
ต้องกล้าตัดสินใจ ทำให้ดีที่สุด
แม้ว่า “สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์” จะอยู่ในวงการกฎหมายมานานกว่า 20 ปี แต่ก็มิใช่ว่าจะไม่มีความรู้เรื่องการลงทุน
แม้ว่า “สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์” จะอยู่ในวงการกฎหมายมานานกว่า 20 ปี แต่ก็มิใช่ว่าจะไม่มีความรู้เรื่องการลงทุนเอาเสียเลย เพราะเคยมีประสบการณ์ในการซื้อขายหุ้นมาเนิ่นนาน นับตั้งแต่ยุคที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยยังใช้การเคาะกระดานหุ้นสำหรับการเสนอซื้อและเสนอขายหลักทรัพย์ ก่อนที่จะเปลี่ยนมาใช้ระบบเทคโนโลยีในปัจจุบัน ประสบการณ์ของการเป็นนักลงทุนก็เหมือนคนทั่วๆ ไป ที่เคยมีกำไรและเคยขาดทุนมาแล้ว
แต่ในที่สุดก็ต้องขายหุ้นในพอร์ตออกมาทั้งหมดในช่วงปี 2550-2551 ไม่ได้เก็บเกี่ยวโอกาสที่เงินทุนต่างประเทศไหลบ่าเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย จนทำให้ดัชนีหุ้นไทยทะยานขึ้นแรงอย่างต่อเนื่อง สร้างสถิติตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงติดต่อกันหลายปี เพราะในช่วงที่เป็นผู้พิพากษายังใช้เวลาหลังเลิกงานเพื่อเขียนหนังสือตำราเรียนด้านกฎหมาย และประมวลกฎหมายต่างๆ มีผลงานเขียนออกมาแล้วมากกว่า 20 เล่ม
และเมื่อมาทำงานที่ ก.ล.ต.ต้องเลิกลงทุนในหุ้น หันมาลงทุนในกองทุนรวม มอบเงินให้มืออาชีพบริหารแทน โดยในอดีตก่อนมาทำงานที่ ก.ล.ต.ยอมรับว่าการลงทุนในกองทุนรวมให้อัตราผลตอบแทนน้อยเกินไปเมื่อเปรียบเทียบกับการตัดสินใจซื้อหรือขายหุ้นเอง และยังต้องเสียค่าธรรมเนียมหรือคอมมิชชั่นด้วย
“สมชาย” เริ่มเข้ามาทำงานที่ ก.ล.ต.ตั้งแต่ต้นปี 2559 แต่ยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่มีชื่อปรากฏผ่านสื่อมวลชนครั้งแรก เมื่อให้สัมภาษณ์เรื่อง ก.ล.ต.อยู่ระหว่างการเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ในหลายเรื่อง หนึ่งในนั้นคือการออกบทลงโทษผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (บจ.) กรณีให้ข้อมูลคาดการณ์ทิศทางผลการดำเนินงานและแผนการดำเนินงานที่ไม่สามารถเกิดขึ้นจริง ไม่สมเหตุสมผล หรือให้ข้อมูลเท็จ ซึ่งอยู่ในขั้นตอนจะเสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณา คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณไตรมาส 3/2559
เมื่อปรากฏข่าวออกมา ก็เกิดกระแสโจมตี วิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา และถือเป็นการรับน้องที่หนักทีเดียว สมชาย กล่าวว่า โดยส่วนตัวไม่มีความรู้สึกอะไร เพราะเป็นหน้าที่ของสื่อ เรื่องนี้เกิดขึ้นมาเพราะมีนักข่าวมาถามว่ามีบริษัทแห่งหนึ่งเพิ่มทุนจดทะเบียนบ่อยมากๆ และผู้บริหารให้สัมภาษณ์ว่าจะมีโครงการลงทุนต่างๆ พร้อมคาดว่าผลการดำเนินงานจะดีขึ้น ซึ่งกฎหมายที่จะออกมาดูแลการให้ข้อมูลของผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนก็ต้องดูถึงเจตนา ต้องมีหลักฐาน มีข้อมูล และมีโครงการมารองรับด้วย บางครั้งให้สัมภาษณ์ว่าจะมีนักลงทุนใหม่เข้ามาซื้อหุ้นเพื่อครอบงำกิจการหรือเทกโอเวอร์ แต่จริงๆ แล้วเป็นเพียงการพูดคุยเพื่อซื้อทรัพย์สินหรือซื้อบางธุรกิจออกไปเท่านั้น ไม่ใช่เป็นการเทกโอเวอร์
ที่ผ่านมาก็มีประสบการณ์เรื่องสื่อวิพากษ์วิจารณ์ ยกตัวอย่างในช่วงทำงานอยู่ศาลเคยเป็นหน้าห้องของ รมว.ยุติธรรม “สุทัศน์ เงินหมื่น” ทำให้เห็นว่าไม่ว่าจะทำอะไรในเรื่องเดียวกัน สื่อสามารถเขียนได้ทั้งชมหรือตำหนิได้ทั้งหมด ช่วงนั้นไม่ดูเพียงเรื่องของ รมว.ยุติธรรม และกระทรวงนี้ไม่ได้มีประเด็นเกิดขึ้นมาก แต่ตอนนั้นได้ติดตามและเห็นการทำหน้าที่ของ “ธารินทร์ นิมมานเหมินท์” รมว.คลัง ในยุคนั้นถือเป็นไอดอลคนหนึ่งที่ดูเป็นแบบอย่างในการทำงาน เมื่อเข้ามาบริหารในช่วงเศรษฐกิจไทยเป็นช่วงขาลง โดนถล่มหนัก ตำหนิทุกเรื่อง แม้ว่าธารินทร์จะมีความตั้งใจทำงานแก้ปัญหามาก แต่ด้วยสภาพเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวย ดังนั้นเรื่องของการทำงานว่าทำดีหรือไม่นั้น แม้จะมีสื่อมาวิจารณ์ตัดสินว่าเรา แต่อยู่ที่เราว่าได้ทำเต็มที่แล้วหรือไม่ บางครั้งผลที่ออกมาอาจจะไม่ได้เป็นไปอย่างที่เราต้องการหรือคาดหมายไว้ แต่เมื่อเราทำดีที่สุดแล้ว ก็ต้องยอมรับความเป็นจริง
สำหรับคดีที่ “ท้าทายการทำงาน” ที่ผ่านมาไม่มี เพราะในช่วงการทำงานเป็นผู้พิพากษา ทนายความ ไม่มีเคสที่ยากและท้าทาย เพราะต้องรับทำทุกเคส แต่มีเคสที่เสียความรู้สึกว่าชาวบ้านถูกกระบวนการยุติธรรมรังแก ช่วงนั้นทำงานเป็นผู้พิพากษาที่ศาลภูเขียว จ.ชัยภูมิ ทำคดีที่ชาวบ้านขับรถรับจ้างมีจักรยานยนต์ขี่มาชนท้ายแล้วเสียชีวิต ถูกสั่งฟ้องคดีว่าประมาทถูกขังประมาณ 1-2 ปี เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าประกันตัว ประกอบกับในช่วงนั้นที่ศาลมีคดีจำนวนมาก ทำให้ต้องเลื่อนเวลาการตัดสินคดีนี้ เมื่อเข้าไปทำงาน ก็หยิบคดีขึ้นมาพิจารณา และตัดสินยกฟ้องคดี ซึ่งชาวบ้านคนนั้นก้มลงกราบ เพราะในความเป็นจริงกรณีลักษณะนี้ ตำรวจควรสั่งไม่ฟ้องตั้งแต่แรกแล้ว กระบวนการยุติธรรมต้นน้ำต้องกล้าตัดสินใจ ภายใต้บทกฎหมาย พยานหลักฐาน เรื่องแค่นี้ไม่น่าจะปล่อยให้คนติดคุกนานเป็นปีๆ
สมชาย กล่าวถึงความท้าทายของการทำงานที่ ก.ล.ต.ว่า คือเหมือนเราลงมาเล่นเอง แตกต่างจากตอนเป็นผู้พิพากษาเหมือนการนั่งดูหลักฐานและข้อมูลที่คนเอาอะไรมาเสนอเรา เมื่อเห็นแล้วคิดว่าควรนำสิ่งนั้นสิ่งนี้มาเสนอเพิ่มเติม แต่ก็พูดไม่ได้ เพราะอีกฝ่ายอาจร้องเรียนว่าเราไม่เป็นกลาง ดังนั้นเมื่อมาอยู่ตรงนี้ก็จะต้องคิดให้รอบคอบมากที่สุด ซึ่งไม่ว่าคดีนั้นจะแพ้หรือชนะ ก็จะไม่มานั่งเสียใจ เพราะถือว่าได้ทำหน้าที่ที่ดีที่สุดแล้ว







