
เทียบ กม.ประชามติ เพิ่มยาแรง สอยพวกป่วน
เป็นเรื่องที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากฝ่ายการเมืองถึงกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่สอดคล้องกับโลกประชาธิปไตย และเปรียบเสมือนถอยหลังลงคลอง
โดย...ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์
เป็นเรื่องที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากฝ่ายการเมืองถึงกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่สอดคล้องกับโลกประชาธิปไตย และเปรียบเสมือนถอยหลังลงคลอง แน่นอนว่าร่างใหม่ที่กำลังรอเวลาปรากฏสู่สายตาสังคม ต้องผ่านด่านสำคัญ คือ “การทำประชามติ” เพื่อได้รับความเห็นชอบจากประชาชนคนไทยทั้งประเทศ
โดยวันที่ 18 มี.ค. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีระเบียบวาระพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ... ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ
เมื่อส่องร่างตามที่ ครม.เสนอให้กับ สนช. โดยเฉพาะในหมวด 3 การควบคุมการออกเสียงประชามติและบทกำหนดโทษ นำมาเปรียบเทียบกับร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความเรียบร้อยในการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 แม้ในภาพรวมจะมีความละม้ายคล้ายคลึงกันเป็นส่วนใหญ่
แต่ทว่าหมวด 3 ของร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่ ตามมาตรา 56 ได้กำหนดบทลงโทษเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการออกเสียงประชามติ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เลขาธิการ กกต. อำนวยการเลือกตั้งประจำจังหวัด กกต.จังหวัด อนุกรรมการ ผู้อำนวยการการออกเสียงประจำเขตออกเสียง กรรมการประจำเขตออกเสียง หรือผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้ช่วยเหลือการออกเสียงหากทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำการอื่นใดเพื่อขัดขวางมิให้การเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ หรือประกาศคำสั่งของ กกต. ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-4 ปี ปรับตั้งแต่ 2 หมื่น-2 แสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 10 ปี ยกเว้นกระทำโดยสุจริต ย่อมได้รับการคุ้มครองโดยไม่ต้องรับผิดทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางปกครอง
ขณะเดียวกัน ผู้ใดทำลายบัตรที่มีไว้สำหรับการออกเสียงโดยไม่มีอำนาจกระทำได้ หรือจงใจกระทำการด้วยประการใดๆ ให้บัตรออกเสียงประชามติชำรุด หรือเสียหาย หรือกระทำการด้วยประการใดๆ แก่บัตรเสียให้เป็นบัตรที่ใช้ได้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี และปรับไม่เกิน 2 แสนบาท
เมื่อเปิดดูมาตรา 8 ของ พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติปี 2550 ระบุว่า ถ้าผู้กระทำตามวรรคหนึ่งเป็นเจ้าพนักงานหรือผู้มีหน้าที่เกี่ยวกับการออกเสียง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-4 ปี และปรับตั้งแต่ 2 หมื่น-2 แสนบาท ขณะที่ร่าง พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญปี 2559 มาตรา 60 ระบุความตอนท้ายเพิ่มเติมด้วยว่า ความในวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้นำมาใช้บังคับแก่เครื่องลงคะแนนโดยอนุโลม
นอกจากนี้ พ.ร.บ.ใหม่ยังได้เพิ่มบทลงโทษ หากผู้ใดดำเนินการเผยแพร่ ข้อความ ภาพ เสียง ในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือในช่องทางอื่นใดที่ผิดไปจากข้อเท็จจริง หรือมีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ออกเสียง
โดยให้ถือว่าผู้นั้นกระทำการก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ขณะที่มาตรา 10 ข้อ 6 ของ พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติ ปี 2550 หากเรียกทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เพื่อจะไม่ไปใช้สิทธิออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ออกเสียง ให้ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2 หมื่น-1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ศาลอาจสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดไม่เกิน 5 ปีด้วยก็ได้
แต่มาตรา 62 ของ พ.ร.บ.ฉบับใหม่ ข้อ 6 เรียก รับ หรือยอมที่จะรับเงิน ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใด สำหรับตนเองหรือผู้อื่นเพื่อจะไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างหนึ่งอย่างใดหรือไม่ออกเสียง
ซึ่งได้บัญญัติเพิ่มเติมไว้ว่า ถ้าได้แจ้งถึงการกระทำดังกล่าวต่อ กกต. หรือผู้ซึ่ง กกต.มอบหมายก่อนหรือในวันออกเสียง ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษและไม่ต้องถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
พร้อมทั้งยังเพิ่มเติมโทษ หากผู้กระทำการตามข้อ 1-6 ใน พ.ร.บ.ใหม่ อันเป็นเหตุให้มีการออกเสียงประชามติใหม่ ให้ผู้นั้นต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการออกเสียงประชามติคราวถัดไป
อย่างไรก็ดี ใน พ.ร.บ.การออกเสียงฉบับใหม่ ได้กำหนดในมาตรา 63 ผู้ใดจัดยานพาหนะนำผู้มีสิทธิออกเสียงไปยังที่ออกเสียงเพื่อการออกเสียง หรือนำกลับไปจากที่ออกเสียงโดยไม่ต้องเสียค่าโดยสารยานพาหนะ หรือค่าจ้างซึ่งต้องเสียตามปกติ หรือจัดให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไปยังที่ออกเสียง หรือกลับจากที่ออกเสียง เพื่อจูงใจหรือควบคุมให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไปลงคะแนน หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ออกเสียง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-5 ปี ปรับตั้งแต่ 1 หมื่น-1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 5 ปี
ทว่า บทบัญญัติในมาตราดังกล่าว มิให้ใช้บังคับแก่การที่หน่วยงานของรัฐจัดยานพาหนะเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ
นอกจากนี้ มาตรา 11 ของ พ.ร.บ.ฉบับออกเสียงประชามติ ปี 2550 กำหนดว่าผู้ใดเผยแพร่สำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการออกเสียงในระหว่าง 3 วัน ก่อนออกเสียงจนถึงเวลาสิ้นสุดการออกเสียงในวันออกเสียง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ขณะที่มาตรา 64 ของ พ.ร.บ.ใหม่ได้เปลี่ยนแปลงใหม่ ให้อยู่ในระหว่าง 7 วัน ก่อนออกเสียงประชามติ แต่ยังระวางโทษตามเดิม
ส่วนในมาตรา 66 ผู้ใดนำบัตรออกเสียงที่ลงคะแนนแล้วแสดงต่อผู้อื่น เพื่อให้ผู้อื่นทราบว่าได้ออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ออกเสียง โดยไม่มีอำนาจชอบด้วยกฎหมาย ต้องระวางโทษ
จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ







