
ต้องปฏิรูปตำรวจ
โดย...บากบั่น บุญเลิศ
โดย...บากบั่น บุญเลิศ
ผมเชื่อว่าประชาชนคนไทยหลายคนมีอาการหงุดหงิดในหัวใจเหมือนกับผม เมื่อรับทราบข่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ออกหมายเรียก พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาว่า กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ในกรณีส่งข้อความทางแอพพลิเคชั่นไลน์ว่า นายทหารยศพลเอกมีส่วนเกี่ยวข้องกับการซื้อขายตำแหน่งใน สตช.
และต่อมา พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้มีคำสั่งให้เพิ่มข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณากับ พล.ร.อ.พะจุณณ์ ไปอีกข้อหาหนึ่ง โดยอ้างว่าทำให้ สตช.เสียหาย
ผมมิได้รู้จักมักจี่เป็นการส่วนตัวกับคุณพะจุณณ์ แต่อย่างใด ไม่เคยพบปะพูดคุยกัน แต่ขอให้กำลังใจคุณพะจุณณ์ในการทำหน้าที่ชี้โพรง ชี้ปมของปัญหาที่เน่าเฟะใน สตช. ซึ่งเปรียบเสมือนต้นธารของความยุติธรรมทั้งหมด
ผมเชื่อโดยสุจริตใจว่า ข้อมูลที่คุณพะจุณณ์เปิดเผยออกมานั้นเป็นความจริง ไม่ว่าจะเป็นความจริงครึ่งเดียวหรือความจริงทั้งหมด แต่ที่ สตช.มีการซื้อขายตำแหน่งกันแน่นอน และเกิดขึ้นเป็นวงจรอุบาทว์ในการซื้อขายตำแหน่งกันในหลายระดับ ตั้งแต่ระดับผู้กำกับ ระดับพันตำรวจเอก ระดับผู้บังคับการ ระดับพลตำรวจตรี ระดับผู้บัญชาการ พลตำรวจโท ฯลฯ จนทำให้การทำหน้าที่ของตำรวจไทยบิดเบี้ยวเป็นที่เอือมระอาและนำมาซึ่งวิกฤตศรัทธาของประชาชน
ผมไม่ได้เถียงกับข้อชี้แจงว่า ตำรวจดีก็มีถมไป แต่ผมเชื่อว่า...หายาก...ที่จะมีมือไม่เปื้อนสีแห่งเงินตรา
ผมจึงเป็นคนหนึ่งที่สนับสนุนให้รัฐบาลเร่งดำเนินการปฏิรูปตำรวจไทย ให้เป็นที่พึ่งของประชาชน เป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ และเป็นผู้รักษากฎหมายอย่างแท้จริง มิใช่เป็นตำรวจที่ประชาชนพึ่งพาไม่ได้เช่นปัจจุบัน และหากมีประชาชนคนไทยคนหนึ่งคนใดกล้าที่จะลุกขึ้นมาแฉว่า องค์กรนี้เป็นอย่างไร ผมจึงสนับสนุนและชื่นชมในความกล้าหาญของเขา
สังคมไทยกำลังต้องการคนกล้า กำลังต้องการคนที่อาสาเข้ามามีส่วนร่วมกับภาครัฐในการแก้ปัญหาการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อประโยชน์ของคนในชาติ
ดังนั้น ผมจึงเห็นว่า ผบ.ตร.ควรจะถอนฟ้องคุณพะจุณณ์ในข้อหาหมิ่นประมาท เพราะจากการสืบค้นพบว่าข้อมูลที่คุณพะจุณณ์นำเสนอนั้นเป็นแผลใหญ่ที่ ผบ.ตร.ควรอย่างยิ่งที่จะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าเป็นจริงเหมือนดั่งที่มีการกล่าวหารือไม่ และควรแต่งตั้งคนกลางที่สังคมเชื่อถือเข้าไปมีส่วนร่วมในการตรวจสอบด้วย
มิใช่ไปตั้งข้อหาคนที่ให้ข้อมูล และควรเชื้อเชิญคนที่ชี้ปมให้เห็นถึงปัญหาไปสอบถามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นด้วยความเป็นมิตร เพราะคนที่ชี้ปมให้เห็นนั้นผมเชื่อโดยสุจริตว่ามีทัศนคติที่เป็นมิตรกับองค์กร ต้องการเห็นสิ่งที่ดีใน สตช. มิใช่มีเป้าหมายเพื่อทำลายแต่อย่างใด
ผบ.ตร.ที่ทำหน้าที่บริหารองค์กรจะต้องเงี่ยหูฟังประชาชนที่ใช้บริการของตำรวจว่า บุคลากรในองค์กรของตัวเองเป็นอย่างไร จากนั้นก็นำข้อมูลดังกล่าวมาปรับปรุงการบริหารองค์กรให้มีประสิทธิภาพ สร้างความน่าเชื่อถือให้คนในสังคม มิใช่ใช้อำนาจในฐานะผู้รักษากฎหมายไปฟ้องร้องผู้ที่ออกมาบอกว่า องค์กรของตัวเองเป็นอย่างไร มีจุดโหว่ตรงไหน เพราะนั่นเท่ากับว่า ใช้กฎหมายไปปิดปาก ปิดตาประชาชน หรือใช้วิธีแบ่งแยกเขา แบ่งแยกเรา
นอกจากนี้ ควรที่จะดำเนินการปฏิรูปการทำงานของตำรวจให้เห็นเป็นรูปธรรม จะตั้งคณะกรรมการอิสระสำหรับรับและพิจารณาเรื่องราวร้องทุกข์ที่เกี่ยวกับตำรวจ เหมือนที่ พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร เคยมีข้อเสนอไว้ในรัฐบาลก่อนหน้านี้ก็ได้ไม่เห็นแปลก เพื่อแก้ไข สตช.ให้ปลอดพ้นจากโรคซื้อขายตำแหน่งให้ได้ อย่างน้อยก็จะเป็นหลักประกันว่า ผู้มีเงิน ผู้มีอิทธิพล จะไม่สามารถซื้อตำแหน่งได้โดยสะดวกแล้วใช้ตำแหน่งที่ได้มาไปหาเงินจากประชาชน โดยอาศัยอำนาจในการรักษากฎหมายแทบทุกฉบับมาเป็นเครื่องมือในการทำมาหากิน
ผบ.ตร.และรัฐบาลควรไปศึกษารูปแบบการทำงาน การปฏิรูป การทุจริตคอร์รัปชั่น ของประเทศเกาหลีใต้ ที่มีการโกงกันทุกรูปแบบในยุคก่อน แต่ภายในเวลาไม่ถึง 20 ปี เกาหลีแซงไทยไปไกลไม่เห็นฝุ่น
ที่ประเทศเกาหลีเขามีวิธีการปกป้องพยาน ปกป้องบุคคล ประชาชนทั่วไปที่เป็นคนชี้เบาะแส เป็นคนให้ข้อมูลการโกง การทุจริตคอร์รัปชั่น การตุกติกในการทำงานเพื่อหาผลประโยชน์ของข้าราชการในทุกระดับ ใครให้เบาะแสแก่ภาครัฐ จะมีกฎหมายป้อง ห้ามเจ้านาย ผู้บังคับบัญชารังแกในทุกรูปแบบ จะย้าย จะกลั่นแกล้งไม่ได้ ใครกลั่นแกล้งโดนลงโทษหนัก จากนั้นก็มีคณะกรรมการเข้าไปตรวจสอบ หากพบว่ามีมูลเขาจะกวาดผู้เกี่ยวข้องทั้งโต๊ะ ทั้งผู้ร่วมงาน ผู้บังคับบัญชา ใครที่รู้แต่เฉยก็โดนลงโทษ ส่วนคนที่ชี้โพรง ชี้เบาะแสได้รับการเชิดชูว่า นี่คือผู้ที่มีคุณูปการกับภาครัฐ
เกาหลีพัฒนามาได้ไกลขนาดนี้ เพราะรัฐบาลกล้าที่จะดึงประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมกับภาครัฐใน 4-5 รูปแบบ
รูปแบบแรก เป็นการให้ข้อมูลข่าวสาร Inform ประชาชน นี่เป็นก้าวแรกของการที่ภาครัฐจะเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าสู่กระบวนการ มีส่วนร่วมในเรื่องต่างๆ เช่น เอกสารสิ่งพิมพ์ การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านทางสื่อ จดหมายข่าว การติดประกาศ และการให้ข้อมูลผ่านเว็บไซต์
แนวทางที่สอง รับฟังความคิดเห็น Consult เป็นการเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการให้ข้อมูลข้อเท็จจริง และความคิดเห็นเพื่อประกอบการตัดสินใจของหน่วยงานภาครัฐด้วยวิธีต่างๆ ในทุกรูปแบบ
แนวทางที่สาม เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปฏิบัติงาน หรือร่วมเสนอแนะทางที่นำไปสู่การตัดสินใจ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่าข้อมูลความคิดเห็น และความต้องการของประชาชนจะถูกนำไปพิจารณาเป็นทางเลือกในการบริหารงานของภาครัฐ
แนวทางที่สี่ สร้างความร่วมมือ Collaboration เป็นการให้กลุ่มประชาชน ผู้แทนภาคสาธารณะมีส่วนร่วม เป็นหุ้นส่วนกับภาครัฐในทุกขั้นตอนของการตัดสินใจ
สุดท้าย เสริมอำนาจแก่ประชาชน Empower โดยให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ เช่น การลงประชามติในประเด็นสาธารณะต่างๆ
ถ้าเกาหลีกล้าที่จะเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นแล้วประสบผลสำเร็จ รัฐบาลที่มีอำนาจพิเศษ และ ผบ.ตร.หนุ่ม ที่มีอนาคตไกล ทำไมไม่ใช้จังหวะนี้ปฏิรูปการทำงานของตำรวจ โดยใช้กลยุทธ์การบริหารราชการแบบมีส่วนร่วมของประชาชนนี่แหละมาเป็นหลังพิง
ผมเชื่อว่าใครที่กล้าประกาศชักธงรบในการปฏิรูปตำรวจ ปกป้องมิให้องค์กรที่ทำหน้าที่รักษากฎหมายกลายเป็นเครื่องมือทำมาหากิน และกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองได้สำเร็จ คนนั้นคือวีรบุรุษของประเทศ ที่คนไทยต้องยกย่อง







