
"พรเพชร" ชี้วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญได้แต่อย่าบิดเบือน
"พรเพชร" ย้ำวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญได้แต่อย่าบิดเบือนข้อมูล ส่วนคำถามพ่วงประชามติต้องหารือร่วมกับสปท.ก่อน
"พรเพชร" ย้ำวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญได้แต่อย่าบิดเบือนข้อมูล ส่วนคำถามพ่วงประชามติต้องหารือร่วมกับสปท.ก่อน
เมื่อวันที่ 12 มี.ค. นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงเรื่องการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญว่า ในขณะนี้สนช.กำลังจะออกกฎหมายที่เกี่ยวกับการลงประชามติ เพื่อให้การลงประชามตินั้นเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เป็นธรรม และสะท้อนความเห็นของประชาชนอย่างเป็นธรรม ดังนั้น การดำเนินการเพื่อล้มประชามติหรือบิดเบือนข้อเท็จจริงนั้นจะเป็นความผิดตามกฎหมาย โดยสนช.ก็จะขอความเห็นจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)เพื่อการจัดทำคำถามประกอบการทำประชามติต่อไป
อย่างไรก็ตาม หากทางภาควิชาการได้ท้วงติงหรือแสดงความเห็นในเชิงวิเคราะห์ร่างรัฐธรรมนูญด้วยเจตนาบริสุทธิ์ ไม่เป็นปัญหา เพราะในทางกฎหมายกรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา ดังนั้น เรื่องการบิดเบือนข้อเท็จจริง ก็มีกฎหมายรองรับอยู่แล้ว เมื่อมาปรับใช้กับกฎหมายเรื่องการทำประชามติก็จะมีความชัดเจนขึ้น ส่วนการลงโทษปรับ 2 แสนบาท จำคุก 10 ปี สำหรับผู้ที่บิดเบือนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการกระทำผิดทางกฎหมาย
ส่วนเรื่องคำถามพ่วงประชามติของสปท. ยังไม่ได้ไปศึกษา ต้องหารือร่วมกันระหว่าง สปท.และ สนช. เพราะคำถามพ่วงประชามติส่วนตัวคาดว่าจะสามารถหาข้อสรุปได้ภายใน 10 วัน นับตั้งแต่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ส่งร่างมา ทั้งนี้ เชื่อว่าประเด็นคำถามควรจะทำให้สังคมก้าวหน้าขึ้นในทางการเมือง ซึ่งตอนนี้ส่วนตัวก็ยังนึกไม่ออกว่าจะถามอย่างไรในทางรูปธรรม แต่ถ้านึกคำถามออกก็คงไม่พูดออกมา เพราะอาจถูกมองว่าเป็นการชี้นำได้
นายพรเพชร กล่าวต่อว่า กรณีที่บางส่วนมองว่าการตั้งคำถามประกอบประชามตินั้นไม่ควรมีเพราะอาจจะทำให้ประชาชนเกิดความสับสน ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นประเด็นที่ส่วนตัวกำลังคิดอยู่ ต้องพิจารณาให้รอบคอบ แต่ถ้าเสียงส่วนมากของประชามติเห็นชอบให้มีการปรับร่างรัฐธรรมนูญก็ต้องว่าไปตามนั้น
สำหรับข้อเสนอของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่เคยเสนอคำถามประกอบประชามติเรื่องรัฐบาลแห่งชาติ เพื่อดูแลสถานการณ์ในช่วงระยะเปลี่ยนผ่าน สนช.จะกลับมาพิจารณาเรื่องคำถามนี้หรือไม่ นายพรเพชรกล่าวว่า ถ้ามาคำถามตอนนี้ก็กระทบต่อร่างรัฐธรรมนูญอย่างแน่นอน ถ้าประชาชนเห็นชอบก็ต้องปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญ และต้องมาดูด้วยว่าเสียงประชาชนเรียกร้องจริงหรือไม่ให้มีรัฐบาลแห่งชาติ ถ้าไม่ใช่สิ่งที่ประชาชนมาเรียกร้องจริงๆ สนช.คงไม่ไปตั้งคำถามนั้น
"ก่อนเหตุการณ์รัฐประหาร พ.ค.2557 มีเสียงเรียกร้องเรื่องการปฏิรูป ดังนั้น นายกรัฐมนตรี และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้พูดเรื่องการปฏิรูปว่าต้องมีการทำให้ต่อเนื่อง จึงได้มีการพูดเรื่องยุทธศาสตร์แห่งชาติขึ้นมา เพื่อให้การปฏิรูปเป็นไปโดยต่อเนื่อง ไม่ใช่การสืบทอดอำนาจแต่อย่างใด"นายพรเพชร กล่าว
ส่วนเรื่องที่จะให้มีสว.ในระยะเปลี่ยนผ่าน 5 ปี ส่วนตัวเห็นด้วย ซึ่งคิดว่าเป็นเรื่องจำเป็น ส่วนเรื่องจะมีเสียงคัดค้านก็ว่ากันไป สำหรับกรณีที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) ได้กำหนดให้สว.มีที่มาจากสายอาชีพแต่ละสายนั้น มองว่าตัวบุคคลที่จะมาเป็นสว.นั้นก็น่าจะมีความคล้ายคลึงกับสว.ที่มาจากการสรรหา แต่ที่สนช.ท้วงติงเพราะเห็นว่าในร่างรัฐธรรมนูญของกรธ.นั้น มีการเลือกสว.ไขว้กันระหว่างกลุ่มวิชาชีพ ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาเรื่องการไม่ได้ผู้เชี่ยวชาญในกลุ่มวิชาชีพนั้นอย่างแท้จริง ส่งบล็อกโหวตและอาจจะทำให้เกิดปัญหาเรื่องการฟ้องร้องในการเลือกสว.แบบไขว้ขึ้นมาได้ ถ้าต้องการให้มีบุคคลผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่างๆ ก็ควรจะไว้ใจการทำหน้าที่ของสว. สรรหา
ส่วนประเด็นเรื่องการสืบทอดอำนาจที่มีการวิจารณ์จากการสรรหาสว.นั้น ถือเป็นประสบการณ์ทางการเมืองของประเทศไทยที่มีมาโดยตลอดตั้งแต่ พ.ศ. 2475 ช่วงนั้นไม่ได้มีการเลือกตั้งเต็มจำนวน มีการตั้งสภาแต่งตั้ง ซึ่งก็คือสว. มาจนถึงรัฐธรรมนูญ 2540 ที่เปิดโอกาสให้มีการเลือกตั้งสว. มาจนถึงรัฐธรรมนูญ 2550 ก็มีการมองว่าการเลือกตั้งสว.มีที่มาไม่ต่างจากสส. ทำให้สว.มีความสัมพันธ์กับสส.จนเกิดข้อวิจารณ์เรื่องกลุ่มเครือญาติ ดังนั้น รัฐธรรมนูญ 2550 จึงได้ให้มีสว.สรรหาควบคู่สว.เลือกตั้งด้วย
ดังนั้นที่ สนช.เสนอให้มีสว.แต่งตั้ง ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด แต่สว.สรรหาที่ สนช.เสนอนั้นก็มีบริบทที่เหมือนกับบริบทของนายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธาน กรธ. ซึ่งต้องการผู้ทรงคุณวุฒิที่หลากหลายมาเป็นสว. และวิธีการเลือกสว.แบบใดจะลดข้อครหาของประชาชนได้ ก็ต้องให้ กรธ.ไปคิดเอาเอง ส่วนตัวไม่ขอตอบเพราะว่าจะกลายเป็นการชี้น







