
ลมหนาวในหัวใจ
กว่า 20 ปีที่ไม่ได้พบ ไม่มีโอกาสได้รับรู้ความเป็นไปของกันและกันเลย เสียงจากปลายสายนั้นเปล่งความดีใจ
โดย...อภิวัจ สุปรีชาวุฒิพงศ์
กว่า 20 ปีที่ไม่ได้พบ ไม่มีโอกาสได้รับรู้ความเป็นไปของกันและกันเลย เสียงจากปลายสายนั้นเปล่งความดีใจอย่างเด่นชัด การพูดคุยอย่างไม่เห็นหน้าค่าตาปิดท้ายด้วยการนัดหมาย
แม้ในภายหลัง ที่ซึ่งได้พบกันนั้นจะเป็นไปโดยไม่มีใครตั้งใจก็ตาม
เธอสวมชุดดำมางานศพพ่อผม แม้จะเปลี่ยนแปลงแต่ยังมีเค้าให้จำได้ หน้าที่ต้อนรับผู้มาร่วมงาน รวมทั้งต้องจัดการงานศพพ่อ ทำให้การพูดคุยระหว่างผมกับเธอขาดช่วง ไม่ต่อเนื่อง บางเรื่องซึ่งอาจซับซ้อน เธอบอกแค่ว่า เรื่องมันยาว ไว้จะเล่าให้ฟัง
“หาเวลากินข้าวกันนะ” เป็นคำสุดท้ายที่กล่าวลา ร่วมปีมาแล้ว ผมและเธอก็ยังไม่มีโอกาสได้พบ ได้กินข้าวด้วยกันอย่างที่ตั้งใจเลย ภาพเธอในชุดสีดำยังเป็นความทรงจำเสมอมา
คิดไม่ถึงเลยว่า การพบกันอีกครั้ง จะเป็นผมที่สวมชุดดำไปงานศพเธอ ...
... ก่อนหน้านั้น
แรกเมื่อเปิดประตูรถ ก็สัมผัสได้ถึงความฉ่ำเย็นยิ่งกว่าเครื่องปรับอากาศ ดูเหมือนน่าประทับใจ แต่ไม่นานลมหนาวก็แผ่พิษสั่นสะท้านไปทั่วร่าง สองวันแรกในพงสาลี เมืองซึ่งตั้งอยู่บนยอดดอยระดับความสูง 1,400 เมตร จากระดับน้ำทะเล กล่าวได้ว่า แทบไม่เห็นแสงเดือนแสงตะวันจากหมอกหนาที่ปกคลุม ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความหนาวเย็น น้ำค้างในช่วงเช้ามืด ปะทะผิวหน้าไม่ต่างกับละอองฝน ล่วงถึงวันที่ 3 การเดินทางลงมาทางใต้ พ้นจากระดับความสูงของเขตหนาวในลาวเหนือ จึงเริ่มเห็นแสงตะวันและรู้สึกถึงอุณหภูมิที่เริ่มอบอุ่นขึ้นบ้าง
“ฝรั่งพวกนี้ยังใส่เสื้อหนาวกันเลย” เพื่อนคนหนึ่งพูดขึ้นในช่วงค่ำ ขณะที่เรานั่งอยู่ในร้านอาหารริมแม่น้ำทางตอนใต้สุดของแขวงพงสาลี เพื่อพักแรมเตรียมเดินทางต่อลงมาทางใต้ อากาศที่สบายกว่าช่วง 2 วันที่ผ่านมา เพียงเสื้อแขนยาวก็เพียงพอให้รู้สึกอบอุ่น ทำให้พวกเราต่างทิ้งเสื้อหนากันหนาว
“บางทีพวกเขาคงไม่อยากให้อุณหภูมิร่างกายเปลี่ยนแปลงเร็วเกินไป เพราะจะทำให้ไม่สบาย” ผมตั้งข้อสังเกต เพราะคิดว่านักเดินทางจากชาติตะวันตกกลุ่มนี้ คงผ่านประสบการณ์ร้อนและหนาวมามากพอที่จะทำให้เขายังคงสวมเสื้อหนาในคืนที่อุณหภูมิมิได้ถึงขั้นหนาวเย็นมากนัก
ไม่ว่าร้อนหรือหนาว คนย่อมได้บทเรียน ยิ่งผ่านมาก ยิ่งสามารถคาดการณ์ล่วงหน้า รู้วิธีรับมือและจัดการ ย่อมแกร่ง ไม่ว่าทั้งร่างกายหรือจิตใจ ...
... ในฐานะผู้ขาดสภาพคล่องด้านเวลา ผมมีเรื่องติดค้างน้ำใจผู้คนมากมาย ยิ่งเวลาผ่านไป หนี้น้ำใจก็ยิ่งเพิ่มพูนดอกเบี้ยทบต้น ยิ่งคิด ยิ่งหาวิธีตอบแทน ก็ยิ่งหวงแหนความรู้สึกนี้
คงมีเพียงหนี้น้ำใจเท่านั้น ยิ่งชดใช้ ยิ่งก่อเกิด
ไม่ใช่ว่าไม่รู้ปัญหา เพียงแต่การหาวิธีจัดการที่เหมาะสมนั้นต้องใช้เวลา แต่ดูเหมือนว่า เวลาจะไม่ได้อยู่ข้างเดียวกับเรา หรือเวลามิได้เป็นของเราคนเดียว
“ทว่า เวลาไม่เคยเพียงพอที่จะทำอะไรสักอย่าง ยามที่ได้พบเจอ” (‘Time in a bottle’ : Jim Croce 1972)
กลับจากลาว ผมทราบเรื่องเธอ ความรู้สึกแรกเมื่อได้รับทราบข่าว เสมือนลังเลสงสัยว่าเป็นจริงหรือไม่ กระทั่งเพื่อนต้องบรรยายอุบัติเหตุรถยนต์ที่พรากเธอไปให้ฟังอย่างละเอียด
คล้ายกับหนังที่ฉายย้อนหลัง ความทรงจำเกี่ยวกับเธอก็ทยอยกันเข้ามาอย่างต่อเนื่อง คล้ายลมหนาวเมื่อแรกสัมผัส อาจไม่รู้สึกถึงพิษร้าย แต่เมื่อถาโถมระลอกแล้วระลอกเล่า ก็ยิ่งซ้ำเติมให้เจ็บร้าว
ยามที่คิดว่าจะได้ตอบแทนหนี้น้ำใจกันบ้าง กลับพบว่า เวลาที่อาจมีล้นเหลือจากนี้ไป หาได้มีประโยชน์อีกต่อไป
คงเช่นเดียวกับลมหนาว เมื่ออุณหภูมิร่างกายเปลี่ยนแปลงฉับพลัน เบาสุดก็แค่ครั่นเนื้อครั่นตัว แต่พิษร้ายกว่านั้นอาจทำให้ถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อ
ความรู้สึกก็ไม่ต่างกัน การป้องกันความรู้สึกผิด คือการทำปัจจุบันให้ดีที่สุด
อย่างน้อยการทำให้ดีที่สุด ก็พอจะบอกตัวเองได้ว่า อะไรก็ตามที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั้น เกินไปกว่าความสามารถที่จะกำหนดและจัดการได้
เพื่อความรู้สึกในใจนั้น เราจะไม่ตำหนิตัวเอง







