
ล็อกเบ็ดเสร็จ รัฐบาลหน้าขยับยาก
สัญญาณล่าสุดยังพบว่าอำนาจของ สว.ชุดเปลี่ยนผ่านที่จะมาจากการสรรหา 250 คนนั้น มีหลายส่วนที่สามารถชี้นำและกำหนดทิศทางการบริหารงานได้
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
กลายเป็นดาบสองคมที่ไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วจะ “ได้” หรือ “เสีย” มากกว่ากัน
สำหรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงที่ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และคณะ ช่วยกันถอดบทเรียนในอดีตออกมาสกัดการใช้อำนาจนอกลู่นอกทางของคนการเมือง
สรุปสุดท้ายออกมากลายเป็นร่างรัฐธรรมนูญที่ “จัดหนัก” ตั้งแต่กระบวนการคัดกรองคนเข้าสู่สนามการเมืองแบบเข้มงวด เรื่อยมาจนถึงเรื่องการใช้อำนาจ ที่หากใครฝ่าฝืนต้องเจอโทษรุนแรง
ข้อดีของระบบที่เข้มงวดเช่นนี้ คือสกัดคนไม่ดีออกจากกลไกการเมือง แต่อีกด้านหนึ่งกลไกที่เข้มงวดจนเกินไปย่อมทำให้รัฐบาลหน้าที่จะมาจากการ “เลือกตั้ง” บริหารงานได้อิสระน้อยลง
ดังจะเห็นว่าเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญหลายส่วนที่ล็อกให้ต้องเดินตามกรอบที่วางไว้ จนยากที่พรรคการเมืองจะกระดิกตัวไปทำอย่างอื่นได้
ไล่มาตั้งแต่การหาเสียงที่ต้องประกาศเป็นนโยบายของแต่ละพรรคการเมือง ที่จะสอดรับไปกับการทำงบประมาณรายจ่ายในแต่ละปี ที่กำหนดให้รัฐบาลต้องทำแหล่งที่มาของรายได้และรายจ่ายให้ชัดเจน
อันจะเป็นการสกัดไม่ให้พรรคการเมืองหันมาใช้ “นโยบายประชานิยม” มาซื้อใจชาวบ้าน แต่สุดท้ายระยะยาวจะทำให้เกิดผลเสียหายต่อประเทศชาติอย่างมหาศาล
คำถามอยู่ที่ว่ามุมมองหรือนิยามของประชานิยมนั้น แต่ละคนมองแตกต่างกันไป ที่สำคัญการพยายามสกัดประชานิยมอาจกระทบไปถึงการสร้างสรรค์นโยบายใหม่ๆ ที่ประชาชนจะได้ประโยชน์มากกว่ากรอบนโยบายเดิมๆ
ความเข้มงวดที่จะทำให้รัฐบาลไม่กล้ากระดิกตัวทำอะไรมากมายนั้น เป็นเพราะ กรธ.ได้กำหนดกรอบที่ชัดเจนให้รัฐบาลต้องใช้จ่ายเงินแผ่นดินไปตามกฎหมายงบประมาณรายจ่าย กฎหมายวิธีการงบประมาณ กฎหมายโอนงบประมาณ และกฎหมายเงินคงคลังเป็นหลัก
ที่สำคัญในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี จะมีการแก้ไขป้องกันไม่ให้ สส. สว. กรรมาธิการ หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาใช้จ่ายเงิน
งบประมาณ มีส่วนในการกำหนดโครงการหรือให้ความเห็นชอบต่อการใช้จ่ายเงินงบประมาณ
การสกัดงบ สส.ที่หวังว่าจะป้องกันการใช้งบประมาณไปหาเสียงในพื้นที่ แต่อีกด้านก็อาจทำให้การพัฒนาพื้นที่ถูกละเลยได้ง่ายขึ้น
ตรงนี้ กรธ.ออกกฎเข้มว่า หากบุคคลใดก็ตาม รวมทั้ง ครม. รู้เห็นเป็นใจต่อการแปรญัตติเพื่อให้นักการเมือง สส. สว. มีส่วนได้ส่วนเสียต่อการใช้จ่ายเงินงบประมาณ บุคคลเหล่านั้นจะต้องพ้นจากตำแหน่ง และชดใช้เงินที่นำไปใช้ในโครงการต่างๆ ด้วย
“กรณีนี้ถือเป็นเรื่องใหม่และเป็นยาแรง เป็นการป้องกันการครอบงำการใช้จ่ายงบประมาณของ สส. และ สว.ด้วยกันเอง และให้รัฐสภาตรวจสอบสมาชิกรัฐสภาด้วยการเข้าชื่อร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตรวจสอบ หากพบว่ามี สส. สว. คนใดกระทำผิดก็จะตัดสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต เช่นเดียวกัน หากเป็นรัฐมนตรีก็จะถูกตัดสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งด้วย อาจจะเฉพาะตัวบุคคลหรือทำให้พ้นไปทั้ง ครม. ที่ผ่านมาช่องว่างตรงนี้เป็นช่องว่างที่ใหญ่มากของการนำงบประมาณของประเทศไปใช้โดยไม่คำนึงถึงแบบแผนที่รัฐบาลวางไว้” อุดม รัฐอมฤต โฆษก กรธ. กล่าว
อีกกรอบที่รัฐบาลหน้าจะถูกกำหนดให้เดินตามคือเรื่องการปฏิรูปตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และแม่น้ำสายต่างๆ พยายามผลักดันให้ต้องเดินไปตามแนวทางที่วางไว้
แน่นอนว่าไม่มีใครคัดค้านเรื่องการปฏิรูป แต่ในทางปฏิบัติรายละเอียดของการปฏิรูปแต่ละเรื่อง ที่อุตส่าห์คิดกันมาตลอด 2 ปีกว่า ยังคิดเห็นแตกต่างกันอยู่ไม่น้อย
ดังนั้น การไปบังคับให้รัฐบาลหน้าต้องทำการปฏิรูปที่ไม่ได้เป็นคนคิดขึ้นเอง จึงอาจเป็นหลักการที่ดูขัดแย้ง และอาจมองเลยไปถึงการไม่เคารพสิทธิหรือเสียงของประชาชนที่เลือกรัฐบาลเข้ามาบริหารงาน ไม่ใช่เลือกมาเพราะต้องการให้ไปทำตามกรอบปฏิรูป
ยังไม่รวมกับองค์กรต่างๆ ที่จะถูกตั้งขึ้นมาสานต่อการปฏิรูปที่อาจมีอำนาจบังคับให้กลไกการบริหารและนิติบัญญัติต้องทำตามที่ต้องการได้
สัญญาณล่าสุดยังพบว่าอำนาจของ สว.ชุดเปลี่ยนผ่านที่จะมาจากการสรรหา 250 คนนั้น มีหลายส่วนที่สามารถชี้นำและกำหนดทิศทางการบริหารงานได้ไม่มากก็น้อย
เริ่มตั้งแต่การเปิดช่องให้ใช้เสียง 3 ใน 5 ของสองสภา ร่วมกันปลดล็อกให้สภาสามารถเลือกนายกฯ คนนอกได้ และมีภารกิจสำคัญคือการสานต่อเรื่องปฏิรูป ถึงขั้นให้รัฐบาลใหม่ต้องรายงานความคืบหน้าการปฏิรูปต่อ สว.ทุก 3 เดือน
แม้แต่จะคิดแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดช่องให้ทำงานได้ง่ายขึ้นก็ยังทำได้ยาก ด้วยกลไกที่ต้องใช้เสียงมากเป็นพิเศษ และรายละเอียดปลีกย่อยต้องได้รับความร่วมมือจากพรรคต่างๆ
ทั้งหมดนี้ล้วนแต่ตอกย้ำว่าการบริหารงานของรัฐบาลหน้ามีกรอบที่บังคับให้ต้องเดินตาม ยากจะฝ่าฝืน







