posttoday

ม.44 ปลดล็อกอีไอเอ จุดชนวนขยายความขัดแย้ง

14 มีนาคม 2559

"การเปิดทางในประกาศฉบับนี้จะยิ่งทำให้บางโครงการยิ่งไปกันใหญ่ คือไม่สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมอีกเลย"

โดย...ธเนศน์ นุ่นมัน

ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจตามมาตรา 44 รัฐธรรมนูญ 2557 ออกคำสั่งที่ 9/2559 ให้แก้ไขมาตรา 47 พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 เพื่อปลดล็อกโครงการเร่งด่วนของรัฐ ควบคู่กับการจัดทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) หรือรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอเอ) เพื่อเร่งขับเคลื่อนการลงทุนเมกะโปรเจกต์ มีคำถามถึงผลกระทบที่จะตามมาในหลายด้าน

ศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ระบุว่า สิ่งที่น่ากังวลคือประกาศดังกล่าวจะยิ่งทำให้ขยายความขัดแย้งในพื้นที่โครงการด้านคมนาคม ชลประทาน เขื่อน ซึ่งมีปัจจัยที่เสี่ยงให้เกิดความขัดแย้งระดับพื้นที่ เพราะโครงการที่เข้าไปดำเนินการในพื้นที่แม้อยู่ระหว่างจัดทำอีไอเอสามารถหาผู้รับงานได้ก่อน และต้องลงทุน ซึ่งมักจะมีเรื่องขัดแย้งที่รุนแรงตามมาเสมอ

“สมมติว่าเอกชนอยากได้งานสร้างถนนก็ต้องหาแหล่งหินสำรอง การสร้างเขื่อนก็ต้องขอทำเหมืองหิน ต้องหาภูเขาสักลูกให้ดูมีศักยภาพ และถ้าจะตัดหน้าคนอื่น อาจจะต้องกว้านซื้อที่รอไว้บ้าง เป็นการลงทุนล่วงหน้าที่ใช้งบประมาณจำนวนไม่น้อยแน่

“ขณะที่ระบบบ้านเรา ถ้าให้ได้งานก็อาจจะต้องจ่ายสินบนก่อนหรือไม่ อาจจะมีประมูลนอกรอบ จ่ายเงินใต้โต๊ะ เสนอผลประโยชน์ให้ผู้มีอำนาจ ผู้ที่จะได้งานคงต้องลงทุนไม่น้อย ในกรณีหากโครงการไหนมีปัญหา มีผลกระทบชุมชน มีคนทักท้วงแล้วจะเกิดอะไรขึ้น เพราะมีการลงทุนไปมากแล้ว ยิ่งถูกรัฐบาลเลือกไว้แล้วก็อาจจะต้องหาทางกดดันให้ราชการรีบผลักดันโครงการและจัดการอุปสรรคด้วยวิธีต่างๆ ซึ่งอาจจะใช้วิธีรุนแรงหรือไม่ก็ไม่รู้

“ใครไม่ยอมให้เวนคืนที่ดิน ใครทักท้วง ก็กลายเป็นเป้าหมาย คู่ขัดแย้งจากเดิม เป็นคนในพื้นที่ขัดแย้งกับโครงการของรัฐหรือเอกชนที่ข้อมูลไม่ตรงกัน ตอนนี้จะขยายไปสู่ผู้รับเหมาในเรื่องของผลประโยชน์ขึ้นมาอีก” ประธานมูลนิธิสืบฯ กล่าว

สอดคล้องกับ บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม เห็นว่า แนวคิดดังกล่าวจะทำให้เอกชนไม่อาจทราบได้ว่าการดำเนินโครงการจะมีผลกระทบสิ่งแวดล้อมอะไรบ้าง

“ตอนรับดำเนินโครงการต้นทุนก็แบบหนึ่ง แต่ถ้าขยับโครงการแล้วทำอีไอเอไปแล้วกลับพบว่าโครงการนั้นจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนแบบ เช่น อาจจะต้องปรับเปลี่ยนสถานที่ตั้งหรือลงทุนเพิ่มเพื่อไม่ให้กระทบสิ่งแวดล้อม โครงการนั้นจะยอมรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้หรือไม่

“หากยอมรับ ยอมเพิ่มต้นทุน ก็อาจจะไม่เกิดปัญหา แต่หากไม่ยอมก็กลายเป็นว่าอีไอเอไม่มีความหมาย เป็นแค่เพียงพิธีกรรม และที่สุดก็จะส่งผลให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบเลิกเชื่อถือในอีไอเอ เจตนาที่ลดเวลากลายเป็นเพิ่มปัญหาอื่นๆ” ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม ระบุ

บัณฑูร กล่าวอีกว่า หากรัฐบาลพิจารณาให้ดีจะพบว่าอีไอเอเป็นเรื่องที่มีปัญหาหลากหลายแง่มุม สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ชุดก่อนเคยเสนอแนะให้แก้ปัญหาทั้งระบบและเสนอให้รัฐบาลพิจารณาแล้ว โดยมีรายละเอียดชัดเจนที่ได้แจกแจงไว้ อาทิ ปัญหาอีไอเอเป็นเรื่องซับซ้อน มีมิติต่างๆ เชื่อมโยงกัน ตั้งแต่เรื่องของธรรมาภิบาล การขาดการมีส่วนร่วม ข้อมูลไม่ถูกเปิดเผยให้คนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรับทราบเพียงพอ เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เรื่องการไม่ปฏิบัติตามอีไอเอ ฯลฯ รัฐบาลจะต้องแก้ปัญหาอีไอเอทั้งระบบ การเลือกแก้เพียงมุมเดียวไม่ตอบโจทย์การพัฒนาที่ล่าช้าตามที่กล่าวอ้าง

สมบูรณ์ เจริญจิระตระกูล อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า คำสั่งที่ 9/2559 คือการถอยหลังลงคลอง และเรื่องอีไอเอ/อีเอชไอเอ เป็นการต่อสู้มาอย่างยาวนานของภาคประชาชน จนได้มาซึ่งหลักการที่ประชาชนในพื้นที่พอที่จะจับต้องและหยิบขึ้นมาปกป้องตัวเองจากผลกระทบของโครงการต่างๆ ถึงพวกเขาโดยตรง

“อีไอเอในอดีตนั้นมีปัญหามากมายอยู่แล้ว การปลดล็อกดังกล่าวยิ่งเปิดทางให้คนในพื้นที่ถูกกระทำอย่างไม่เหลือทางป้องกันตัวเองได้อีก และอย่าลืมว่าที่ผ่านมาบางโครงการแม้อีไอเอจะผ่านแล้ว แต่สิ่งที่ระบุไว้ว่าจะทำอะไรบ้างเพื่อจัดการสิ่งแวดล้อมก็ยังไม่เคยลงมือปฏิบัติจริง

“การเปิดทางในประกาศฉบับนี้จะยิ่งทำให้บางโครงการยิ่งไปกันใหญ่ คือไม่สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมอีกเลย สิ่งที่รัฐควรทำ คือตั้งกองทุนให้ศึกษาอีไอเอ ไม่ใช่ให้หน่วยงานว่าจ้างหาผู้เชี่ยวชาญบริษัทใดบริษัทหนึ่งมาศึกษา ซึ่งที่ผ่านมาผลลัพธ์ที่ได้มันแย่มากๆ เพราะไม่มีการปฏิบัติตามแผนที่ยื่นศึกษาแต่อย่างใด

“ที่สุดแล้วผลกระทบจะเกิดกับประชาชนในพื้นที่ที่โครงการตั้งอยู่อย่างที่เคยเกิดขึ้นแล้วกับเหมืองทองคำที่ผ่านการทำอีไอเอแล้วด้วยซ้ำไป รัฐควรทบทวนเรื่องนี้ให้รอบคอบ เหมือนที่เคยทบทวนกฎหมายจีเอ็มโอ ก่อนที่จะเกิดความขัดแย้งในพื้นที่ต่างๆ ตามมาอีกไม่สิ้นสุด”อาจารย์เศรษฐศาสตร์ กล่าว

ขณะที่ หาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ กล่าวว่า คำสั่งดังกล่าวจะทำให้ประชาชนเกิดความระแวงต่อรัฐบาล ซึ่งเดิมก็มีอยู่แล้วให้มีมากยิ่งขึ้น จึงขอให้รัฐบาลทำความเข้าใจกับอีไอเอใหม่ โดยมองในแง่การช่วยรักษาระบบนิเวศของชุมชนในแต่ละพื้นที่ การสร้างรากฐานสำหรับอนาคตมากกว่าจะมาออกคำสั่งยกเว้น เพราะโครงการส่วนใหญ่ที่เข้าข่ายตามคำสั่งนี้ล้วนเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่มีผู้ได้รับผลกระทบทั้งสิ้น

ข่าวล่าสุด

สหประชาชาติรอความชัดเจนจากสหรัฐฯ เกี่ยวกับการจ่ายเงินสมบทค้างชำระ