posttoday
อย่าผูกขาดอำนาจการตัดสินใจ

อย่าผูกขาดอำนาจการตัดสินใจ

08 มีนาคม 2559

การเข้าร่วมข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี)

โดย...บากบั่น บุญเลิศ

การเข้าร่วมข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) ของไทยกำลังเข้าสู่โหมดของการหาข้อสรุปเพื่อกำหนดท่าทีของรัฐบาลไทยว่าจะเข้าร่วมหรือไม่ หลังจากที่มี 12 ประเทศ ตัดสินใจเข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือทางเศรษฐกิจแล้ว ประกอบด้วย สหรัฐ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แคนาดา เม็กซิโก มาเลเซีย บรูไน เวียดนาม สิงคโปร์ ชิลี และเปรู

ไม่ว่ารัฐบาลจะตัดสินใจอย่างไร เชื่อได้ว่าจะส่งผลกระทบต่อคนไทยทั้งประเทศทั้งทางตรงและทางอ้อม

อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลควรจะดำเนินการในขณะนี้คือ การเปิดเผยรายงานการศึกษาผลกระทบจากการเข้าร่วมทีพีพี ที่กระทรวงพาณิชย์ได้ว่าจ้างให้สถาบันปัญญาภิวัฒน์ และสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา ได้ทำการศึกษาเสร็จเรียบร้อยแล้วให้กับประชาชนทุกภาคส่วนได้รับรู้ในวงกว้าง

รัฐบาลต้องกล้าที่จะนำผลการศึกษาฉบับเต็มมาเปิดเผยแก่ประชาชนในชาติให้ได้รับรู้การตัดสินใจทางนโยบายอันสำคัญ ที่จะส่งผลกระทบที่เกิดจากข้อผูกมัดของข้อตกลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ถ้ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล้าที่จะยืนยันว่า ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจทีพีพีจะเกิดผลดีกับไทยมากกว่าผลเสีย เพราะพบว่าช่วยให้เศรษฐกิจของไทยขยายตัวได้เพิ่มขึ้น 0.77% แต่ถ้าไทยเข้าร่วมและสมาชิกอาเซียน คือ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ เข้าร่วมด้วย เศรษฐกิจไทยจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.06% ก็ต้องมีความกล้าที่จะเปิดเผยผลการศึกษาทั้งหมดให้ประชาชนได้รับทราบ

อย่าลืมว่าข้อตกลงทีพีพีนั้นมีทั้งหมด 30 ข้อ ประกอบด้วย ความจำกัดความทั่วไป การค้าสินค้า กฎกำเนิดสินค้าสำหรับสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม กฎถิ่นกำเนิดสินค้า การบริหารจัดการทางศุลกากรและการอำนวยความสะดวกทางการค้า มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช อุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า มาตรการเยียวยาการค้า การลงทุน การบริการข้ามพรมแดน บริการด้านการเงิน การเคลื่อนย้ายนักธุรกิจ โทรคมนาคม พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ นโยบายการแข่งขัน รัฐวิสาหกิจ ทรัพย์สินทางปัญญา แรงงาน สิ่งแวดล้อม ความร่วมมือและการเสริมสร้างศักยภาพ ความสามารถในการแข่งขันและการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ การพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ความสอดคล้องของกฎระเบียบ ความโปร่งใสและการต่อต้านการคอร์รัปชั่น การบริหารจัดการและสถาบัน การระงับข้อพิพาท ข้อยกเว้น และบทสรุป

แทบทุกข้อตกลงล้วนมีผลผูกมัดกับคนในชาติไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือว่าทางอ้อม จึงต้องเปิดให้สาธารณะได้มีโอกาสศึกษา มีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจทางนโยบายของรัฐ มิใช่จะผูกขาดอำนาจการตัดสินใจที่เป็นการชี้ชะตาของคนในชาติไว้ในอุ้งมือของข้าราชการและผู้บริหารประเทศเพียงฝ่ายเดียว

การบริหารราชการแผ่นดินที่ดีจะต้องคำนึงถึงประโยชน์สุขของประชาชน มีเป้าหมายเพื่อให้เกิดความผาสุกและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนและของสังคมส่วนรวมเป็นที่ตั้ง

ผมมีโอกาสเข้าฟังงานสัมมนาที่องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ร่วมกันจัดสัมมนาเรื่อง “สาระสำคัญและ ข้อกังวลแห่งการเข้าสมาชิก TPP” ในขณะที่รัฐบาลไทยกำลังพิจารณาข้อดีข้อเสียอยู่ในขณะนี้ โดยมีเวลาอีกราว 2 ปีในการตัดสินใจ ได้ข้อคิดอันสำคัญว่า รัฐบาลควรที่จะเปิดกว้างให้ทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมตัดสินใจด้วย มิเช่นนั้นไทยอาจเผชิญปัญหาใหญ่ในอนาคต

นาโอกิ คาชิวาบาระ รองผู้อำนวยการ ฝ่ายหุ้นส่วนเศรษฐกิจ กระทรวงเศรษฐกิจการค้าและอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น ระบุว่า ในการเจรจาการเข้าเป็นภาคีต่อข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) ของญี่ปุ่นนั้น ได้เผชิญกับประเด็นการเจรจาที่จะส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจการค้าของญี่ปุ่น

ทางการญี่ปุ่นจึงใช้ประสบการณ์เรื่องการนำสินค้าหรือภาคอุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบจากข้อตกลงไปใส่ไว้ในรายการสินค้าอ่อนไหว เพื่อนำไปสู่การเจรจาที่จะเป็นผลดีต่อสินค้านั้นๆ ให้ได้มากที่สุด

คาชิวาบาระ บอกว่า กว่าที่รัฐบาลญี่ปุ่นจะตัดสินใจทางนโยบายต้องมีการระดมสมองและเปิดให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็น ทั้งรายเล็ก รายใหญ่ ขนาดญี่ปุ่นที่เป็นยักษ์ใหญ่เขายังทำแบบนี้ รัฐบาลไทยที่ขณะนี้มีอำนาจการต่อรองกับมหาอำนาจที่ต่ำ ยิ่งต้องยึดเอาประชาชนเป็นหลังพิงไว้ให้มาก

คาชิวาบาระ ระบุว่า เมื่อทางการรับทราบผลกระทบกับอุตสาหกรรมแต่ละประเภทจากภาคเอกชน ก็นำกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบใส่ไว้ในรายการสินค้าอ่อนไหว ซึ่งจะมีข้อตกลงเฉพาะเพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในเวทีทีพีพีต่อสินค้าหรือประเด็นนั้นๆ

คำถามที่ตามมาคือ ถึงตอนนี้รัฐบาลรับทราบและตั้งธงในการดูแลสินค้าที่อยู่ในกลุ่มอ่อนไหวของไทยแล้วมากน้อยแค่ไหน

ไม่มีใครปฏิเสธผลดีของการเข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจทีพีพีกับสหรัฐและประเทศสมาชิก 12 ประเทศ และเป็นเรื่องจำเป็นที่รัฐบาลไทยจะต้องเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับเวทีการค้าโลก

แต่รัฐบาลต้องพิจารณาผลเสียของการเข้าร่วมทีพีพีของไทยในทางเศรษฐกิจ เนื่องจากไทยจะมีความเสียเปรียบด้านภาคบริการ ภาคเกษตร ด้านมาตรฐานแรงงานและสิ่งแวดล้อม ด้านทรัพย์สินทางปัญญา และนโยบายการแข่งขันในเวทีนานาชาติ

นอกจากนี้ ต้องพิจารณาควบคู่กับผลสะท้อนทางการเมือง เนื่องจากในทางรัฐศาสตร์แล้ว ข้อตกลงทีพีพีนั้น เป็นเงื่อนไขที่ทางสหรัฐต้องการครองความเป็นผู้มีอิทธิพลในย่านเอเชียตะวันออก

ขณะที่จีนกำลังใช้ใบเบิกทางของความร่วมมืออาเซียนบวก 6 ซึ่งมีประชากรรวมกัน 3,000 ล้านคน มีจีดีพีมากกว่า 30% ของมูลค่าเศรษฐกิจโลกด้วย

รัฐบาลต้องใช้ศิลปะในการบริหารด้านเศรษฐกิจและด้านการเมืองให้ดี อย่าปล่อยให้แรงกดดันของมหาอำนาจมาผูกขาดการตัดสินใจ โดยไร้การมีส่วนร่วมของประชาชนในชาติโดยเด็ดขาด

ข่าวล่าสุด

แบงก์ชาติ ชู 3 เสาหลัก รับมือความท้าทาย AI และภัยไซเบอร์

แบงก์ชาติ ชู 3 เสาหลัก รับมือความท้าทาย AI และภัยไซเบอร์