหน่งสมณฐานันดรตามสมควรแก่ฐานานุรูป เป็นการประกาศเกียรติคุณของพระมหาเถระรูปนั้นๆ ให้ปรากฏแก่สาธุชนทั้งหลาย
บทบัญญัติและข้อมูลต่างๆ ที่ผู้เขียนอ้างข้างต้น บ่งบอกชัดเจนว่าการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ที่เราชาวพุทธเคลื่อนไหว ทั้งสนับสนุนและคัดค้านนั้น เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์
ดังนั้น ทุกฝ่ายควรพิจารณาว่า ถึงเวลาที่ต้องหยุดการเคลื่อนไหวต่างๆ นั้นได้แล้ว เพราะนอกจากไม่ปกปักพิทักษ์รักษาพระราชอำนาจแล้ว อาจเข้าข่ายล่วงละเมิดพระราชอำนาจ อีกด้วย
ถ้าพวกเราที่เป็นพสกนิกร ตั้งสติได้ หยุดเคลื่อนไหว เปิดโอกาสให้นายกรัฐมนตรี และมหาเถรสมาคม ที่มีหน้าที่ตามมาตรา 7 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2535 เดินหน้าและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ถือว่าถวายความจงรักภักดี เป็นการกระทำเพื่อปกปักรักษาพระราชอำนาจ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงคุณอันประเสริฐยิ่ง จะทรงมีพระบรมวินิจฉัยในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชตามพระราชอัธยาศัย แต่สอดคล้องกับกระบวนทางกฎหมาย จารีต และทศพิธราชธรรม เหมือนดังที่เคยโปรดสถาปนามาแล้วตั้งแต่สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 14 ถึงองค์ที่ 19 โดยไม่มีเหตุให้ระคายเคืองเบื้องยุคลบาทแต่อย่างใด
การหยุดเคลื่อนไหว คือ การปกปักรักษาพระราชอำนาจ ครับ







