
หนี้ครัวเรือนฉุดไม่อยู่
โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์
โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์
จับตาปัญหา “หนี้ครัวเรือน” เป็นระเบิดเวลาที่จะถล่มเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัวได้ยากขึ้น แม้ว่ารัฐบาลพยายามที่จะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอัดฉีดเงินเท่าไร กดดอกเบี้ยต่ำแค่ไหน แต่ปัญหา “หนี้ครัวเรือน” ที่เพิ่มสูงขึ้น ก็ทำให้ครัวเรือนไม่มีกำลังที่จะให้ก่อหนี้เพิ่ม เพราะจะต้องเผชิญกับความเสี่ยงกับ “ปัญหาหนี้เสีย” มากขึ้น
ข้อมูลจากกระทรวงการคลังรายงานสถานการณ์หนี้ครัวเรือนในไตรมาส 3 ปี 2558 พุ่งมาแตะที่ 81.1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) โดยแตะที่ระดับ 10.84 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.16 แสนล้านบาท จากไตรมาสก่อนถือว่าอยู่ในระดับทรงตัวหลังจากเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา ที่อยู่ที่ระดับ 55% หรือคนไทยโดยเฉลี่ยมีหนี้อยู่ที่ 248,004 บาท/ครัวเรือน
ปัจจัยสำคัญของการเพิ่มขึ้นหนี้ครัวเรือนมาจากนโยบายรถคันแรก บ้านหลังแรก และการใช้บัตรเครดิต แบ่งเป็น หนี้ซื้อที่อยู่อาศัย 27.1% เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) 3.4% หนี้ซื้อรถยนต์ 15.1% เป็นเอ็นพีแอล 1.4% หนี้บัตรเครดิตอยู่ที่ 2.5% เป็นเอ็นพีแอล 3.4% และหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภค 3% เป็นเอ็นพีแอล 5.2% โดยหนี้บัตรเครดิตและอุปโภคบริโภคถือเป็นสัดส่วนที่มีความเสี่ยงต่อระบบสถาบันการเงินค่อนข้างสูง
แม้ว่าในมุมมองกระทรวงการคลังเห็นว่าหนี้สินภาคครัวเรือนยังไม่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจไทยมากนัก เนื่องจากสัดส่วนหนี้ครัวเรือนส่วนใหญ่เป็นหนี้เพื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นหนี้ที่มีคุณภาพดี ส่วนสินเชื่อบุคคลธนาคารก็เข้มงวดในการปล่อยกู้ ทำให้เอ็นพีแอลในระบบสถาบันการเงินยังอยู่ในระดับต่ำและเริ่มชะลอตัวลงในบางประเภท
อย่างไรก็ตาม “หนี้ครัวเรือน” ที่มีการบันทึกอยู่ในบัญชีการกู้เงินในระบบของสถาบันการเงิน ซึ่งยังไม่นับรวม “หนี้ครัวเรือน” ที่ที่มีการกู้ยืมเงินนอกระบบอีกซึ่งไม่มีตัวเลขที่ชัดเจน คาดกันว่าหากรวมหนี้นอกระบบกับหนี้ในระบบเข้าด้วยกัน หนี้ครัวเรือนของไทยอาจจะสูงถึง 100% ของจีดีพีเลยก็ได้
แม้แต่ วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมายอมรับว่าปัจจัยเสี่ยงที่กระทบเศรษฐกิจไทยรุนแรงกว่าที่คาดไว้ ทั้งจากวิกฤตภัยแล้ง ภาวะเศรษฐกิจโลกซบเซาฉุดภาคส่งออกหดตัวอย่างรุนแรง อีกทั้งการลงทุนภาครัฐก็ยังเบิกจ่ายได้ล่าช้า รวมทั้งแสดงความเป็นห่วงปัญหาหนี้ครัวเรือน
ความเป็นห่วงหนี้ครัวเรือนของผู้ว่าการ ธปท. ไม่ได้เป็นความเป็นห่วงที่เกินเลยจากความเป็นจริง นับจากนี้ไปปัญหาหนี้ครัวเรือนยังไม่หยุดเพียงแค่นี้ เนื่องจากมีปัจจัยสารพัดที่รุมเร้าให้ปัญหาหนี้ครัวเรือนพอกพูน เพิ่มสูงมากขึ้น ไม่ว่าปัญหาภัยแล้ง การส่งออกติดลบ รวมถึงปัญหาค่าครองชีพที่ถีบตัวสูงขึ้น
สภาพปัญหา ”หนี้” ครัวเรือนของไทยเกิดขึ้นทุกอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์เงินเดือนทั่วไปที่มีปัญหาหนี้สิน หนี้เกษตรกร หนี้ครู รวมไปถึงนักเรียนเองก็ยังมีหนี้
ยิ่งที่น่าเป็นห่วงยิ่ง “ปัญหาภัยแล้ง” ที่ผสมกับปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ยิ่งจะกระหน่ำซ้ำเติมปัญหาหนี้เกษตรมากขึ้น ในปี 2558 ที่ผ่านมา มีการสำรวจว่าหนี้สินของเกษตรกรมีจำนวน 1.63 ล้านราย รวมมูลหนี้ 3.88 แสนล้านบาท เฉลี่ยเป็นหนี้รายละ 2.37 แสนบาท และเชื่อว่าตัวเลขปัญหาหนี้ของภาคเกษตรยังไม่หยุดแค่นี้ เพราะผลผลิตที่เกษตรกรทำได้มูลค่าหดหายไป
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งในเบื้องต้นได้สร้างความเสียหายแก่ภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม บริการ และการท่องเที่ยว รวมเป็นมูลค่า 7 หมื่น-1 แสนล้านบาท และกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทย 0.5-0.7% ของจีดีพี
แบ่งเป็นความเสียหายของภาคการเกษตรและเกษตรกรสูญเสียรายได้ 5-7 หมื่นล้านบาท และในส่วนของภาคอุตสาหกรรม การบริการ และท่องเที่ยว 1-3 หมื่นล้านบาท
ความเสียหายมูลค่า 5-7 หมื่นล้านบาทนี้ จะถูกชดเชยด้วยการสร้างหนี้ เพราะมูลค่าที่หายไปนี้เกษตรกรต้องกินต้องใช้และนำมาเป็นต้นทุนการผลิต เมื่อไม่มีเงินก็ต้องกู้มาใช้ หากกู้ในระบบไม่ได้ก็จะกู้นอกระบบมาใช้
นั่นเป็นหนี้ของเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งเท่านั้น ยังไม่นับรวมปัญหาหนี้ครูและหนี้เด็กนักเรียนและนักศึกษาที่กู้ยืมเงินจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ซึ่งมีภาระหนี้รวมกันกว่า 2 ล้านล้านบาท โดยพบว่ามีครูทั่วประเทศ 4.6 แสนคน มีหนี้รวมทั้งหมด 1.2 ล้านล้านบาท และหากรวมกับลูกหนี้ กยศ. ที่ปัจจุบัน กยศ.ให้เงินกู้นักเรียน/นักศึกษา จำนวน 4.5 ล้านคน คิดเป็นเงินกว่า 4.7 แสนล้านบาท โดยมีผู้กู้ครบกำหนดนำเงินมาชำระ 2.18 ล้านราย และไม่มาชำระ 1.2 ล้านราย คิดเป็นเอ็นพีแอลประมาณ 50% และมีผู้ที่ถูกดำเนินคดีไปแล้ว 8 แสนราย
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้คาดการณ์ว่า ในปี 2559 หนี้ครัวเรือนไทยมีโอกาสแตะระดับ 83-84% ต่อจีดีพี (บนสมมติฐานจีดีพีขยายตัว 3%) โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 5-6% โดยแรงหนุนมาจากการซื้อที่อยู่อาศัยของครัวเรือนตามมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ของภาครัฐทำให้สินเชื่อที่อยู่อาศัยเติบโตสูงขึ้น
สอดคล้องกับมุมมองของ ญนน์ โภคทรัพย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ ที่เห็นว่าเศรษฐกิจไทยยังมีปัจจัยเสี่ยงในเรื่องภาวะหนี้ครัวเรือนที่ยังสูงกว่า 80% ภาคส่งออกยังคงติดลบกว่าที่หลายๆ ฝ่ายคาดการณ์ไว้ อีกทั้งความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ยังไม่ชัดเจน ไม่มั่นใจ ไม่กล้าที่จะนำเงินออกมาใช้จ่ายมากนัก รวมไปถึงเศรษฐกิจหลายๆ ประเทศชะลอตัวลงและไม่ค่อยมีการลงทุน
“การปล่อยสินเชื่อบ้านและรถยนต์ในช่วง 2 เดือนแรกยังเป็นไปตามเป้าหมายที่ระดับ 5-7% แต่บ้านที่ระดับราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ลูกค้าที่มาขอสินเชื่อแล้วไม่ผ่านการอนุมัติ เนื่องจากติดปัญหาของหนี้ครัวเรือนที่ปัจจุบันยังสูงกว่า 80% ของจีดีพี” ญนน์ กล่าว
อย่างไรก็ดี “หนี้ครัวเรือน” ที่สูงขึ้นเริ่มเป็นปัญหาแล้ว เนื่องจากสถาบันการเงินไม่กล้าที่จะปล่อยสินเชื่อ เนื่องจากเพดานความสามารถชำระหนี้เริ่มที่จะเต็มที่ หนี้ที่เพิ่มขึ้นกับรายได้ที่ลดลง เพราะหากยังปล่อยสินเชื่อไปก็เสี่ยงกับปัญหา“หนี้เสีย” เพิ่มมากขึ้น เริ่มที่จะเห็นสัญญาณแล้วว่ามีอัตราการปฏิเสธสินเชื่อบ้านไม่ผ่านมากขึ้นจาก 50% เป็น 60%
ยิ่งในปี 2561 เด็กนักศึกษาที่กู้เงินกับ กยศ. ต่อไปจะต้องถูกขึ้นบัญชีเครดิตบูโร ซึ่งหากยังไม่สามารถที่จะผ่อนชำระหนี้ กยศ.หมด ก็อาจไม่สามารถที่จะขอกู้เงินจากสถาบันการเงินได้เช่นกัน
ปัญหา “หนี้ครัวเรือน” เริ่มสะสมมากขึ้น และหากยังมีอัตราการเร่งอย่างต่อเนื่องท่ามกลางรายได้เพิ่มขึ้นช้ากว่า อาจกดดันต่อการบริโภคและกำลังซื้อของภาคครัวเรือนในอนาคต และส่งผลเชื่อมโยงไปถึงรายได้ของผู้ประกอบการที่พึ่งพิงกำลังซื้อในประเทศ ก็ยิ่งน่าจะเป็นตัวฉุดเศรษฐกิจไทย







