
ระบบเศรษฐกิจ ถึงเวลาเลือก?
โดย...ณัฐพงศ์ พันธเกียรติไพศาล
โดย...ณัฐพงศ์ พันธเกียรติไพศาล
พาดหัวแบบดูต้องเลือกซ้าย ขวา แต่ความหมายแท้จริงของผู้เขียนคือ เลือกทำอะไรก่อนหลังในแง่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงภาวะที่โลกดูไม่ปกติในทุกๆ ด้าน รวมถึงสภาวการณ์ในประเทศด้วย
หากผู้อ่านได้ตามอ่านมาตั้งแต่ต้น ผู้เขียนยังคงยืนอยู่เรื่องเดิมเสมอ นั่นคือ “ปัญหาความเหลื่อมล้ำ” ถือเป็นคนแผ่นเสียงตกร่องอีกคนได้เลย แต่เชื่อมั่นโดยสุจริตใจว่า หากตั้งเข็มทิศถูกต้องในเรื่องเศรษฐกิจโดยยึดการมุ่งแก้ปัญหาเรื่องนี้เป็นหลัก สุดท้ายแล้วปัญหาทุกอย่างจะบรรเทาเบาบางลงเอง
ผมมีข้อมูลทางเศรษฐกิจ 2 ประการที่อยากนำข้อมูลมาเปรียบเทียบง่ายๆ โดยขอเน้นว่า หากข้อมูลที่ประเมินเหล่านี้ประเมินได้อย่างถูกต้อง เราจะเห็นภาพทางออกบางอย่างได้ไม่ยากว่าเศรษฐกิจของประเทศควรจะถูกผลักดันไปทางใดในระยะยาว
ข้อมูลเชิงบวก ได้จากการประมาณของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ที่สรุปตัวเลข การขยายตัวของจีดีพีเอสเอ็มอีในปี 2558 เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าขยายตัวสูงกว่าจีดีพีประเทศ โดยจีดีพีเอสเอ็มอีขยายตัวร้อยละ 5.3 ขณะที่จีดีพีประเทศขยายตัวทั้งปีที่ร้อยละ 2.8 และประมาณการว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 5.3-5.5 ต่อในปีนี้
ที่สำคัญคือ คิดเป็นสัดส่วนต่อจีดีพีประเทศที่สูงกว่าร้อยละ 40 เป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2552 คือคิดเป็นร้อยละ 41.1 (ประมาณ 5.5 ล้านล้านบาท)
แม้ว่าในมุมมองนักเศรษฐศาสตร์หลายท่านมองว่า นั่นเพราะจีดีพีของประเทศลดลง สัดส่วนรายได้ประชาชาติรวมของเอสเอ็มอีจึงเพิ่มขึ้นโดยปริยาย ด้านใหญ่ถอย ด้านเล็กเพิ่ม
สำหรับผู้เขียนถือเป็นสัญญาณเชิงบวกได้ ดีกว่าถอยทั้งสองด้าน แต่มีคำถามสำคัญ คือ เอสเอ็มอีที่ว่านี้ คือ เอสเอ็มอีจริงๆ ใช่หรือไม่? ถ้าใช่เป็นส่วนใหญ่ก็โชคดี ถ้าไม่ใช่เป็นส่วนใหญ่ เรื่องนี้จะวนกลับไปที่ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจทันที
ข้อมูลเชิงลบ คือเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวภายในกว่าที่คาด เรื่องนี้ผู้ที่ติดตามข่าวสารคงไม่เหนือการคาดการณ์ตั้งแต่ปีที่แล้ว สิ่งที่ตามมาที่อาจไม่ค่อยมีใครพูดถึงมากนัก นั่นคือประเทศจีนจะอยู่เฉยๆ หรือไม่? แล้วจะดำเนินการอย่างไร?
ตอนนี้ได้เริ่มปรากฏให้เห็นคือการเร่งส่งออก ซึ่งเป็นวิธีแก้ปัญหาที่จะต้องกระทบการค้าโลกแน่นอน เพราะเป็นประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ และผู้เขียนไม่ได้หมายถึงขนาดการผลิตของจีนหรือจีดีพีเมื่อเทียบกับใคร แต่กำลังหมายถึงจำนวนธุรกิจของจีนที่ต้องดิ้นรนสู้กับสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว โดยออกมาลงทุนนอกประเทศมหาศาล และจะไม่ไปตัดสินว่าถูกหรือผิด เพราะนี่คือการค้าโลกและเป็นธรรมชาติ
แต่อยากเสนอภาพใหญ่ว่า เฉพาะอุตสาหกรรมเหล็กเพียงอุตสาหกรรมเดียวที่ประเทศจีนต้องเน้นส่งออกให้มากขึ้นเพราะเศรษฐกิจภายในชะลอตัว ถึงกับทำให้สหภาพยุโรป (อียู) ต้องออกมาตรการต่อต้านการทุ่มตลาดรูปแบบใหม่ทันที ตามด้วยการประท้วงจากผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมนี้หลายพันคนที่กรุงบรัสเซลส์ในเดือนนี้ จีนคือผู้ผลิตเหล็กอันดับหนึ่งของโลก อุตสาหกรรมนี้จึงเห็นชัด แต่ในอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ขนาดเล็กกว่านี้ กระจายตัวกว่านี้ ด้วยจำนวนผู้ประกอบการอันมหาศาลของจีน เชื่อว่ายากมากที่จะสามารถมีมาตรการใดหยุดยั้งผล
กระทบต่อทุกประเทศได้ นั่นรวมถึงประเทศไทยด้วย
และนี่คือจุดเริ่มต้นการแก้ปัญหาด้าน Real Sector ของจีนหลังจากใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนและเครื่องมือในตลาดทุนในปลายปีที่แล้ว
สำหรับผู้เขียนเรื่องนั้นยังเป็นเรื่องเล็กมาก เพราะจำกัดวงอยู่ในส่วนของตลาดรอง (Secondary Market) ซึ่งบางครั้งมักดูรุนแรงเกินความจริงด้านผลกระทบต่อคนส่วนใหญ่ นั่นเพราะเราให้ความสำคัญต่อตลาดรองสูงมาก
ภาพ 2 ภาพนี้ คงจะพอมองเห็นผลต่อประเทศในอนาคตอันใกล้ ปัญหาคือวันนี้คือเราทั้งหมดไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ หรืออยู่ตลาดใด ควรปรับตัวอย่างไรเมื่อต้องสู้เศรษฐกิจโลกที่จะรุนแรงขึ้นแน่ๆ
ที่สำคัญที่สุดที่ต้องเน้นบ่อยครั้งคือ เศรษฐกิจไทยสัมพันธ์กับปัญหาด้านความมั่นคงทางการเมืองอย่างแยกไม่ออก หากยังมองไม่เห็นว่าวันนี้ ระบบคิดของคนส่วนใหญ่ในประเทศขณะนี้อาจเข้าใจเรื่องระบบเศรษฐกิจในระดับที่ไม่อาจดูถูกดูแคลนได้ และจะโชคดีหรือโชคร้ายไม่ทราบที่ความเข้าใจนี้ ผูกพันอยู่กับเรื่องการเลือกปฏิบัติเชิงนโยบายมหภาค
เรื่องนี้ก็ดูได้ไม่ยากอีกเช่นกันหากลองเข้าไปในสังคมของ Social Network ซึ่งอาจถือเป็นสื่อรองในขณะนี้ และเลือกเฉพาะที่ใช้หลักการ ตรรกะสูงๆ ที่วิพากษ์วิจารณ์ ตั้งคำถามที่เฉียบคม และเป็น
กลาง ต่อการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ การเงินและระบบทุนนิยมของประเทศ ไม่ได้ตั้งคำถามเฉพาะรัฐบาล แต่รวมถึงหลักคิดของผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ประชาชนกำลังไปไกลถึงระบบเศรษฐกิจของประเทศทั้งประเทศในสายตาผู้เล่นตัวจริง และกล้าวิพากษ์วิจารณ์เมื่อมีบางอย่างไม่เป็นธรรมเกิดขึ้น
วันนี้การขับเคลื่อนอะไรก็ตามของประเทศในมุมเศรษฐกิจ การเงิน การบริหารการลงทุน หรือแม้แต่การให้ความเห็นเชิงเศรษฐกิจ หากมองเรื่องความรับรู้ของประชาชนแบบ 2 ทาง มองการตอบสนองต่อนโยบาย เรื่องความรู้สึก และมองเรื่องปริมาณคนที่เกี่ยวข้อง เราจะเห็นคำตอบได้ไม่ยากเลยว่า นโยบายเศรษฐกิจเพื่อเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นผู้ประกอบการส่วนใหญ่ในประเทศเป็นเรื่องที่ต้องกระทำอย่างเร่งด่วน ทั้งในแง่การส่งเสริม และการปกป้องอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการทำไปเพื่อเสถียรภาพและการเติบโตของเศรษฐกิจในภาพรวมทั้งประเทศ หรือในแง่การเป็นฟองน้ำดูดซับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกในยามติดลบ
ที่สำคัญคือการที่ไม่ให้เอสเอ็มอี ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ถูกบีบคั้นรุนแรงทางเศรษฐกิจ จนเกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำในระดับสูงต่อเนื่องยาวนานจนลุกลามโดยไม่จำเป็น จะสังเกตได้จากการที่เริ่มมีคำถามถึงองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ ตั้งแต่สถาบันการเงิน ธุรกิจค้าปลีกส่ง ตั้งคำถามถึงหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ถึงความเป็นธรรม การเลือกปฏิบัติ และความรับผิดชอบแบบองค์รวม เป็นการปฏิรูปหลักคิดทางเศรษฐกิจแบบมองส่วนรวมอย่างไม่น่าเชื่อ จากคนทั่วไปใน Social Network ที่มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ
หากคำถามลักษณะนี้ถามจากผู้ประกอบการธุรกิจ 1 ใน 100 จาก 2.9 ล้านรายในประเทศไทย คงพอเป็นคำถามเชิงโครงสร้างได้ และคำถามนี้ตอบไม่ง่ายนัก อาจถึงเวลาร่วมกันมองความจริงของประเทศ จุดแข็งอะไรควรร่วมกันรักษาและนี่ไม่ใช่ภาระของรัฐบาลฝ่ายเดียว ไม่ว่ารัฐบาลไหนก็ตาม...







