เปิดคำพิพากษา จำคุก'สรยุทธ'ทุจริต
"การกระทำ ของสรยุทธ และ มณฑา ซึ่งได้ใช้ให้พิชชาภา ไม่ต้องรายงานการโฆษณาเกินเวลาที่กำหนดในสัญญาให้แก่ ผู้บังคับบัญชาทราบ และบริษัท ไร่ส้ม มีมูลความผิดฐานสนับสนุนพนักงานกระทำ ความผิดตามมาตรา 6, 8, 11 แห่ง พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์กรฯ
โดย...ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์
ศาลอาญานั่งบัลลังก์เมื่อเวลา 10.30 น. อ่านคำพิพากษาคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชน เมื่อจำเลยจากบริษัท ไร่ส้ม คือ อังคณา วัฒนมงคลศิลป์ สุกัญญา แซ่ลิ่ม สรยุทธ สุทัศนะจินดา ผู้ดำเนินรายการข่าวชื่อดัง และมณฑา ธีระเดช เป็นจำเลย 1-4 รวมถึง พิชชาภา เอี่ยมสะอาด อดีตพนักงานจัดทำคิวโฆษณาของบริษัท อสมท
ทั้งหมดถูกอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 2 เป็นโจทย์ยื่นฟ้องในความผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 และฐานสนับสนุนพนักงานกระทำความผิดดังกล่าว กรณีถูกกล่าวหายักยอกเงินค่าโฆษณาเกินเวลาในรายการ "คุยคุ้ยข่าว" ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ อสมท กว่า 138 ล้านบาท
บทสรุปจากศาลชั้นต้น ตัดสินจำคุก สรยุทธ กับพวก 20 ปี แต่ลดเหลือ 13 ปี 4 เดือน ส่วนพิชชาภา อดีตพนักงาน อสมท ตัดสินจำคุก 30 ปี ลดเหลือ 20 ปี ทั้งหมดไม่รอลงอาญา และปรับบริษัท ไร่ส้ม 8 หมื่นบาท
ก่อนจะให้ประกันตัวเพื่อไปสู้คดีต่อในชั้นศาลอุทธรณ์ในวงเงินคนละ 2 ล้านบาท พร้อมเงื่อนไขห้ามออกนอกประเทศ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาลเท่านั้น
ในรายละเอียดของคดีอัยการโจทย์ยื่นฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2558 ระบุพฤติการณ์ของจำเลยว่า เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2548-28 เม.ย. 2549 พิชชาภา จำเลยที่ 1 พนักงานจัดทำคิว โฆษณาของบริษัท อสมท ได้ จัดทำคิวโฆษณารวมในรายการ "คุยคุ้ยข่าว" ใช้อำนาจ หน้าที่โดยทุจริต ไม่รายงานการโฆษณาเกินเวลาเพื่อ เรียกเก็บค่าโฆษณาเกินเวลา จากบริษัท ไร่ส้ม จำเลย ที่ 2 จำนวน 17 ครั้ง ทำให้ บริษัท อสมท เสียหาย 138,790,000 บาท และยังได้เรียกรับเอาเงิน 658,996 บาท จากจำเลยที่ 2-4 เพื่อเป็นการตอบแทนที่ พิชชาภา จำเลยที่ 1 ไม่รายงานการโฆษณา จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ
ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยที่ 2 ทำหน้าที่เป็นผู้ผลิต ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นพิธีกรจัดรายการ ได้ทำสัญญากันเป็นลายลักษณ์อักษรระบุชัดว่าถ้ามี โฆษณาเกินกว่าส่วนแบ่ง จำเลยที่ 2 ต้องขอซื้อโฆษณาส่วนเกินย้อนหลังและชำระค่าโฆษณาเกินให้แก่บริษัท อสมท โดยจำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิแบ่งค่าโฆษณาส่วนเกินคนละเท่าๆ กับ บริษัท อสมท
นอกจากนี้ ศาลปกครองสูงสุดยังมีคำพิพากษาถึงที่สุดวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 จะต้องชำระค่าโฆษณาส่วนเกินและไม่มีสิทธิได้รับส่วนลดทางการค้า 30% จากค่าโฆษณาส่วนเกิน 138,790,000 บาท เพราะจำเลยที่ 2 เป็นฝ่ายผิดสัญญา ขณะที่จำเลยที่ 1 ซึ่งคือ พิชชาภา มีหน้าที่จัดทำคิวโฆษณา แต่ไม่รายงานการ โฆษณาที่เกินเวลาให้ผู้บังคับบัญชาทราบ เป็นเหตุให้ บริษัท อสมท ได้รับความเสียหาย ตามความเห็นของ คณะกรรมการตรวจสอบทั้งสองชุดที่บริษัท อสมท ตั้งขึ้น
นอกจากนี้ จำเลยที่ 1 ยังใช้น้ำยาลบคำผิดลบรายการโฆษณาที่เกินเวลาในส่วนของจำเลยที่ 2 ออกจากใบคิวโฆษณารวม แสดงถึงการปกปิดข้อเท็จจริง เมื่อจำเลยที่เป็นพนักงานมีหน้าที่จัดการทรัพย์และรับเงินตามเช็ค เป็นการต้องห้าม จึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502
ส่วน สรยุทธ จำเลยที่ 3 เป็นผู้มีอำนาจจัดการและเป็นพิธีกรจัดรายการมาโดยตลอด ดังนั้นจำเลยที่ 3 น่าจะทราบเนื้อหางานเป็นอย่างดี การใช้เงินแม้จะให้โดยเสน่หา แต่ไม่รายงานให้ทราบก็เป็นการ สนับสนุน ศาลเห็นด้วยกับคณะ กรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า จำเลยจ่ายเช็คเพื่อจูงใจให้กระทำหรือไม่กระทำการใดทำให้หน่วยงานของรัฐได้รับความเสียหาย การที่จำเลยที่ 2-4 นำเช็คไปมอบให้แก่จำเลยที่ 1 ถือเป็นการมิชอบด้วยกฎหมายเพราะการไม่รายงานโฆษณาเกินเวลาของจำเลยที่ 1 ทำให้จำเลยที่ 2 ได้รับประโยชน์จึงเป็นความผิดฐานสนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 2 บริษัท ไร่ส้ม ได้ชำระค่าโฆษณาส่วนเกิน จำนวน 1,438,790,000 บาท แก่บริษัท อสมท แล้วจึงลงโทษสถานเบา
พิพากษาจำเลยที่ 1 มีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การ จำเลยที่ 2-4 มีความผิดฐานสนับสนุนตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิด ของพนักงานในองค์การ การกระทำของจำเลยทั้งหมด เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 6 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษสูงสุด รวม 6 กระทง ฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับหรือยอมรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด สำหรับตนเองหรือผู้อื่น โดยมิชอบ จำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 30 ปี ปรับจำเลย ที่ 2 เป็นเงิน 1.2 แสนบาท จำคุกจำเลยที่ 3 และ 4 คน ละ 20 ปี แต่ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 1 เป็น เวลา 20 ปี จำคุกจำเลยที่ 3 และ 4 คนละ 13 ปี 4 เดือน และปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 8 หมื่นบาท ไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำเลยที่ 1, 3 และ 4
ถือเป็นยกแรกที่สรยุทธและพรรคพวกต้องต่อสู้ในชั้นศาล ผลของการนำคดีขึ้นสู่ศาลนั้น หากย้อนกลับไปจะพบว่า ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนของ ป.ป.ช. ที่ไปพบว่าสรยุทธ นักเล่าข่าวชื่อดัง ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คของธนาคารธนชาตจ่ายเงินให้พิชชาภา โดยมีการทำเอกสารหักภาษี ณ ที่จ่ายรวม 6 ครั้ง เป็นเงิน 739,770 บาท เพื่อตอบแทนที่พิชชาภา มิได้รายงานการโฆษณาเกินเวลาของบริษัท ไร่ส้ม
กระทั่ง ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดเมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2555 ว่าการกระทำของพิชชาภา มีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง และมีมูลความผิดทางอาญา
การกระทำของสรยุทธ และมณฑา ซึ่งได้ใช้ให้พิชชาภา ไม่ต้องรายงานการโฆษณาเกินเวลาที่กำหนดในสัญญาให้แก่ผู้บังคับบัญชาทราบ และบริษัท ไร่ส้ม (ในฐานะนิติบุคคล) มีมูลความผิดฐานสนับสนุนพนักงานกระทำความผิดตามมาตรา 6, 8, 11 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์กรหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86
หลังจากนั้น ป.ป.ช.ส่งรายงานถึงอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินการฟ้องต่อศาลในคดีอาญา อย่างไรก็ตาม ครั้งนั้นอัยการสูงสุดเห็นว่าข้อเท็จจริงบางอย่างยังไม่สมบูรณ์ จึงมีการตั้งคณะกรรมการร่วมอัยการสูงสุด-ป.ป.ช. เพื่อพิจารณาสำนวนให้สมบูรณ์ โดยใช้ระยะเวลากว่าปีเศษ กระทั่งล่าสุดที่นำคดีขึ้นสู่ศาล และพิจารณาออกมาให้จำคุกนักเล่าข่าวชื่อดัง พร้อมกับพวก


