
อนาคตประเทศไทย ภายใต้ทางเลือกที่ต้องเดิน
จากนี้ไปประเทศไทยจะเดินไปทางไหน เป็นคำถามที่ตอบทันทีไม่ได้ เพราะมีเงื่อนไขซ้อนเงื่อนไขอยู่หลายเงื่อนที่ต้องใช้เวลาในการคลายปมทีละเงื่อนที่ผูกเอาไว้
โดย...วุฒิ นนทฤทธิ์
จากนี้ไปประเทศไทยจะเดินไปทางไหน เป็นคำถามที่ตอบทันทีไม่ได้ เพราะมีเงื่อนไขซ้อนเงื่อนไขอยู่หลายเงื่อนที่ต้องใช้เวลาในการคลายปมทีละเงื่อนที่ผูกเอาไว้
เริ่มจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ ที่เล่นบทเอาล่อเอาเถิดกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. พองาม ก่อนจบด้วยการยอมตามที่ คสช.ขอมา
ความต้องการ 3 ข้อที่ คสช.ต้องการ สรุปสั้นๆ ง่ายๆ 1.ให้นายกรัฐมนตรีมาจากคนนอกได้ 2.สมาชิกวุฒิสภา (สว.) มาจากการสรรหาของ คสช.ทั้งหมด 250 คน พร้อมกับล็อก 6 เก้าอี้ไว้ให้ผู้นำเหล่าทัพ 3.เลือกตั้งกาบัตรใบเดียว
หัวใจสำคัญอยู่ที่ สว. ถึงแม้ตอนยื่นข้อเสนอมาครั้งแรก คสช. ต้องการให้ สว.ลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้ แต่ประเด็นนี้ถูกตัดออกฟังเหมือนดูดี แต่เรื่องแบบนี้คนสองคนขยับตาให้กัน คนอื่นอาจมองไม่เห็น
เช่นเดียวกับระบบเลือกตั้ง ซึ่งเดิม คสช.ขอให้กาบัตร 2 ใบ แต่สุดท้ายเหลือใบเดียวตามที่คณะกรรม การร่างรัฐธรรมนูญ หรือ กรธ.กำหนด ประเด็นนี้เค้าเรียกว่ามองตาก็รู้ใจ ยังไงก็ล็อกสเปกกาบัตรใบเดียวเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้ว
ทั้ง 3 ข้อเสนอ คือ เงื่อนปมที่ผูกกันไว้และถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะกำหนดชะตาชีวิตของคนไทยทั้งประเทศ เพราะการที่คนนอกจะมาเป็นนายกฯ ได้ จะต้องใช้เสียง 2 ใน 3 ของรัฐสภา ของดใช้รัฐธรรมนูญเรื่องที่มานายกฯ ซึ่ง คสช.มีเสียง สว. 250 เสียงตุนเอาไว้อยู่แล้ว
การเลือกตั้งโดยให้ประชาชนกาบัตรใบเดียว ซึ่งเป็นการบังคับประชาชนเลือก สส.คนไหนก็ต้องให้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์กับพรรคนั้นด้วย ทำลายความชอบธรรมในการเลือกผู้แทนที่จะมาทำหน้าที่ดูแลผลประโยชน์ในท้องถิ่น แยกกับการเลือกรัฐบาลบริหารประเทศ
ประเด็นนี้ผู้ร่างรัฐธรรมนูญและ คสช.คงมีความเชื่อว่าด้วยระบบเลือกตั้งแบบนี้ จะทำให้ไม่มีพรรคใดพรรคหนึ่งได้เสียงข้างมากเกินกึ่งหนึ่งแน่นอน ทำให้การรวบรวมเสียงจากพรรคที่ได้อันดับสองลงมา เพื่อมาจับมือกับ สว.ในการเปิดทางให้มีนายกฯ คนนอก ได้อย่างสะดวกโยธิน
หรือหากพลาดพลั้งเกิดมีพรรคใดพรรคหนึ่งชนะการเลือกตั้งได้เสียงเกิน 250 เสียง และบังเอิญเป็นพรรคที่มีเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ว่าไม่ขอร่วมหัวจมท้ายกับ คสช. ปิดทางนายกฯ คนนอก คสช.ก็ยังมี สว.และองค์กรอิสระอื่นๆ เป็นเครื่องมือในการกำกับการทำงานของรัฐบาลอย่างใกล้ชิดจนกระดิกตัวลำบาก
แต่ในข้อเท็จจริงอาจไม่เป็นเช่นนั้น เพราะในชีวิตจริงเมื่อ คสช.ยอมให้มีการเลือกตั้ง หากมีพรรคใดชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลาย ความชอบธรรมของพรรคการเมืองนั้นก็จะมีสูงมาก จนสามารถทำอะไรได้อย่างราบรื่น โดย สว.ทั้ง 250 คน ไม่สามารถทำอะไรได้ก็เป็นได้
แต่ทั้งหมดจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านประชามติของประชาชน ซึ่ง คสช.ได้พยายามผลักดันเต็มที่โดยก่อนหน้านี้ คสช.ได้ดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 แก้ไขหลักเกณฑ์การนับคะแนนเสียงในการทำประชามติที่ให้ยึดเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิในการผ่านร่าง จากเดิมให้ยึดเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ ซึ่งจะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านง่ายขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีการห้ามเผยแพร่ผลสำรวจโพลเกี่ยวกับการออกเสียงในระหว่างเวลา 7 วันก่อนวันทำประชามติที่ถือว่าเป็นหมัดเหล็กคือการกำหนดโทษเผยแพร่ข้อความผ่านสื่อทุกชนิด ที่ผิดข้อเท็จจริง หรือรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม ข่มขู่ ไม่ให้ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี ปรับ
2 แสนบาท
ดังนั้น ตอบคำถามที่ว่าประเทศไทยจะเดินทางไปทางไหน สเต็ปแรกคือผลของประชามติ หากประชามติผ่านประชาชนก็นั่งหาวเรอเพื่อรอให้ กรธ.ทำกฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญอีกประมาณ 1 ปี จากนั้นก็เตรียมการเลือกตั้งอีก 3 เดือน คนไทยก็จะได้เข้าคูหาเลือกตั้งเร็วที่สุดราวเดือน พ.ย. 2560 หรือหากย้วยออกไปก็ต้นปี 2561
จากนั้นหน้าตาของรัฐบาลในฝันที่ทุกคนรอคอยก็จะมาจาก 2 แนวทางข้างต้น แต่ถ้าจะถามว่านายกฯ คนนอกเป็นใคร จะใช่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หรือไม่ คงตอบแทนไม่ได้ต้องคิดกันเอง
เช่นเดียวกับหากนายกฯ มาจาก สส.จะเป็น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือตัวแทนของทักษิณ ชินวัตร หรือไม่ อันนี้ก็ตอบยากเพราะยังไม่ถึงเวลาที่พรรคการเมืองตามระบอบประชาธิปไตยจะทิ้งไพ่ใบนี้ลงมา
แล้วถ้าประชามติไม่ผ่านละ ซึ่งก็มีโอกาสที่จะเป็นไปได้พอๆ กับเป็นไปไม่ได้ เพราะงานนี้ถ้า คสช.ไม่วางแผนซ้อนแผนเหมือนที่ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เจอมา คสช.ก็น่าจะต้องผลักดันให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผ่านแบบสุดลิ่มทิ่มประตู
แต่ด้วยพลังบริสุทธิ์ของประชาชน ซึ่งยากที่จะคาดเอาว่าจะเทคะแนนไปทางไหน หากไม่เป็นไปตามแผนที่ คสช.วางไว้ ประชาชนลงมติคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ คสช.ก็จะต้องจัดหารัฐธรรมนูญมาให้ได้ ซึ่งอาจจะไปหยิบรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งที่เคยใช้มาแล้วในอดีตมาประกาศใช้เลยก็ได้
หากไม่เลือกฉบับใดฉบับหนึ่งในอดีตมาใช้ คสช.ก็อาจจะตั้งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่มาอีกก็ได้ ไม่ได้มีข้อห้ามใดๆ (แต่คงหาคนมาร่างยาก) หรือไม่ คสช.ก็ร่างเองเลย เพราะมี วิษณุ เครืองาม เป็นซือแป๋ใหญ่สามารถยกร่างรัฐธรรมนูญได้ไม่ยาก
หรือ คสช.อาจจะมีทางออกอื่นที่ทุกคนคาดไม่ถึงก็เป็นได้
ดังนั้น วันที่ 7 ส.ค. 2559 ซึ่งเป็นวันดีเดย์ที่ คสช.กำหนดให้คนไทยทั้งประเทศออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญคือ วันชี้ชะตาประเทศไทย ภายใต้กรอบที่ถูกกำหนดให้เดิน







