เข้าใจเจตนาคสช. แต่เขียนรัฐธรรมนูญต้องมีศักดิ์ศรี
"ผมเชื่อว่า กรธ. 21 คนไม่มีใครยอมที่จะให้มาประณามเรื่องศักดิ์ศรี เราก็ถือว่าความสำเร็จของงาน คือ การที่ประชาชนส่วนใหญ่ลงประชามติเห็นชอบ"
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
การเมืองไทยว่าด้วยการร่างรัฐธรรมนูญกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ เพราะคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จะเดินทางไปยัง จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จภายในวันที่ 26 มี.ค. ก่อนส่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายให้กับคณะรัฐมนตรีในวันที่ 29 มี.ค.
แต่ปรากฏว่ามีปัจจัยการเมืองที่สำคัญเข้ามา คือ ข้อเสนอของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อให้ กรธ.ปรับปรุงบทเฉพาะกาลสำหรับรองรับประชาธิปไตยของประเทศในระยะเปลี่ยนผ่าน โดยเฉพาะการขอให้มี สว.สรรหาจำนวน 250 คน ซึ่งสวนทางกับ กรธ.กำหนดให้ สว.มาจากการเลือกตั้งทางอ้อม
ข้อเสนอจำนวน 7 หน้าของ คสช.ส่งผลให้มีหลายฝ่ายจับตามองว่า กรธ.จะตัดสินใจอย่างไร เพราะด้านหนึ่ง คสช.เป็นผู้แต่งตั้ง กรธ. แต่หาก กรธ.ทำตามข้อเสนอของ คสช.อาจนำมาซึ่งปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“อุดม รัฐอมฤต” โฆษก กรธ. เจ้าของวลี “หวังพึ่งปาฏิหาริย์ให้ทุกฝ่ายยอมรับ” ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับโพสต์ทูเดย์ถึงการทำงานของ กรธ.ในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานไว้อย่างน่าสนใจ
ก่อนอื่นอาจารย์อุดมอธิบายถึงโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง กรธ.และ คสช. ว่า “ผมพูดอย่างนี้แล้วกันว่า กรธ.ประกอบไปด้วยบุคคลจำนวน 21 คน จริงอยู่กระบวนการแต่งตั้ง 21 คนนี้แต่งตั้งโดย คสช. ปัญหามีอยู่ว่า ถ้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาแล้วเห็นว่า กรธ.ชุดนี้ทำงานไม่มีประสิทธิภาพ ผมว่าเขาก็มีสิทธิที่เขาจะอยากเปลี่ยนชุด แต่ว่าการเปลี่ยนชุดในส่วนเหล่านี้ เนื่องจากไปเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ อำนาจที่ไปเปลี่ยนให้กรรมการชุดนี้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้มันก็อาจจะไปค่อนข้างยาก
“กรธ.แต่ละคนมีต้นทุน มีเกียรติมีศักดิ์ศรีของตัวเอง ดังนั้นเวลาเขาจะพิจารณาอะไร จริงอยู่เขาอาจไม่ได้บอกว่าเขาต้องตอบให้ทุกคนพอใจ แต่อย่างน้อยตัวเขาเองต้องมีเหตุผลที่อธิบายได้ว่าเขาเชื่ออะไร
“เหมือนอย่างตอนนี้ หนังสือที่ คสช.ส่งมาถึง กรธ.เมื่อวันที่ 14 มี.ค. เราบอกว่าโอเคเขาเขียนมา โดยเขาประเมินสถานการณ์ว่าหลังการเลือกตั้ง ถ้าใช้มาตรการตามที่ กรธ.ร่างมาตั้งแต่ทีแรกมันอาจจะเอาไม่อยู่ เขาคิดว่าเอาไม่อยู่ในเรื่องของการปฏิรูปประเทศที่จะต้องว่าไปตามยุทธศาสตร์ชาติที่อยากจะเปลี่ยนแปลงประเทศให้เดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง หรือเอาไม่อยู่เพราะการเมืองที่เป็นอยู่อาจจะนำไปสู่สภาพแบบเดิม คือ ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายการเมืองต่างๆ ซึ่งก็ยังเป็นที่ไว้วางใจไม่ได้เพราะอาจยังมีกลุ่มต่างๆ ที่จองล้างจองผลาญกันอยู่
“ตรงนี้มันก็เป็นการประเมินสถานการณ์ของ คสช.ของแม่น้ำ 4 สาย ส่วน กรธ.จะเห็นด้วยหรือไม่ว่าปรากฏการณ์เหล่านั้น หรือการปฏิรูปประเทศที่จะไม่สำเร็จหากใช้กลไกอย่างที่ กรธ.ร่างมา เราก็ต้องมานั่งประเมินกันอีกที”
ก่อนที่ กรธ.จะร่างรัฐธรรมนูญได้ประเมินสถานการณ์อย่างที่ คสช.ส่งความเห็นหรือไม่? โฆษก กรธ. ตอบว่า “ผมคิดว่าตอนที่เราร่างรัฐธรรมนูญเบื้องต้น เรามีการปฏิรูปสองอย่าง คือ การศึกษา และการบังคับใช้กฎหมายคือการปฏิรูปตำรวจ โดยที่เราคิดว่าเรามีกรอบจำกัด คือ เรามีความคิดแบบชาวบ้านๆ เราก็มองว่าตามโรดแมปที่รัฐบาลกำหนด คือ 2560 มีการเลือกตั้ง ซึ่งเราก็เข้าใจโดยสุจริตว่าเมื่อเลือกตั้งตามที่โรดแมปของ คสช. คือ การคืนอำนาจให้ผู้แทนของประชาชนเป็นคนไปจัดตั้งรัฐบาลเป็นคนไปดำเนินการอะไรต่างๆ”
ดูจากข้อเสนอของ คสช.แล้วมีหลายฝ่ายมองว่าเป็นการสืบทอดอำนาจมากกว่าการปฏิรูปประเทศ? คำถามนี้มีคำตอบจากอาจารย์อุดม ว่า “ต้องอย่าลืมนะครับว่าการประเมินสถานการณ์ที่ใช้ สว.ตามข้อเสนอของ คสช.เขามองถึงเรื่องอะไร เขามองว่านักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งไม่ได้คิดแบบเดียวกับ คสช.นะ สมมติวันนี้เราเป็นพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ หรือเป็นพรรคการเมืองใหญ่ที่เข้ามาในสภา ถามว่าเมื่อคุณเข้ามาแล้ว คุณคิดแบบเดียวกับ คสช.ไหม ถ้าเดา ผมว่าเขาก็คิดกันคนละแบบอยู่แล้ว
“ต้องมองอย่างนี้ครับว่าเหมือนกับเรากำลังทำอะไรสักเรื่องหนึ่งแล้วเราบอกว่าปีเดียวมันทำไม่ได้หรอก เราบอกว่าขอ 5 ปีได้ไหมในการมาทำให้เป็นรูปร่างขึ้นมาและมีความชัดเจน อันนี้คือ ประเมินสถานการณ์ที่แตกต่างกัน ผมพูดแบบกลางๆ นะ คือ ฝ่ายหนึ่งมองว่าเรื่องแบบนี้จะสร้างแค่ 5 ปีไม่ได้หรอก มันต้องค่อยๆ ไป วิธีคิดคนละวิธีกัน เขาคิดว่ายุทธศาสตร์ชาติหรือสิ่งที่ คสช.พยายามจะวางมาตลอดว่าทำอย่างไรเพื่อลดอิทธิพลทุน ลดอิทธิพลนอกระบบ อิทธิพลของพรรคการเมืองที่ไม่ชอบธรรมของนักการเมืองที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งมันคิดคนละแบบไง”
แสดงว่า กรธ.ไม่มีอิสระในการที่จะทำร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยตามความคิดของ กรธ. เพราะต้องมาอิงกับข้อเสนอของ คสช.? อาจารย์อุดม ตอบหนักแน่นว่า “ไม่ใช่ ผมไม่ได้พูดในมุมนี้ ผมพูดในมุมว่าเหมือนกับเราจะสร้างอะไรสักอย่างหนึ่งขึ้นมา เราต้องมีการประมาณ ที่ผ่านมา กรธ.ประมาณว่าในเมื่อโรดแมปของรัฐบาลบอกว่าให้มีการเลือกตั้งปี 2560 เราก็พยายามทำให้โรดแมปของรัฐบาลเป็นจริง คือ เราไม่ได้ไปคิดแทนเขาทั้งหมด แต่ในเมื่อเขาประกาศต่อประชาชนว่าปี 2560 จะมีเลือกตั้ง เราก็คิดได้แค่นี้ว่าเลือกตั้งในที่นี้ คือ มีผู้แทนประชาชนเข้ามา เราไม่เคยไปคิดว่าผู้แทนประชาชนจะต้องมาอยู่ภายใต้อาณัติของใคร เราก็คิดแค่นี้
“แต่สำหรับ คสช.อาจคิดไปมากกว่านี้ก็ได้ว่า 5 ปี สิ่งที่เขาจะทำเนี่ย เมื่อหนึ่งปีเราทำอย่างนี้ เขาบอกว่าน่าจะทำสัก 5 ปี ดีไหม ให้มันลงรากเลย ไม่ให้ใครมาขวางเลย สำหรับผมก็คิดว่าเหมือนกับเราจะเขียนตำราขึ้นมาสักเล่ม มีคนบอกว่าเอาเวลาไปหนึ่งปีพอไหม ก็อาจจะบอกว่าก็ได้นะ แต่จะได้เท่านี้โอเคไหม ดังนั้นบางคนบอกว่าเอาไปเลย 5 ปี 10 ปีเลยจะเขียนได้ไหม ถ้ามองในเชิงระยะเวลามันน่าจะได้ดีกว่าใช่ไหม แต่ในทางกลับกันถามว่าเป็นไปได้ เวลา 5 ปี อาจจะมาทำตอนปีสุดท้ายก็ได้”
กับคำถามที่ถามว่า “ถ้า กรธ.ไปดำเนินการตามข้อเสนอ คสช.จะกลายเป็นการทำตามใบสั่ง จนนำมาสู่แรงต้านที่เพิ่มขึ้น?”
โฆษก กรธ. อธิบายว่า “ผมคิดอย่างนี้ คนที่มาปกครองบ้านเมือง ถ้าเขากลัวแรงต้านเขาก็คงทำอะไรที่ก้าวหน้าไม่ค่อยได้เท่าไหร่ แต่เวลาเราพูดถึงแรงต้านที่เป็นเหตุเป็นผล โอเค ผมคิดว่าสิ่งนั้นเราควรฟัง
“แต่สิ่งที่ กรธ.ต้องคิด คือ เหตุผลว่าทำไม กรธ.ทำอย่างนั้น เรามีศักดิ์ศรีไหม คุณคิดว่าคุณยังยืนอยู่บนสังคมโดยที่คุณบอกว่าแล้วแต่อำนาจไปทางไหนผมก็ไปทางนั้น ผมเชื่อว่า กรธ. 21 คนไม่มีใครยอมที่จะให้มาประณามเรื่องศักดิ์ศรี เราก็ถือว่าความสำเร็จของงาน คือ การที่ประชาชนส่วนใหญ่ลงประชามติเห็นชอบ ถ้าเราอุตส่าห์เขียนไปดิบดี แต่ปรากฏว่าไปลงประชามติ เสียงส่วนใหญ่บอกว่าไม่เอา ถามว่ามันเป็นความสำเร็จหรือความล้มเหลว ซึ่งในความเห็นส่วนตัวคิดว่ามันเป็นความล้มเหลว
“นอกเหนือไปจากศักดิ์ศรีของตัวเองแล้ว กรธ.ต้องมานั่งคิดว่าอะไรที่มันเหมาะมันควร เราคงจะไปบอกว่าทำตามที่เขาชอบสิผ่านแน่ๆ อันนั้นก็ไม่มีศักดิ์ศรีเหมือนกันนะ จริงๆ มีหลายคนบอกว่าให้เขียนแบบเดิมเลยที่เราเคยเป็น จะเป็นรัฐธรรมนูญ 2540 หรือ 2550 ทุกอย่างจะไม่มีอะไรมาวิพากษ์วิจารณ์ แต่ผมคิดว่าอันนั้นก็ไม่มีศักดิ์ศรีเหมือนกัน เพราะเขาบอกให้มานั่งคิด ไม่ใช่มาบอกว่าทำแค่ให้ผ่าน”
ที่สุดแล้ว อาจารย์อุดม ยอบรับว่า “ท้ายที่สุด ไม่มีใครพร้อมจะเห็นด้วยกับเรา 100% หรือเห็นต่างจากเรา 100% อยู่แล้ว ผมยังไม่ได้บอกว่ามันเป็นลบทั้งหมด เพราะมีหลายเรื่องเราต้องคิดแบบคนที่เป็นผู้บริหารเหมือนกัน ผมพูดกับหลายคนว่าผมไม่ชอบหรอกที่คนมานั่งตีกัน ไม่มีใครยอมรับใคร สังคมแบบนี้จะอยู่กันได้อย่างไร”
3 ปัจจัยชี้ขาดประชามติหวังรัฐบาลเร่งผลงาน
ศึกในระหว่าง กรธ.กับ คสช.ว่าหนักแล้ว อาจจะยังไม่หนักเท่ากับศึกนอกอย่างการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ โดยเบื้องต้นรัฐบาลกำหนดให้วันที่ 7 ส.ค.เป็นวันให้ประชาชนมาใช้สิทธิออกเสียงว่าจะเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งในมุมมองของอาจารย์อุดมคิดว่าการตัดสินใจของประชาชนในการลงประชามติครั้งนี้มีอยู่ 3 ปัจจัย ได้แก่ ผลงานรัฐบาล ความอยากในการเลือกตั้ง และเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ
โฆษก กรธ.วิเคราะห์ทีละปัจจัยว่า “ผมคิดว่าคนชอบไม่ชอบจะดูผลงานของรัฐบาลว่าเป็นอย่างไร ซึ่งมันสะท้อนถึงความไว้เนื้อเชื่อใจ ซึ่งตอนนี้พอมีเรื่องนี้ออกมา มันอาจทำให้ดูภาพของ คสช.เหมือนกับว่ามันยังไงๆ ไม่ค่อยไว้วางใจประชาชนหรืออย่างไร เป็นภาพที่ดูสับสน ผลงานในที่นี้ยังรวมถึงว่าที่เขาไปปราบปรามอาชญากร ปราบปรามผู้มีอิทธิพล หรือทำอะไรที่ทำให้ประชาชนมีอยู่ มีกิน อันนี้ คือ สิ่งสำคัญประการหนึ่งว่าคนเชื่อใจหรือไม่
“ประการต่อมา คือ เรื่องของความอยากเลือกตั้ง จริงๆ ความอยากเลือกตั้ง ถ้ามองว่าเกณฑ์พอไปได้มันก็โอเค หมายความว่า ไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมด แต่เห็นว่าไม่ได้เลือกตั้งมานานแล้ว ขอเลือกตั้ง พรรคการเมืองก็อยากเลือกตั้งแล้ว ประชาชนก็รู้สึกว่าไม่ได้ไม่เสียอะไรชัดเจน เอาเป็นว่าให้มี สส.และ สว.กลับมาก็แล้วกัน
“ประการที่สาม คือ เนื้อหาของรัฐธรรมนูญ เราจะไปชี้แจงกับประชาชนอย่างไร คนบางคนอาจจะไม่อ่านรัฐธรรมนูญเลย แต่เขาก็ต้องการฟังว่ารัฐธรรมนูญนี้เป็นอย่างไร จะฟังจาก กรธ.โดยตรง หรือฟังจากเพื่อนฝูงจะว่าอย่างไร”
โฆษก กรธ. ประเมินว่า “สามปัจจัยนี้อะไรคือสิ่งที่กำหนดในตอนนี้ ผมคิดว่าเนื้อหาและการสื่อไปถึงประชาชนเป็นสิ่งที่สำคัญ ผมเริ่มมีความรู้สึกไม่แน่ใจว่ากว่าจะไปถึงวันลงประชามติเนี่ย รัฐบาลทำอะไรที่ถูกใจประชาชนได้ขนาดไหน เนื่องจากระยะเวลาค่อนข้างสั้น พอมีอันนี้ออกมาปุ๊บมันรู้สึกสับสน คือ จากเดิมที่เรารู้สึกว่าเดี๋ยวมีเลือกตั้งแน่นอนแล้ว แต่กลับมีเรื่องการขออีก 5 ปี ทั้งๆ ที่รัฐบาลก็บอกว่าฉันไม่ได้จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีนะ แต่ฉันขอให้มีคนมาคอยค้ำเอาไว้ มันก็สับสน อันนี้ไม่รู้นะ คือ มองในภาพนี้ ตัวนี้มันเป็นตัวที่ไปเป็นปัจจัยที่สื่อทางความคิด
“ดังนั้น ผมคิดว่าตอนนี้เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญกลายเป็นส่วนที่ค่อนข้างสำคัญแล้วว่าคุณจะบอกอย่างไรว่าอันนี้ไม่ได้เป็นการสืบทอดอำนาจ หรืออันนี้จะทำให้ประชาชนอยู่กันอย่างปกติสุขได้อย่างไร ไม่รู้นะ เดิมผมคิดว่ารัฐบาลกับเรื่องของการเลือกตั้งมีส่วนเยอะ แต่พอสถานการณ์กลับเปลี่ยน กลายเป็นว่าตอนนี้ กรธ.ต้องยืนอยู่บนขาตัวเองแล้ว”
จากนั้น อาจารย์อุดม ได้พูดความในใจว่า “เราพูดกันตามจริงนะ ตอนที่ผมรับเข้ามาทำหน้าที่นี้ ผมก็เข้ามาด้วยความรู้สึกว่าทุกคนบริสุทธิ์ใจ เราถือว่าถ้าเมื่อไหร่เราทำได้ ตามที่เราตัดสินใจด้วยตัวของเราเองแล้ว โอเคอะไรจะเกิดไม่เป็นไร แต่อย่ามาบีบกัน เพราะผมถือว่าผมยังต้องยืนในสังคมนี้ ผมยังเป็นครูบาอาจารย์ มีคนมาพูดว่าอาจารย์ทำตามคำสั่ง ผมก็หมดแล้ว
“ผมไม่ได้รู้สึกตัดสินใจผิดที่เข้ามารับหน้าที่นี้ แต่ผมถือเป็นประสบการณ์ แล้วผมก็มีความคิดว่าแต่ละคนก็ทำหน้าที่ของเขาถามว่าเราอยากประสบความสำเร็จในการทำให้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นรัฐธรรมนูญหรือไม่ ก็แน่นอน คงไม่มีใครกระโดดมาโดยหวังว่าเพียงแค่จะเป็นกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ
เฉยๆ ถามว่ากดดันหรือไม่ ผมก็เฉยๆ นะ ทุกงานถ้าเราหวังจะประสบความสำเร็จ ก็ต้องเหนื่อยและมีเครียดเป็นธรรมดา แต่ไม่ได้รู้สึกลำบากใจอะไร
“การทำงานของ 21 คน เราก็แบ่งหน้าที่กัน ไม่ใช่ให้คนเดียวมารับไปทั้งหมด หรือโลกทั้งโลกเราต้องคิดให้รอบคอบคนเดียวเพราะมีหลายคนมาช่วยกันทำงาน”อาจารย์อุดม ทิ้งท้าย
เพิ่มสิทธิประชาชน สร้างองค์กรอิสระเข้มแข็ง
แม้ว่าการร่างรัฐธรรมนูญจะเผชิญแรงต้านมากมาย แต่อีกด้านกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้ดำเนินการปรับแก้เนื้อหาหลายประเด็นตามที่หลายฝ่ายมีข้อเสนอเข้ามา โดย “อุดม รัฐอมฤต” โฆษก กรธ. สรุปถึงเนื้อหาในภาพรวมพอสังเขปดังนี้
“เดิมที่มีข้อสงสัยว่าทำไมเราไม่เขียนเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ เรื่องของการเขียนรายละเอียดในหมวดสิทธิเสรีภาพต่างๆ ที่ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ค่อนข้างจะเขียนรายละเอียดเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพไว้ค่อนข้างมาก เราก็ได้ปรับแก้ใส่เข้าไปให้ อันนี้เราพูดได้เลยว่าเราพยายามจะทำให้ดีขึ้น เขียนให้กระชับ เขียนให้ครอบคลุมและรองรับ” อาจารย์อุดมเริ่มแจกแจง
ต่อมาโฆษก กรธ. อธิบายเพิ่มเติมว่า “เราอาจพูดได้ว่าส่วนที่เขากังวล เราแก้ไขให้ แต่ส่วนที่เราคิดว่าเป็นส่วนที่ดีกว่าเดิม เช่น การแยกออกมาเป็นหมวดหน้าที่ของรัฐ ซึ่ง กรธ.เห็นว่าเป็นส่วนที่ดี เพราะว่ากระบวนการในการรับรองสิทธิเสรีภาพของบุคคลที่ผ่านมา เราจะเห็นว่าอะไรก็ตามที่เป็นสิทธิเสรีภาพของบุคคลในหลายกรณีรัฐอาจจะบอกว่ารอให้ประชาชนมาเรียกร้องก่อน ทำบ้างไม่ทำบ้าง เราจึงเห็นว่าควรกำหนดเป็นมาตรฐานไว้เลยว่าเป็นสิ่งที่รัฐต้องทำ และเมื่อประชาชนเห็นว่ามีความบกพร่องก็ถือว่าเป็นข้อที่เรียกร้องสิทธิเอาได้โดยตรงเลย”
“ข้อนี้เรายืนยันว่าต้องมี ซึ่งมีหลายเรื่องที่ภาคประชาชนไม่ได้ติดใจ เช่น หน้าที่ของรัฐเกี่ยวกับเรื่องด้านการศึกษา ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าสิ่งที่ กรธ.เขียนไว้ในมาตรา 50 ไม่ได้เป็นปัญหาอะไร แต่อาจขอให้เขียนเพื่อรับรองสิทธิมากขึ้น”
สำหรับประเด็นเกี่ยวกับการกำหนดให้รัฐดูแลเรื่องการศึกษาให้ประชาชนโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายจาก 12 ปี เหลือแค่ 9 ปีนั้น อาจารย์อุดม มีคำธิบายว่า “จากที่กำหนดให้รัฐรับรองดูแลเรื่องการศึกษาไม่น้อยกว่า 12 ปี โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายมาเป็นเฉพาะการศึกษาภาคบังคับ จนมีคนมาบอกว่าไปลดลง แต่ กรธ.ยืนยันว่าถ้าดูให้ดีในมาตรา 50 เราพูดถึงเรื่องศึกษาก่อนวัยเรียนที่รัฐต้องดูแลด้วย ซึ่งจริงๆ ไม่ได้ลดลงแต่อย่างใด”
“อันนี้เป็นวิธีเกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษาด้วย เพราะแนวความคิดเดิมที่ไปรับรองการศึกษาแบบไม่เสียค่าใช้จ่าย 12 ปีนั้นจะมักเข้าใจว่า 12 ปี ในที่นี้หมายถึงประถมศึกษา 6 ปี และมัธยมศึกษา 6 ปี รวมเป็น 12 ปี เลยกลายเป็นอัตโนมัติว่าทุกคนต้องเรียนไปตามนี้ เพราะเรียนฟรีอยู่แล้ว แต่ปรัชญาของ กรธ.เราคิดว่าการศึกษาที่สำคัญและเป็นพื้นฐานจริงๆ คือ การศึกษาก่อนวัยเรียน การมาเริ่มต้นที่ประถมศึกษามีงานวิจัยในเชิงสากลพบว่าไม่ใช่พื้นฐานที่ดี เราเลยไปเพิ่มข้างหน้าแทนคือการศึกษาก่อนวัยเรียน”
การให้ดูแลการศึกษาถึงแค่มัธยมศึกษาตอนต้นจากเดิมถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย จะทำให้คนเรียนสูงน้อยลงหรือไม่? อาจารย์อุดม ให้ทัศนะว่า “เราเห็นว่าการเรียนสูงเป็นเรื่องดี แต่ต้องเป็นการเรียนสูงเพื่อความจำเป็นในการพัฒนาชีวิต เรามองว่าการพัฒนาชีวิตที่ดีต้องพัฒนาไปตามความถนัด ไม่ใช่เรียนไปตามๆ กันว่าทุกคนต้องเข้ามหาวิทยาลัย มันไม่มีประโยชน์”
ส่วนประเด็นสำคัญที่ กรธ.ถูกกล่าวหาว่าไปตัดสิทธิชุมชนในการปกป้องสิทธิตัวเอง อาจารย์อุดม ระบุว่า “ปัญหาสิทธิชุมชนเป็นปัญหาที่คนวิพากษ์วิจารณ์ว่า กรธ.ไปตัดเพื่อไม่ให้ชุมชนมีโอกาสในการเป็นผู้ไปดำเนินการในเรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ของเขา ไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ จริงๆ เรื่องนี้ไม่ได้ขัดแย้งกันในหลักการ ซึ่งเราได้แก้ไขตามข้อเรียกร้อง ในขณะเดียวกันหน้าที่ของรัฐในการดูแลเกี่ยวกับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพก็ยังคงมีอยู่”
“บางเรื่องมันมีอยู่แล้วแต่เขียนให้ชัดขึ้น เช่น เรื่องสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ถ้ามีผลกระทบ ประชาชนสามารถอ้างสิทธิเสรีภาพที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญมาเป็นเหตุในการฟ้องร้องหน่วยงานของรัฐได้ มีการเยียวยาต่างๆ ด้วย โดยไม่ต้องไปอ้างอิงในกฎหมายลูก”
อีกเรื่องคือ โครงสร้างอำนาจหน้าที่ขององค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ อาจารย์อุดม เปิดเผยว่า มีบางประเด็นที่แก้ไขและบางประเด็นที่ไม่ได้แก้ไข เนื่องจาก กรธ.เห็นว่าเป็นหลักการที่มีความเหมาะสมแล้ว
ในส่วนที่มีแก้ไขอย่างอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ อาจารย์อุดม ระบุว่า “เรื่องของแนวคิดเกี่ยวกับมาตรา 7 เดิม ทาง กรธ.ได้กำหนดในร่างรัฐธรรมนูญฉบับเบื้องต้นว่าในปัญหาที่ไม่มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญก็ให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัย เรามาทบทวนและเห็นว่าอาจมีบางเรื่องที่ไปเกี่ยวข้องกับฝ่ายนิติบัญญัติ คณะรัฐมนตรี องค์กรอิสระ”
“กรธ.จึงแก้ไขเป็นด้วยการกำหนดว่า ถ้าเมื่อไหร่มีเรื่องไปถึงศาลรัฐธรรมนูญแล้วให้ประธานศาลรัฐธรรมนูญเรียกประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา นายกรัฐมนตรี รวมถึงประธานองค์กรอิสระทั้งหลายเข้ามาประชุมร่วมกันเพื่อหามติว่าในกรณีที่ไม่มีหลักเกณฑ์ กำหนดเอาไว้จะใช้ประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างไร โดยใช้มติเสียงข้างมากในการตัดสิน แทนที่จะให้ศาลรัฐธรรมนูญเพียงองค์กรเดียว” อาจารย์อุดม ระบุ
ขณะที่เนื้อหาขององค์กรอิสระที่ กรธ.ยังคงยืนไว้ตามเดิม คือ การให้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สามารถยื่นเรื่องไปให้รัฐบาลดำเนินการทบทวนนโยบายบางประการ เพื่อระงับยับยั้งความเสียหายทางวินัยการเงินการคลัง
“เราถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ได้รับการยอมรับจากสังคมค่อนข้างมาก แม้ฝ่ายการเมืองจะยังวิจารณ์ก็ตาม เพราะเป็นรัฐธรรมนูญปราบโกง โดยมีตั้งแต่เรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวมไปถึงการมีมาตรการเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการควบคุมการทำประชานิยมที่จะมีการใช้จ่ายเงินแผ่นดินไปในทางที่เสียหาย”
“จากเดิมที่ต่างคนต่างดู กรธ.พยายามทำให้แต่ละองค์กรต้องทำงานประสานกันมากขึ้นเพื่อให้เกิดการปรึกษาหารือกัน เพราะในกรณีอย่างการทำโครงการใหญ่ๆ เราคิดว่าไม่ควรให้เฉพาะสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ไปดำเนินการ แต่เราคิดว่า ป.ป.ช. และ กกต.ต้องเข้ามาดูว่าสิ่งที่เขามาโฆษณาไว้ตอนหาเสียงเลือกตั้งมันมีอะไรที่น่ากลัวหรือไม่
“แน่นอนว่าคงไม่ใช่ไปเตือนเขาตั้งแต่เขายังไม่ทำ แต่จะเป็นการกำหนดแค่ว่าจะต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับการดำเนินนโยบาย โดยจะไปกำหนดในกฎหมายลูกว่าจะต้องให้รายละเอียดกับ กกต.ไว้ส่วนหนึ่ง”
ท้ายที่สุด โฆษก กรธ. ยืนยันว่า องค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้มีหลักการที่ต้องเข้ามาควบคุมฝ่ายการเมือง ถึงขั้นที่ฝ่ายการเมืองไม่สามารถดำเนินการอะไรได้โดยอิสระ
“ปกติเวลาเราพูดมันก็โอเวอร์นะ ผมถามว่าท่านในฐานะเป็น สส. สว. รัฐมนตรี ท่านมีอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญที่จะต้องบริหารจัดการและดูแลต่างๆ ถามว่าจะเข้าไปจัดการชีวิตของท่านให้เข้างานแปดโมงครึ่งออกงานสี่โมงครึ่ง ผมคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องพรรค์อย่างนี้ แต่มันเป็นเรื่องของความรับผิดชอบในภาพรวม ซึ่งในอดีตพอมีมาตรฐานทางจริยธรรมแล้วพบว่ามันเป็นมะเขือเผา คนที่ทำผิดก็ไม่ต้องรับผิดอะไรเลย”
อาจารย์อุดม สรุปว่า ในทางกลับกันองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญสามารถถูกตรวจสอบได้เช่นกัน ทั้งในเรื่องการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและจริยธรรม พร้อมกันนี้ยังมีหน้าที่ต้องรายงานผลการทำงานต่อสภาทุกปี ตรงนี้ถือเป็นส่วนสำคัญ เพราะผลงานขององค์กรอิสระไม่ได้อยู่ที่การจับคนโกงเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การสร้างมาตรการที่ช่วยให้การทำงานของประเทศเป็นไปโดยสุจริต


