
รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน
วันเวลาที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จะส่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับสมบูรณ์ให้กับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์
วันเวลาที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จะส่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับสมบูรณ์ให้กับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใกล้เข้ามาแล้ว โดยกำหนดว่าจะส่งมอบให้ คสช.ในวันที่ 29 มี.ค. 2559 เวลาบ่ายไม่มีฤกษ์พานาทีแต่อย่างใด แต่ใช้ฤกษ์สะดวก หลังจากนั้นคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็เตรียมการทำประชามติต่อไป รัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่านประชามติขึ้นอยู่ที่ประชาชนส่วนใหญ่พอใจหรือไม่อย่างไร
กรธ.ร่างรัฐธรรมนูญโดยยึดเอา “ผลประโยชน์สำคัญยิ่งของชาติและของประชาชนในระยะยาว” เป็นเป้าหมาย ก่อนร่างก็ฟังเสียงประชาชนระหว่างร่าง หลังร่างก็ฟังเสียงจากประชาชนอีก เพื่อให้ “ภาคประชาชนและประชาสังคม” มีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อนุกรรมการรับฟังเสียงประชาชนทำงานหนักมาก วันเสาร์ อาทิตย์ วันหยุดไม่ได้หยุด ต้องเดินทางไปจังหวัดต่างๆ เพื่อรวบรวมความเห็นของประชาชนมาจัดทำเป็นรูปเล่มน้ำหนักรวมกันแล้วหลายสิบกิโลกรัม เพื่อสะดวกในการค้นหา ซึ่งเป็นการยืนยันว่าความเห็นของประชาชนไม่ได้ถูกเพิกเฉยละเลยแต่ประการใด ดังนั้นที่มีการกล่าวหาว่า กรธ.ไม่ฟังความเห็นของประชาชนหรือฟังน้อยจึงไม่เป็นความจริง
หลังจากนี้ กรธ.ยังต้องชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะประชาชนได้อะไรจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ต้องยอมรับว่ารัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่เข้าใจยาก คนที่สนใจก็จะสนใจเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับตนเป็นสำคัญ การชี้แจงกับประชาชนโดยทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายจึงเป็น “สิ่งที่ท้าทาย” อย่างยิ่ง
ผู้เขียนเคยยกตัวอย่างเปรียบเทียบแบบง่ายๆ โดยมองว่า กรธ. 21 คน เปรียบเสมือนพ่อครัวที่เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ภายใต้การนำของเชฟใหญ่ คือ อาจารย์มีชัย ฤชุพันธ์ุ คิดค้นสูตรฮ่องเต้มาช่วยกันปรุงอาหารจานใหญ่ที่คิดว่าจะอร่อยที่สุดให้ประชาชนได้กิน ใครมีฝีมือด้านไหนก็งัดออกมา ก่อนจะปรุงก็ฟังเสียงประชาชนว่าอยากกินอาหารแบบไหน หลังปรุงเสร็จเปิดฝาชีให้ดู ดม และกินแล้ว ก็ต้องฟังเสียงประชาชนอีกว่าพอใจหรือไม่อย่างไร เพราะคนหมู่มากย่อมมีทั้งพอใจและไม่พอใจ หากประชาชนส่วนใหญ่คิดว่าอ่อนเปรี้ยว หวาน มัน เค็มไป พ่อครัวใจดีจะเติมเปรี้ยว หวาน มัน เค็มให้ หากมีเหตุผลรับฟังได้ แต่ประเภทลิ้นจระเข้ชิมแล้วบอกว่า ไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ หรือบางคนกินแล้วมีแต่ด่า ไม่มีชมเลย แบบนี้ถือว่ามีอคติ เพราะอาหารจานนี้คงไม่ดีทั้งหมด แล้วคงไม่เลวทั้งหมด แต่ประชาชนจะมาช่วยกันปรับปรุงให้เป็นอาหารจานเด็ดกันอย่างไร
ภาคประชาชนและภาคประชาสังคมที่เสนอขอให้ใส่ แก้ไข เพิ่มเติม ตัดทอน ฯลฯ ถือว่าเป็นคนที่ให้ความสนใจต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และมีส่วนร่วมอย่างจริงจังในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เมื่อ กรธ.พิจารณาเห็นว่ามีเหตุผล แม้มีอยู่แล้วแต่อาจไม่เห็นชัด ก็จะใส่เพิ่มเติมให้เห็นชัดๆ กันไปเลย เช่น “มาตรา 4 ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเป็นเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง” และต่อเนื่องเกี่ยวพันกับ “มาตรา 27 บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย มีสิทธิและเสรีภาพ และได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล ไม่ว่าด้วยเหตุความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางการหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือเหตุอื่นจะทำกระทำมิได้...” ทั้งหมดเกี่ยวกับเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่โลกสมัยใหม่ให้ความสำคัญในเรื่องนี้อย่างจริงจัง จะเอามนุษย์ไปปฏิบัติเยี่ยงทาส หรือ “ค้ามนุษย์” ไม่ได้
สิทธิยื่นเรื่องราวร้องทุกข์ซึ่งเป็นหลักสากลได้รับการบรรจุไว้ใน “มาตรา 41 บุคคลย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องราวร้องทุกข์ต่อหน่วยงานของรัฐและได้รับการแจ้งผลการพิจารณาโดยรวดเร็ว” หากหน่วยงานรัฐทำเพิกเฉยทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ประชาชน “มีสิทธิฟ้องหน่วยงานของรัฐให้รับผิดเนื่องจากการกระทำ หรือการละเว้นการกระทำของข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐนั้น” ด้วยเหตุนี้หากหน่วยงานรัฐทำเมินเฉย ไม่สนใจเหมือนแต่ก่อน ก็มีสิทธิถูกฟ้องได้ หากไม่อยากใช้สิทธิร้องทุกข์ หรือสิทธิในการฟ้องหน่วยงานรัฐ ก็ยังสามารถใช้ “สิทธิเข้าชื่อกันเพื่อเสนอแนะต่อหน่วยงานของรัฐให้ดำเนินการใดอันจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนหรือชุมชน หรืองดเว้นการดำเนินการใดอันจะกระทบต่อความเป็นอยู่อย่างสงบสุขของประชาชนหรือชุมชน และได้รับแจ้งผลการพิจารณาโดยรวดเร็ว...”
ป่าไม้ ที่ดินทำกิน ทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งการพื้นฟูศิลปวัฒนธรรมประจำถิ่นเป็นปัญหาระหว่างรัฐกับภาคประชาชนและภาคประชาสังคมมานาน ซึ่งบ่อยครั้งที่เจ้าหน้าที่รัฐตัดสินใจแต่ฝ่ายเดียว รัฐธรรมนูญฉบับนี้ระบุให้ประชาชนและชุมชน “มีสิทธิที่จะมีส่วนร่วมในการจัดการ การบำรุงรักษา การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืน” ตั้งแต่นี้ไป เจ้าหน้าที่รัฐจะทำตามอำเภอใจตัวเองอีกไม่ได้ ต้องฟังเสียงประชาชนด้วย
นอกจากสิทธิผู้บริโภคได้รับความคุ้มครองแล้ว ประชาชนยังมี “สิทธิได้รับทราบและเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะในครอบครองของหน่วยงานของรัฐ” ตามมาตรา 43/1 ยกเว้นข้อมูลเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐหรือเป็นความลับของทางราชการตามที่กฎหมายบัญญัติ
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ที่สะท้อนให้เห็นว่า กรธ.ให้ความสนใจอย่างจริงจังต่อความคิดเห็นของประชาชน แม้มีอยู่แล้วในร่างรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อภาคประชาชนและภาคประชาสังคมต้องการให้ปรับเปลี่ยน แก้ไข ให้เห็นชัดเจนขึ้น กรธ. ก็สนองตอบให้อย่างมีเหตุผล ภาคประชาชนและภาคประชาสังคมสามารถตรวจสอบได้ว่า สิ่งที่ตนเสนอแนะนั้นมิได้ถูกละเลย แต่ได้รับการตอบสนองอย่างดี
เพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนโดยแท้จริง







