
"มีชัย" แจงสาระร่างรธน.ใหม่ย้ำยึดประโยชน์ประชาชน
มีชัยแจงสาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญต่อสนช.-สปท.-หัวหน้าส่วนราชการ ยืนยันยึดประโยชน์ประชาชน ชี้ปฏิรูปตำรวจต้องเสร็จใน 1 ปี การศึกษายังเรียนฟรี 12 ปี
มีชัยแจงสาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญต่อสนช.-สปท.-หัวหน้าส่วนราชการ ยืนยันยึดประโยชน์ประชาชน ชี้ปฏิรูปตำรวจต้องเสร็จใน 1 ปี การศึกษายังเรียนฟรี 12 ปี
คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้จัดการชี้แจงสาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญให้แก่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ และหัวหน้าส่วนรัฐวิสาหิจ โดยมีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม
นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ชี้แจงว่า กรธ.ได้จัดทำรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมตามที่หลายภาคส่วนได้ส่งข้อเสนอแนะ ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างดีจากทุกฝ่าย แสดงให้เห็นว่าประชาชนสนใจเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด และเมื่อพิจารณาข้อเสนอได้แก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญ 88 มาตรา ควบรวม 6 มาตรา เพิ่ม 15 มาตรา รวมแล้ว 279 มาตรา
ทั้งนี้ กรธ.ไม่ได้ใช้ข้อเสนอทั้งหมดมาแก้ไข เพราะอาจขัดกันและยาวเกินไป โดยสาระสำคัญหลักของร่างรัฐธรรมนูญได้วางหลักการทั่วไป คือ ประโยชน์ประชาชนเป็นใหญ่ ส่วนที่เกี่ยวกับข้อเสนอแนะจากฝ่ายการเมืองและพรรคการเมือง ถ้าอะไรเป็นประโยชน์ประชาชนจะใส่ไว้ แต่ถ้าเป็นประโยชน์ของพรรคกรธ.ได้ตัดออก
อย่างไรก็ดี ในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ กรธ.มุ่งให้ความทัดเทียม ตลอดทั้งคุ้มครองป้องกันสิทธิเสรีภาพประชาชนเป็นหลักสำคัญ จึงกำหนดชัดเจนว่าอะไรเป็นหน้าที่รัฐ เพื่อให้ประชาชนไม่ต้องเรียกร้อง พร้อมทั้งให้อำนาจประชาชน ชุมชน มีสิทธิติดตามเร่งรัด และฟ้องร้อง หากรัฐไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญกำหนด ดังนั้น จึงอุ่นใจได้ แม้ที่ผ่านมาอาจเกิดความเข้าใจผิดจากประชาชนและนักวิชาการ ว่าเป็นการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่รัฐ
นอกจากนี้ ยังทำให้รัฐธรรมนูญจำต้องได้ทั้งในเรื่องสิทธิสตรี การใช้สิทธิเสรีภาพของสังคมที่อยู่ร่วมกันได้ โดยต้องคำนึงถึงสิทธิอีกฝ่าย ส่วนที่เรียกร้องให้บัญญัติพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ กรธ.เห็นว่าไม่ได้สร้างประโยชน์ จึงกำหนดไว้ว่า รัฐต้องส่งเสริมพุทธศาสนา เพื่อศึกษาหลักธรรม แล้วระบุว่าเป็นเถรวาท รวมทั้งกำหนดให้ประชาชนทั่วไปมีส่วนร่วมในการปกป้องคุ้มครองพุทธศาสนา ไม่ให้ถูกทำลายทุกรูปแบบ
ด้านการเมือง กรธ.ไม่แก้เรื่องนี้ เพราะคิดว่าการมีส่วนร่วมประชาชนต้องทำให้เป็นจริงเป็นจัง ส่วนการป้องกันปราบปรามทุจริต ได้กำหนดกลไกเรื่องนี้ไว้ชัดเจน 15-16 ประการ ซึ่งร้ายแรงทั้งสิ้น รวมทั้งในรัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐส่งเสริมประชาชนตระหนักอันตรายจากเรื่องดังกล่าว ทั้งภาคราชการ และเอกชน พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนชี้เบาะแส และกำหนดหน้าที่ประชาชนไม่เห็นดีงามกับเรื่องนี้
ส่วนที่เกี่ยวกับองค์กรอิสระ ได้เปลี่ยนวาระการดำรงตำแหน่งเป็น 7 ปี เท่ากันหมดรวมถึงศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนสาเหตุที่ลดเพราะให้มีทางเลือกหลากหลายจากคนที่มาสมัคร เพื่อได้คนดี มีฝีมือ ซื่อสัตย์ สุจริต เป็นที่ประจักษ์ ส่วนที่มองว่ากรธ.ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญมากเกินไป ซึ่งไม่มีบทบัญํญัติรัฐธรรมนูญ คือ หากเกิดวิกฤติทางการเมืองให้ประธาศาลเรียกประชุมทุกองคาพยพ อาทิ ประธานศาลปกครอง ศาลฎีกา ประธานสภา มาประชุมร่วมกันหาทางออก
นอกจากนี้ ยังได้จัดหมวดหมู่การปฏิรูปแต่ละด้านๆ เพื่อลำดับความสำคัญ แต่ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ กรธ.หวังว่าจะทำได้เสร็จ หรือเกือบเสร็จภายใน 5 ปี สอดคล้องกับบทฉพาะกาลในเรื่องสว. 5 ปีแรก ฉะนั้น จึงกำหนดทำให้เสร็จ 240 วันตั้งแต่รัฐธรรมนูญใช้บังคับ หน่วยงานมีหน้าที่ทำจะถูกกำหนดเวลาโดยครม. หากไม่เสร็จ หัวหน้าหน่วยงานต้องรับผิดชอบ ดังนั้น หัวหน้าส่วนราชการต้องไปศึกษาในบทเฉพาะการให้ดีๆ
การปฏิรูปตำรวจ ต้องทำให้เสร็จ 1 ปี หากไม่ต้องแต่งตั้งตามหลักอาวุโส ไม่เช่นนั้น องค์กรจะโทรมลงทุกวัน เมื่อไหร่ประชาชนไม่ไว้ใจตำรวจก็ทำงานยาก ความจำเป็นปฏิรูปตำรวจ เพราะยึดโยงกระบวนการยุติธรรม การใช้กฎหมายเคร่งครัด หากไม่ปฏิรูปบังคับใช้กฎหมาย การเดินไปข้างหน้าลำบาก เกิดความเดือดร้อนถ้วนหน้า
อย่างไรก็ตาม เรื่องการศึกษา เปลี่ยนแปลงเล็กน้อยจนประชาชนเข้าใจว่าตัดสิทธิเรียนฟรี 12 ปี เหลือ 9 ปี ซึ่งรัฐต้องจัดเรื่องนี้ให้ประชาชนได้รับการศึกษาก่อนวัยเรียนจนจบภาคบังคับ รวมแล้ว 12 ปี เพราะการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญสำหรับพัฒนาประเทศ สังคม ให้อยู่เย็นเป็นสุขเรียบร้อย ถ้าไม่พัฒนาตั้งแต่ต้นจะสู้ใครไม่ได้ในอนาคต
ส่วนบทเฉพาะกาล ได้เพิ่มเติมตามคำร้องขอจากครม. คสช. สปท. สนช. ใช้วิธีการสรรหา เพื่อทดลองระบบการเลือก โดยกำหนด 250 คน เลือกบุคคลมาจากพื้นที่ต่างๆ และระหว่าง 5 ปี สว.มีอำนาจพิเศษเกี่ยวกับการดูแลกฎหมายปฏิรูป ร่วมกับสภา ดูแลรัฐธรรมนูญ และกฎหมายที่จะกระทบต่อกระบวนการยุติธรรม ติดตามเร่งรัดการปฏิรูป แต่ไม่มีอำนาจจัดตั้งรัฐบาลและเลือกนายกฯ ยกเว้น กรณีไม่สามารถเลือกนายกฯตามบัญชีรายชื่อ โดยสภาเข้าชื่อไม่น้อยกว่า 250 เสียง เพื่อประชุมมีมติ 2 ใน 3 ยกเว้นให้เลือกนายกฯ
อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนวาระการทำงานสปท. ให้เหลือ 120 วัน นับจากรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ จากเดิมที่กำหนดไว้ 1 ปีนั้น เนื่องจาก กรธ.ได้รับสาระสำคัญของการปฏิรูปแล้ว พบว่ามีการศึกษาไปไกลจนถึงขั้นที่ต้องลงมือทำแล้ว ดังนั้นกรธ.จึงกำหนดให้ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 120 วันนับจากรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ อย่างไรก็ตามก่อนที่จะมีการทำประชามติ ก็ให้สปท.ทำงานไปพลางๆก่อน แต่เมื่อได้องคาพยพและตัวบุคคลที่จะมาลงมือทำการปฏิรูปตามกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศ ตามมาตรา 259 แล้ว สปท.ก็ต้องหมดไป ต้องขอโทษที่ไม่ได้บอกให้สปท.ทราบ เพราะช่วงท้ายฉุกละหุกมาก ในฐานะที่เป็นแม่น้ำร่วมกัน ก็ผิดพลาดที่ไม่ได้เรียนให้ทราบเดิมร่างเบื้องต้น







