
ท่องเที่ยวจีนยังแกร่งแม้เศรษฐกิจชะลอตัว (จบ)
โดย...ลภัส อัครพันธุ์
โดย...ลภัส อัครพันธุ์
ฉบับที่แล้วผมนำเสนอบทความว่า จำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เติบโตทำให้มีนักลงทุนจีนสนใจลงทุนในธุรกิจบริการในไทยเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจบริการของไทยเผชิญการแข่งขันที่สูงขึ้น นักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางเข้ามาไทยเป็นจำนวนมากกลายเป็นปัจจัยดึงดูดให้มีนักลงทุนจีนเข้ามาทำธุรกิจท่องเที่ยวเพื่อรองรับชาวจีนด้วยกันมากขึ้น สอดคล้องกับปริมาณ FDI ในภาคธุรกิจบริการที่มีนักลงทุนจากจีนและ
ฮ่องกงหันมาลงทุนค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น โดยมีมูลค่ากว่า 4 หมื่นล้านบาท ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการลงทุนในธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง ธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารที่มีสัดส่วนมากถึง 20% และ 23% ตามลำดับ
ทั้งนี้ ธุรกิจไทยจึงมีแนวโน้มเผชิญการแข่งขันที่สูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าวถือว่าไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะชาวรัสเซียก็เข้ามาทำธุรกิจหลากหลายในพัทยาเช่นกัน แต่โครงสร้างนักท่องเที่ยวที่แตกต่างกันทำให้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจท่องเที่ยวในพื้นที่ที่แตกต่างกัน โดยปัจจุบันนักท่องเที่ยวชาวจีนยังมาเที่ยวผ่านบริษัททัวร์เป็นส่วนใหญ่ถึง 44% ทำให้นักท่องเที่ยวเหล่านั้นจำเป็นที่จะต้องเที่ยวตามโปรแกรมที่บริษัททัวร์จัดไว้ รวมถึงการใช้บริการตามสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ร้านอาหาร หรือแม้กระทั่งร้านขายของที่ระลึกตามที่บริษัททัวร์กำหนด ทำให้รายได้ในส่วนนี้อาจจะไม่กระจายไปถึงผู้ประกอบการไทย
ผมบอกว่า ธุรกิจที่คาดว่ามีโอกาสทำเงินรั่วไหลออกจากประเทศนั้นมีตั้งแต่ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และร้านค้าปลีกค้าส่งที่ขายของให้ชาวจีน ซึ่งแต่ละปีนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางมากับทัวร์มีค่าใช้จ่ายเป็นค่าที่พัก อาหารและเครื่องดื่ม (ร้านอาหาร) และช็อปปิ้งมูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท
ขณะที่นักท่องเที่ยวรัสเซียส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเองถึง 74% ส่งผลให้เกิดมีข้อจำกัดในการท่องเที่ยวและใช้บริการธุรกิจท่องเที่ยวในไทยไม่มากเมื่อเทียบกับกลุ่มนักท่องเที่ยวจีน
กลุ่มธุรกิจอีกรูปแบบหนึ่งที่น่าสนใจคือ การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพจากนักท่องเที่ยวชาวจีนเป็นอีกกระแสการท่องเที่ยวที่น่าจับตามอง ถ้าเปรียบเทียบประเทศในเอเชียด้วยกันแล้ว ไทยและเกาหลีใต้เป็นประเทศคู่แข่งสำคัญในตลาดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยเฉพาะด้านศัลยกรรมที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาใช้บริการอย่างแพร่หลาย
แต่ในปีที่ผ่านมาเกาหลีใต้ประสบปัญหาด้านคุณภาพจากการให้บริการที่ไม่ได้มาตรฐานและไม่สามารถควบคุมการทำธุรกิจของศัลยแพทย์ที่ผิดกฎหมายได้ รัฐบาลและชาวจีนจึงได้มีการต่อต้านการทำศัลยกรรมที่เกาหลีใต้ ทำให้โอกาสการเติบโตจึงตกมาอยู่ที่ไทย
นอกจากนี้ ชาวจีนยังนิยมใช้บริการตรวจสุขภาพในไทยเพิ่มมากขึ้นด้วย เนื่องจากได้รับการบริการที่ดีกว่าและโรงพยาบาลในจีนค่อนข้างมีผู้ใช้บริการหนาแน่น โดยในปีที่ผ่านมา โรงพยาบาลเอกชนชั้นนำในไทยแห่งหนึ่งมีรายได้จากผู้ป่วยชาวจีนเพิ่มขึ้นถึง 39%
เท่าที่มีการติดตามข้อมูลพบว่า โรงพยาบาลบางแห่งได้มีแผนการลงทุนด้านธุรกิจความงามถึง 1,500 ล้านบาท เพื่อผลักดันการเป็นศูนย์กลางการศัลยกรรมความงาม และได้ลงทุนอีก 800 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างอาคารไว้รองรับลูกค้าต่างชาติโดยเฉพาะ
จึงขอแนะนำผู้ประกอบการไทยควรหากลยุทธ์การตลาดที่เข้าถึงนักท่องเที่ยวชาวจีนได้มากขึ้น และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและได้ประโยชน์จากตลาดนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ยังเติบโต
ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการจำเป็นที่จะต้องติดตามเทรนด์ใหม่ๆ ของชาวจีนและสร้างความแตกต่างให้กับธุรกิจตัวเองเพื่อตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวชาวจีน ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งและออกแบบสถานที่ เช่น นักท่องเที่ยวชาวจีนไม่นิยมโรงแรมและสถานที่ที่มีการออกแบบและตกแต่งสไตล์จีนมากนัก แต่ก็ยังต้องการสิ่งของอำนวยความสะดวกที่แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมจีน เช่น เครื่องต้มชากาแฟ รวมถึงอ่างล้างหน้าแบบคู่ที่แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่จะต้องใช้เวลาให้คุ้มค่ามากที่สุด
ด้านภาครัฐก็ควรมีบทบาทในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับธุรกิจท่องเที่ยวไทย รัฐบาลควรเข้ามาช่วยเหลือในด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนให้นักท่องเที่ยวสามารถใช้บริการด้านการท่องเที่ยวได้หลากหลายและง่ายขึ้น รวมถึงการใช้สื่อต่างๆ ในการให้ข้อมูลและสนับสนุนให้นักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถเที่ยวได้เอง
ที่สำคัญต้องเพิ่มความเข้มงวดขึ้นในการตรวจสอบการเข้ามาทำธุรกิจของชาวต่างประเทศด้วย







