
ส่วนที่ต้องให้ความสำคัญในการปฏิรูปประเทศ
โดย...รศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม
โดย...รศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม
ผมเคยเสนอว่า “การปฏิรูปประเทศไทย” รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สามารถดำเนินการปฏิรูปประเทศในเรื่องต่างๆ ได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องรอแนวทางปฏิรูปจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศก็ได้ ซึ่งเห็นว่าในหลายๆ เรื่อง รัฐบาลก็ทำได้ดีและทำมาแล้วอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปฏิรูปการจัดระเบียบชุมชน สังคม การจัดระเบียบชายหาด การจัดระเบียบพ่อค้าแม่ขายในบางพื้นที่ การจัดการปราบปรามผู้มีอิทธิพลด้านต่างๆ การปฏิรูปด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการดำเนินการกับผู้บุกรุกป่า ต้นน้ำลำธาร โดยเฉพาะเขตป่าสงวนแห่งชาติ และการปฏิรูปการศึกษา เป็นต้น
ผมจึงเห็นว่าการปฏิรูปประเทศตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนี้ ในหลายเรื่องกระทำโดยใช้กลไกของรัฐบาลในการจัดการ ไม่ว่าจะเป็นการใช้กลไกในเชิงกฎหมายที่ออกโดยสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) การใช้อำนาจกฎหมายมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่ให้อำนาจนายกฯ และการใช้เจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐอื่นๆ ช่วยดำเนินการ เพื่อทำให้การปฏิรูปตามนโยบายประสบความสำเร็จ
แต่สิ่งที่น่าสังเกตนั่นก็คือ การปฏิรูปในบางเรื่องที่ใช้กลไกเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการจัดระเบียบชุมชน สังคม การจัดระเบียบชายหาด การจัดระเบียบผู้บุกรุกตัดไม้ทำลายป่า และแม้กระทั่งการปราบปรามผู้มีอิทธิพลก็ดี ยังเห็นว่าในบางเขตพื้นที่ก็ยังมีการปล่อยปละละเลยหรือทำแบบผักชีโรยหน้า ซึ่งก็ไม่สามารถดำเนินการให้สำเร็จอย่างยั่งยืนได้ สิ่งต่างๆ ก็อาจจะกลับมาเหมือนเดิมในบางพื้นที่ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องตรวจสอบ กำกับดูแลกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ละเลยไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ดังที่กล่าวมาด้วย
นอกจากนี้ ผมเห็นว่าการดำเนินการปฏิรูปประเทศ นอกจากกระทำและดำเนินการโดยรัฐบาลและกลไกเจ้าหน้าที่ของรัฐแล้ว รัฐบาลจำเป็นจะต้องใช้ “กลไกของภาคส่วนอื่นๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิรูปประเทศ” หรืออาจจะใช้กลไก “ประชารัฐ” เข้ามามีส่วนร่วมดำเนินการปฏิรูปประเทศได้เหมือนกัน
ประชารัฐที่กล่าวนี้ ในความหมายที่
เป็นเรื่องของทุกภาคส่วนในสังคม โดยไม่ได้ให้น้ำหนักไปที่ภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่งเป็นสำคัญ แต่ทุกภาคส่วนมีความสำคัญเท่าๆ กัน เพื่อก่อให้เกิดการประสานพลังในการร่วมมือกันปฏิรูปประเทศอย่างแท้จริง โดยมีเป้าหมายหรือจุดมุ่งหมายที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันว่าประเทศไทยในส่วนที่เป็นปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการจัดระเบียบสังคม การสร้างอิทธิพล หรือการกระทำที่ผิดกฎหมายนั้น ทุกส่วนจะต้องงดเว้นหรือเลิกการกระทำ และเดินหน้าเพื่อร่วมสร้างสรรค์ประเทศให้ไปในทิศทางที่พึงประสงค์
อย่างไรก็ตาม ยังมี “ประชารัฐ” ในความหมายที่เป็นไปตามแนวทาง “ประชาสังคม” นั่นก็คือ การให้กลุ่มประชาชนและกลุ่มองค์กรที่ทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์ให้กับชุมชน สังคมเพื่อช่วยแบ่งเบาภารกิจของรัฐบาล ซึ่งถือว่าเป็นองค์กรนอกภาครัฐและถือว่าเป็นส่วนหนึ่งที่จะขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้ โดยการปฏิบัติและลงมือทำให้เกิดผล กลุ่มประชาสังคมเหล่านี้ ส่วนหนึ่งที่ทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นในรูปของชมรม สมาคม มูลนิธิ และองค์กรสาธารณประโยชน์ที่มีส่วนรับผิดชอบต่อสังคม ก็ไม่ควรมองข้ามและควรจะสนับสนุนให้ภาคประชาสังคมเหล่านี้ร่วมปฏิรูปประเทศไทยได้ทันที
ผมเห็นว่าภาคประชาสังคมนอกภาครัฐที่ทำกิจกรรมหรือโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนและประเทศก็มีอยู่เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่คอยพิทักษ์ดูแลป่า ดิน น้ำ ซึ่งอาจเป็นกลุ่มอาสาสมัครรักษาป่าให้มีความยั่งยืน กลุ่มอนุรักษ์น้ำและต้นน้ำลำธาร กลุ่มรักสีเขียว หรือกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านการใช้ความรุนแรง กลุ่มพิทักษ์ผลประโยชน์ของผู้ด้อยโอกาส ตลอดจนกลุ่มที่พิทักษ์ผลประโยชน์อื่น เช่น กลุ่มชมรมผู้สูงอายุ กลุ่มพิทักษ์สิทธิสตรี หรือกลุ่มผู้ใช้แรงงาน เป็นต้น
ผมเข้าใจว่ากลุ่มองค์กรประชาสังคมในรูปแบบต่างๆ ดังกล่าวนี้ได้ดำเนินการทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์ที่ตอบโจทย์การแก้ปัญหาประเทศและพิทักษ์ประโยชน์ทรัพยากรและประโยชน์ชาติ ก็มีให้เห็นในเชิงประจักษ์ที่มีลักษณะเป็นแนวทางปฏิบัติที่เป็นแบบอย่าง (Best Practice) ที่ก่อให้เกิดบทเรียนรู้แก่ชุมชน สังคม และประเทศชาติมากมาย
ผมจึงเห็นว่ารัฐบาลมีความจำเป็นจะต้องให้ความสำคัญ และสร้างแรงจูงใจให้กับกลุ่มประชาสังคมหรือกลุ่มประชารัฐที่ผสานพลังร่วมกับรัฐ จนก่อให้เกิดแนวทางประเด็นที่เป็นผลต่อการปฏิรูปประเทศอย่างเป็นรูปธรรมแล้วนั้น รัฐบาลและส่วนราชการควรจะยกย่องหรือประกาศเกียรติคุณแก่กลุ่มองค์กรเหล่านี้ ซึ่งถือว่าเป็นองค์กรที่ทำดี โดยให้รัฐบาลเป็นเจ้าภาพในการประกาศเกียรติคุณดังกล่าว
ผมมีโอกาสไปพบปะพูดคุยกับชมรมผู้สูงอายุที่มีการประชุมสัมมนาในรูปของชมรมคลังปัญญาผู้สูงอายุจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งดำเนินการส่งเสริมโดยกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และได้เห็นกิจกรรมที่ดีๆ หรือข้อปฏิบัติที่ดีๆ ของชมรมดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นข้อปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพที่เป็นแบบอย่างการส่งเสริมการดำเนินชีวิตแบบพอเพียงตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การดำเนินการในรูปของศูนย์เรียนรู้ เพื่อถ่ายทอดภูมิปัญญาของผู้สูงอายุให้กับภาคส่วนต่างๆ
ในประเด็นดังกล่าวเหล่านี้ สิ่งที่ชมรมคลังปัญญาผู้สูงอายุสะท้อนให้รัฐบาลและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องได้รับทราบก็คือ การจัดทำทำเนียบแนวทางข้อปฏิบัติที่ดี (Best Practice) ของชมรมคลังปัญญาผู้สูงอายุจังหวัดต่างๆ และดำเนินการประกาศเกียรติคุณ ยกย่อง ชมเชยโดยภาครัฐบาลอย่างจริงจังกับแนวทางปฏิบัติที่ดีเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย
ผมจึงเห็นว่าภาคประชาสังคมและประชารัฐนับเป็นกลไกและเป็นภาคส่วนที่มีความจำเป็นที่จะต้องผนึกกำลังให้เข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิรูปประเทศ นอกเหนือจากการใช้กลไกของรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมทั้งกลไกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อจะทำให้การปฏิรูปประเทศดำเนินการไปได้ทันทีและต่อเนื่องตลอดไป







