posttoday

ชี้ชะตาร่างรัฐธรรมนูญ "ต้องมีสติประชามติ"

21 กุมภาพันธ์ 2559

"อยากให้บรรยากาศออกเสียงเป็นไปอย่างมีเหตุผล และสามารถนำเสนอความคิดเห็นที่แตกต่างของฝ่ายต่างๆ ได้อย่างเท่าเทียม"

โดย...ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

นอกจากการจับจ้องดูท่าที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จะมีการปรับปรุงแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกออกมาในรูปแบบใด จะเป็นที่พึงพอใจของแต่ละฝ่ายที่ยื่นข้อเสนอหรือไม่ แต่ในที่สุดไม่ว่าแก้ไขอย่างไรก็ต้องฝ่าด่านการลงประชามติ “รับหรือไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญอยู่ดี

ด่านลงประชามติสำคัญนัก “สมชัย ศรีสุทธิยากร” กกต.ด้านกิจการบริหารการเลือกตั้ง เปิดใจกับ “โพสต์ทูเดย์” ถึงความพร้อมในการทำประชามติรอบนี้ “โดยได้วิเคราะห์ 3 จุด ซึ่งใช้หลัก 3 ป. คือ ประชาชนสะดวก ประชามติเที่ยงธรรม และประชาธิปไตยคุณภาพ

สมชัย อธิบายว่า ป.แรก กกต.จะอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนทุกกลุ่ม ทุกประเภท ประสงค์จะใช้สิทธิ กกต.ก็จะอำนวยความสะดวก เช่น ขยายเวลา หรือใช้สถานที่ตามใจชอบของประชาชน รวมถึงแอพพลิเคชั่นอำนวยความสะดวก อำนวยความสะดวกให้กับคนพิการ

ป.สอง ประชามติเที่ยงธรรม ภายใต้ศักยภาพของ กกต.ที่มีอยู่ยังสามารถดำเนินการได้ตามที่ตั้งใจไว้คือ ให้เกิดความเที่ยงธรรม ตรงไปตรงมา และปฏิบัติต่อสองฝ่ายอย่างเท่าเทียมกันในการแสดงความเห็นต่อที่สาธารณะ ซึ่งยังสามารถกำกับอยู่ภายใต้กรอบเนื้อหาสาระได้โดยไม่ยาก

ป.สาม ประชาธิปไตยคุณภาพ เป็นสิ่งที่ กกต.กังวลที่สุดเพราะยังมีปัญหา ขณะนี้ประชาชนตัดสินอะไร เลือกตั้ง หรือออกเสียงประชามติในอนาคต บางครั้งอาจขาดการไตร่ตรองเนื้อหาสาระแท้จริง บางครั้งอาจเลือกตามๆ กัน บอกให้เลือกฝ่ายไหนก็เลือกฝ่ายนั้น เป็นต้น หรือบางครั้งรับรู้ข่าวสารเลือกเพียงทางเดียว ทั้งโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ วิทยุ หรือออนไลน์ กลุ่มเดียว ทำให้ความเห็นเทไปด้านใดด้านหนึ่ง

ไม่มองข้อดีอีกด้าน ทำให้การตัดสินใจประชาชนไม่ดีเท่าควร อยู่บนพื้นฐานที่ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อโดยรวมแท้จริงและอาศัยความรู้สึกมากกว่า ซึ่ง กกต.พยายามเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารอย่างเป็นกลางให้ประชาชน แต่ห่วงว่าหากประชาชนยังมีอคติ ปราศจากการพิจารณาอย่างเป็นเหตุและผล การออกเสียงประชามติก็ไม่มีคุณภาพเท่าที่ควร อาจทำให้จำนวนผู้มาใช้สิทธิต่ำ ซึ่ง กกต.ต้องการให้มาใช้สิทธิกันพอสมควร

“อยากรณรงค์ว่ามันอาจเป็นเรื่องไม่ได้ใกล้ตัวเหมือนกับ สส. สส.บางครั้งใกล้ชิดกับเรา ทำประโยชน์ในพื้นที่ เลือกเขาได้ประโยชน์กลับคืนมา แต่เรื่องนี้เป็นของสังคมโดยรวมและประเทศชาติ เพราะฉะนั้นอยากให้ประชาชนตื่นตัวใช้สิทธิอย่างมีวิจารณญาณและใช้สิทธิอย่างเต็มที่เหมือนกับการใช้สิทธิเลือกตั้ง สส.”

สมชัย เล่าถึงกระบวนการทำประชามติจะเริ่มนับหนึ่งได้ เมื่อรัฐบาลส่งร่างรัฐธรรมนูญมาถึง กกต.คาดว่าดำเนินการได้ในต้นเดือน เม.ย. ซึ่งในสิ่งที่ได้ตกลงกันไว้กับ “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมาย กระบวนการจะเปลี่ยนไปจากสิ่งที่ระบุในรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ว่าไม่จำเป็นต้องพิมพ์เผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญ 17 ล้านฉบับ

ทั้งนี้ แต่เมื่อรัฐบาลส่งร่างรัฐธรรมนูญมาให้กับ กกต. กกต.ก็จะประกาศวันออกเสียงประชามติไม่น้อยกว่า 90 วัน และไม่เกิน 120 วัน ซึ่งไม่ได้มีเงื่อนไขที่จะต้องส่งให้ประชาชนอย่างน้อย 80% ก่อนค่อยไปประกาศ ดังนั้นหมายความว่ารอบนี้ กกต.สามารถประกาศวันลงประชามติได้เลย คาดว่าจะเป็นประมาณวันที่ 31 ก.ค.

กระบวนการจากนั้น กกต.ต้องเผยแพร่เนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญอย่างกว้างขวางและทั่วถึงทุกช่องทาง เพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสรับรู้ เพราะฉะนั้นการเตรียมการในการทำประชามติก็จะเป็นงานสองด้านคู่ขนานไปคือ ด้านที่หนึ่งให้ความรู้กับประชาชนในสาระหลักของรัฐธรรมนูญอย่างกว้างขวางทั่วถึงทุกรูปแบบ วิธีการอีกด้านหนึ่งเตรียมการจัดการออกเสียงประชามติว่าเตรียมการต่างๆ อย่างไรบ้าง

ส่วนเรื่องเตรียมการจัดทำประชามติได้อำนวยการความสะดวกให้กับประชาชน ซึ่ง กกต.เองได้เตรียมการในหลายๆ เรื่อง เช่น จะมีการขยายเวลาการออกเสียงประชามติเป็นเวลา 08.00-16.00 น. ขยายเวลาเพิ่มขึ้น 1 ชั่วโมง จากเดิมปิดการลงคะแนนในเวลา 15.00 น.

พร้อมกันนี้ กกต.ได้จัดทำแอพพลิเคชั่น “ดาวเหนือ” ให้ดาวน์โหลดบนมือถือ เพื่อบอกพิกัดประชาชนในการเดินทางไปถึงหน่วยออกเสียงประชามติได้โดยง่าย เพียงแค่กรอกหมายเลขประจำตัวประชาชนจำนวน 13 หลักลงไป จะมีแผนที่บางทางไปยังหน่วยออกเสียงประชามติ ซึ่งถือเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน

สำหรับคนที่ประสงค์ออกเสียงประชามติในวันออกเสียงประชามติ แต่ติดภารกิจไม่สามารถไปใช้สิทธิในหน่วยที่ตัวเองมีสิทธิออกเสียงอยู่ ก็สามารถมาแจ้งความประสงค์ล่วงหน้าก่อน 30 วันทำการออกเสียงประชามติ ผ่านทางอินเทอร์เน็ตได้ ซึ่งเพิ่มขึ้นมา หรือจะใช้วิธีการแบบเดิมได้คือไปแจ้งยังเขตก็ได้ และสามารถเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.-30 มิ.ย.

สำหรับคนที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นการพิเศษ เช่น เจ็บป่วย ผู้พิการ หรือผู้สูงอายุ ก็จะมีระบบให้แจ้งความจำนงว่าประสงค์ไปใช้สิทธิในหน่วยออกเสียงเดิมหรือประสงค์ที่จะให้ กกต.อำนวยความพิเศษ เช่น จัดหน่วยพิเศษขึ้นมาก็จะมีความช่วยเหลือพิเศษไปช่วย

นอกจากนี้ ในหน่วยออกเสียงบางหน่วย กกต.จะทดลองใช้เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ในกรุงเทพฯ มี 5 หน่วย และต่างจังหวัด เช่น ภูเก็ต 9 หน่วย ซึ่งเป็นการลงคะแนนแบบกดปุ่มจะเป็นการเปิดใช้ครั้งแรกของ กกต. และเครื่องดังกล่าวเป็นการพัฒนามาหลายปี ยังไม่มีการใช้จริง แต่จะใช้ในการออกเสียงประชามติคราวนี้ ทั้งหมดเป็นการดำเนินการเพื่อเตรียมอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ ให้กับประชาชน

สมชัย ย้ำชัดว่า การเตรียมการเพื่อให้เกิดความสำเร็จ เรื่องของการจัดหากรรมการประจำหน่วย พิมพ์บัตร หรือการจัดเตรียมหีบบัตร รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ ในการออกเสียงประชามติก็เป็นไปเหมือนกับการจัดการเลือกตั้งทั่วไป เพียงแต่อาจมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ซึ่งจะนำเสนอในช่วงใกล้ๆ ออกเสียงประชามติ เพื่อให้เห็นทั้งหมดว่ามีหน้าตาเป็นอย่างไร

สมชัย ยืนยันว่า กกต.จะทำให้การออกเสียงประชามติเป็นไปอย่างเที่ยงธรรมต่อทุกฝ่าย เพราะว่าเรื่องนี้มีฝ่ายที่เห็นด้วยและฝ่ายที่เห็นต่าง ฝ่ายที่รับและฝ่ายไม่รับ ดังนั้น สิ่งที่ กกต.คิดไว้ว่า อยากให้บรรยากาศออกเสียงเป็นไปอย่างมีเหตุผล และสามารถนำเสนอความคิดเห็นที่แตกต่างของฝ่ายต่างๆ ได้อย่างเท่าเทียม เป็นหลักการที่ กกต.ได้วางไว้ ไม่ให้มีการใช้อำนาจหรืออิทธิพลบางอย่างที่เหนือกว่า ข่มขู่ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงผลการตัดสินใจของประชาชน

เปิดทางดีเบต

เสียงเรียกร้องให้มีการรณรงค์เห็นด้วยไม่เห็นด้วยต่อร่างรัฐธรรมนูญไปจนถึงการจัดเวทีดีเบต แม้ชั้นนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ส่งสัญญาณว่าไม่ปรารถนาให้มีการจัดเวทีดีเบตระหว่างตัวแทนพรรคการเมืองกับกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ แต่จากการพูดคุยกับกกต. ปรากฏว่า กกต.ได้ออกแบบระเบียบ เปิดช่องให้มีการแสดงความคิดเห็นอย่างเสรีได้

“สิ่งที่ กกต.คิดอยากให้มีองค์กรประสงค์รณรงค์ซีกฟากใดก็ได้เห็นเหมือนหรือเห็นต่างสามารถมาจดแจ้งกับ กกต. ซึ่งน่านับหนึ่งได้ประมาณต้นเดือน เม.ย. เพื่อบอกว่าเป็นองค์กรร่วมรณรงค์ในคราวนี้อยู่ในซีกใด พร้อมต้องระบุวัตถุประสงค์คือ ต้องระบุองค์กรประกอบด้วยใครบ้าง วัตถุประสงค์ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย จะทำกิจกรรมอะไรบ้าง ใช้งบต่างๆ อย่างไร แหล่งงบประมาณมาจากไหน” สมชัย กล่าว

ทั้งนี้ เมื่อเสร็จแล้ว กกต.ก็พยายามดำเนินการเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมที่สุด เช่น อาจมีการจัดสรรงบประมาณในการสนับสนุนอย่างเท่าเทียมให้แต่ละฝ่ายในการไปทำกิจกรรม แต่ต้องอยู่ในกรอบคือ ให้ข้อมูลกับประชาชนด้วยเหตุและผล ไม่ใช้อารมณ์ บิดเบือนข้อมูล หรือนำ ไปสู่ความรุนแรง ประการสำ คัญ ต้องไม่เป็น เครื่องมือให้กับฝ่ายการเมืองต่างๆ รวมถึงการจัดสรรเวลาให้องค์กรเหล่านี้ มาดีเบตหรือโต้วาทีถึงข้อดีและข้อเสียในแต่ละประเด็นของร่างรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตามเมื่อจดองค์กรแล้ว แต่ละองค์กรก็สามารถเลือกตัวแทนดีเบต สมมติ 10 ครั้ง มีเนื้อหาสาระอย่างไร จะส่งตัวแทนใครบ้าง เพื่อจับและเลือกเผชิญหน้าในการโต้วาทีกันผ่านทางโทรทัศน์โดยจะเป็นการอัดเทปบันทึก เพราะอย่างน้อยจะได้ควบคุมในเรื่องเนื้อหาสาระ ไม่ให้ใช้ถ้อยคำ รุนแรงหรือในเรื่องความเหมาะสม ขณะ เดียวกันยังคิดด้วยว่าเวลาส่งรายชื่อตัวแทนแต่ละฝ่ายจะต้องปิดผนึกเพื่อให้ไม่รู้ว่าส่งชื่อใครดีเบต

“สมมติดีเบต 10 ครั้ง แต่ละครั้งแต่ละหัวข้อจะส่งใครบ้างก็ปิดผนึกมา ค่อยมาเปิดพร้อมกัน เปลี่ยนตัวไม่ได้ จะเกิดความเป็นธรรมหากเป็นแบบว่าอีกฝ่ายหนึ่งส่งชื่อก่อน อีกฝ่ายจะจ้องดูว่าเวทีไหนเป็นใคร แล้วจะมีการเตรียมคนเหนือกว่าหรือดีกว่ามาดีเบต อันนั้นก็จะเกิดความไม่เป็นธรรม ซึ่งจะต้องทำ ให้เป็นธรรมจริงๆ”

ส่วนพรรคการเมืองหากต้องการรณรงค์ก็สามารถดำ เนินการได้เช่นกันเพราะถือเป็นกลุ่มองค์กรหนึ่งที่สามารถจะแจ้งความจำนงกับ กกต.ว่าจะอยู่รณรงค์ซีกฟากไหน แต่ถ้าไม่ประสงค์จะจดแจ้งองค์กรกับทาง กกต. ก็ทำ ได้โดยเสรีจะเป็นสถาบันการศึกษา กลุ่มการเมือง หรือพรรคการเมือง แต่ก็ต้องรับผิดชอบตัวเอง หากไปละเมิดหรือฝ่าฝืนกฎหมายที่ใช้บังคับ เช่น กฎหมายรักษาความเรียบร้อยในการออกเสียงประชามติ ซึ่งมีบทลงโทษต่างๆ

“ยืนยันว่าสามารถรณรงค์ได้เหมือนตอนหาเสียง กกต.ไม่ได้ไปปิดกั้นใคร และก็คงทำไม่ได้ เพราะความคิดถือเป็นเรื่องอิสระของแต่ละคนในการแสดงความเห็น เพียงแต่ กกต.มีช่องทางให้แสดงความเห็นในเวที และคิดว่าถ้าเข้ามาในกลุ่มที่จดแจ้งกับทาง กกต.สิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่สามารถทำ ได้น่าจะมีมากกว่า”

สมชัย ฉายภาพให้เห็นว่า การออกอากาศทางโทรทัศน์มีคนดูมหาศาล ถ้าไปจัดเวทีไฮด์ปาร์กหรือหาเสียง อย่างเก่งคนดูไม่เกินสูงสุด 5,000 คน ก็ถือว่าเยอะแล้วในความเป็นไปได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน ถ้าไม่มีการกะเกณฑ์กันมา 5,000 คน ก็ถือว่าเยอะ แต่ถ้ามาออกโทรทัศน์คนดูไม่ใช่ 5,000 คน เป็นล้านหรือสิบล้านคน เห็นข้อมูลได้โดยง่าย ก็ถือเป็นโอกาสอยู่ที่ประเมินเองจะใช้ช่องทางใด

สำหรับข้อกังวลในเรื่องการบันทึกดีเบตอาจจะเกิดการเซ็นเซอร์จนเกิดความไม่เป็นธรรมนั้น สมชัย ยืนยันเสียงเข้มว่า ต้องมั่นใจในกรรมการว่า กกต.พยายามทำ ให้เกิดความเป็นธรรมอย่างเต็มที่และมั่นใจว่า กกต.พยายามรักษากติกา ในฐานะที่ดูแลการออกเสียงทำประชามติ

สมชัย ยกตัวอย่างว่า แต่ถ้ามีการใช้ถ้อยคำ หยาบคายขึ้นมาก็จำเป็น เพราะว่าออกสาธารณะ ฝ่ายเผยแพร่ก็มีความผิด หากไปพูดหยาบหรือให้ข้อมูลเป็นเท็จต่างๆ จนเกิดความเสียหาย ดังนั้นในหลักการพยายามให้ทุกฝ่ายได้แสดงความเห็นได้อย่างเต็มที่ที่สุด ส่วนเรื่องเวลาดีเบต กกต.พยายามเจรจาให้อยู่ในเวลาหลักคือ ช่วงค่ำ และพยายามกระจายสลับสับเปลี่ยนไปตามสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ ในการถ่ายทอดสดเหมือนช่วงฟุตบอลโลก และจะประกาศล่วงหน้าว่าเป็นวันไหน ช่องไหน ใครพูดเรื่องอะไร และหลังจากมีรายชื่อแล้ว กกต.ก็จะเผยแพร่ผ่านทางหนังสือพิมพ์ในการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเลือกเองว่าสนใจฟังเรื่องไหน ใครพูด เพื่อจะได้ฟังเนื้อหาสาระข้อดีข้อเสีย

ชี้ชะตาร่างรัฐธรรมนูญ "ต้องมีสติประชามติ"

ต้องทำให้เป็นที่ยอมรับของสังคมโลก

ความพยายามเดินหน้าจัดทำประชามติ แม้กกต.ยืนยันในเรื่องความพร้อมที่จะทำ ให้เกิดความเป็นธรรมและเที่ยงธรรม แต่หลายภาคส่วนยังคงกังวลถึงมาตรการป้องกันการออกเสียงไม่ให้เกิดการทุจริตเหมือนกับการเลือกตั้งในอดีต สมชัย ยืนยันอย่างมั่นใจกับกฎหมายที่จะดูแลรักษาความเรียบร้อยในการออกเสียงประชามติเพราะมีโทษในการดำ เนินการหากใครทำ ให้ก่อเกิดความเสียหาย โดยเฉพาะถ้าหากเป็นการกระทำ โดยเจ้าหน้าที่ของ กกต. มีโทษเป็น 2เท่า เป็นเรื่องซึ่งกำกับโดยกฎหมายและระเบียบ ที่มีอยู่

สมชัย ระบุว่า ถ้ามองภาพรวมการออกเสียง ประชามติ ความวุ่นวายจะน้อยกว่าการเลือกตั้งทั่วไป ดังนั้น กกต.จึงไม่ค่อยน่ากังวลใจเท่าไหร่อย่างไรก็ตามได้กำ ชับว่าทาง กกต.เองเตรียมมาตรการอย่างไร และอะไรบ้างที่ต้องทำ ให้เกิดความโปร่งใสและความเท่าเทียม

“กระบวนการออกเสียงประชามติไม่ได้มีมาตรการยิ่งหย่อนไปกว่ากระบวนการการเลือกตั้ง ส่วนการนับคะแนน กกต.ได้พยายามเตรียมระบบนับคะแนนรายงานผลอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งตั้งใจว่าจะสามารถรายงานผลอย่างไม่เป็นทางการได้ภายใน 3 ชั่วโมง หลังปิดหีบ”

ยกตัวอย่าง ถ้าปิดหีบในเวลา 16.00 น.เวลา 19.00 น. น่าจะมีผลออกมาอย่างไม่เป็นทางการทั้งประเทศ ส่วนผลคะแนนที่เป็นทางการอาจใช้เวลา 3 วัน เนื่องจากมีกระบวนการเยอะซึ่งการนับคะแนนจะทำ การนับที่หน่วยเลือกตั้งก่อนส่งผลกลับมาที่ กกต.โดยให้เจ้าหน้าที่ กกต. 1 คน รายงานผ่านผลคะแนนผ่านระบบแอพพลิเคชั่น ซึ่ง กกต.จัดทำ ขึ้นมาเป็นการเฉพาะให้กับเจ้าหน้าที่ใช้รายงานผล เมื่อส่งแล้วก็สามารถรวมคะแนนไว้ได้ โดย กกต.เตรียมโปรแกรมดังกล่าวไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“เมื่อก่อน กกต.ไม่เคยใช้ระบบแบบนี้ มีการขอความร่วมมือกับ สตช. ในการประสานส่งวิทยุสื่อสาร บางครั้งใช้เงินเป็นล้าน หรือทางเอกชนหรือสื่อ มีอาสาสมัครไปเก็บคะแนนกลับมา ก็ใช้เงินเป็นล้าน แต่ครั้งนี้เราใช้กลไกกรรมการประจำ หน่วย หรือกปน. ในการรายงานโดยตรงและสร้างแอพพลิเคชั่นตรงนี้ เพราะฉะนั้นคาดว่าน่าจะมีการรายงานผลได้ภายใน 3 ชั่วโมง”

สำหรับข้อกังวลว่าอาจมีการเปลี่ยนคะแนนผ่านแอพพลิเคชั่นตัวนี้ ซึ่งต้องบอกว่าคะแนนที่ได้ยังไม่ใช่ทางการก็อาจจะมีความผิดพลาดได้ซึ่งต้องยอมรับในส่วนนี้ แต่ถ้ามองภาพรวมทั้งประเทศและจำนวนที่ออกมา ถ้าหากมันทิ้งกันห่างก็คงไม่เกิดผลในทางกลับกันได้ ก็คงเป็นผลตามนั้นไป รอคะแนนเป็นทางการอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานต้องการติดตามการทำประชามติทั้งในต่างประเทศหรือองค์กรต่างๆ นั้น หากประสงค์เข้ามาสังเกตการณ์ทางกกต.ยินดีต้อนรับ และได้เตรียมการเพื่ออำนวยความสะดวกไว้ให้ เช่น ก่อนหน้าวันทำประชามติอาจมีจัดประชุมเพื่อชี้แจงรายละเอียดต่างๆบรรยายให้เห็นถึงการออกเสียงประชามติเป็นอย่างไร

นอกจากนี้ ในวันออกเสียงประชามติหากประสงค์ต้องการให้ กกต.พาไปดูในจุดใดก็พร้อมพาไป หรือถ้าประสงค์ต้องการไปดูด้วยตัวเอง กกต.ก็จะอำ นวยความสะดวกในการประสานกับคนในพื้นที่ ซึ่งได้เตรียมการไว้แล้ว เพราะถือเป็นหัวข้อสำคัญอีกหัวข้อหนึ่งที่กกต.ต้องดำ เนินการ

“เพราะว่าอยากให้การออกเสียงประชามติคราวนี้ไม่ใช่เพียงแค่ยอมรับในประเทศเท่านั้นแต่อยากให้ยอมรับของสังคมโลก เมื่อโลกมองย้อนกลับมาประเทศไทย การออกเสียงดังกล่าวจัดอย่างเที่ยงธรรม เป็นธรรม และเป็นการออกเสียงมาตรฐาน ต้องการให้เกิดภาพนี้ในสังคมโลก”

ส่วนการติดป้ายรณรงค์ก่อนเข้าคูหา สมชัยระบุชัดในหลักการยังคงเป็นแบบเดียวกันกับการลงคะแนนเลือกตั้ง คือ หลังเวลา 18.00 น. ก่อนวันออกเสียงประชามติจนถึงเวลา 24.00 น. ห้ามจำ หน่ายจ่ายแจกสุรา หรือการขนคนมาใช้สิทธิจะกระทำ ไม่ได้ รวมทั้งแจกเงินซื้อเสียงหรือเลี้ยงอาหารเพื่อจูงใจทำ ไม่ได้เด็ดขาด

ส่วนกรณีที่เริ่มมีการเคลื่อนไหวรณรงค์โหวตโนร่างรัฐธรรมนูญ สมชัย ย้ำชัดอีกครั้งว่า หากเป็นองค์กรที่มาจดแจ้งกับทาง กกต. ก็จะทำหน้าที่กลั่นกรองกิจกรรมว่าสิ่งไหนบ้างที่สนับสนุนให้ทำ หรือกิจกรรมแบบใดห้ามไม่ให้ทำ เพราะอาจเกิดความสุ่มเสี่ยง อันนี้อยู่ในความรับผิดชอบของ กกต.

ทั้งนี้ หากองค์กรใดไม่ประสงค์จะจดแจ้งกับทาง กกต.ไปดำเนินกิจกรรมเองก็ต้องรับผิดชอบตัวเอง เพราะ กกต.ไม่มีมือไปดึงได้

รับได้อำนาจใหม่ กกต. แจกใบแดง ประหารการเมือง

แม้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปของ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ได้ออกมาสู่สายตาสังคม พร้อมกับการปรับเปลี่ยนหลายประการเพื่อให้เหมาะสม ถ่วงดุลกับประเทศไทย โดยเฉพาะประชาชนทุกหมู่เหล่า

และแน่นอนที่เป็นคำถามตามมากับการเพิ่มอำนาจให้มี กกต.เป็น 7 เสือ สมชัย ขยายความว่า ในรัฐธรรมนูญใหม่ที่เกี่ยวข้องกับ กกต.มีสาระสำคัญและเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ที่ให้ กกต.จากเดิมมี 5 คน เป็น 7 คน เพื่อต้องการให้กระบวนการประชุมวินิจฉัยมีความรอบคอบมากขึ้น

“การเพิ่มจำนวนไม่ได้มีปัญหา เพราะช่วยกันทำงานมากขึ้น ไม่ได้ปฏิเสธ แต่กระบวนการตัดสินใจอาจมีความล่าช้า เนื่องด้วยจำนวนที่มากขึ้น ซึ่งต้องยอมรับสภาพ เพราะเป็นกลไกที่เกิดขึ้นตามจำนวน แต่หลักประสิทธิภาพไม่น่าเปลี่ยนแปลง” สมชัย ให้ความเห็นส่วนตัว

นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญใหม่ยังเปลี่ยนแปลงด้วยการให้อำนาจ กกต.สามารถกำหนดวันเลือกตั้งและเลื่อนวันเลือกตั้งได้ แตกต่างจากในอดีตที่ไม่เคยมีตรงนี้ เพราะการจะกำหนดวันเลือกตั้งหรือเลื่อนวันเลือกตั้งเป็นการตัดสินใจร่วมกันระหว่างรัฐบาลและ กกต.

“จากปัญหาการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2557 เมื่อ กกต.เห็นว่าเดินหน้าต่อไปไม่ได้ ถ้าเดินต่อจะเสียหายรุนแรง หรือเดินหน้าเลือกตั้งก็มีแนวโน้มเป็นโมฆะ เพราะบางเขตไม่สามารถรับสมัครได้ กกต.เสนอให้เลื่อน แต่รัฐบาลบอกว่าไม่ พอตกลงไม่ได้ก็ต้องตามเดิม คือเดินหน้าเลือกตั้ง ซึ่งก็เกิดความเสียหายจริง”

สมชัย ระบุว่า จากกรณีดังกล่าวรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงให้อำนาจ กกต.ว่า ถ้ายุบสภารัฐบาลเป็นผู้ประกาศไป แต่กำหนดการเลือกตั้งให้ กกต.เป็นผู้ดำเนินการ หรือถ้าจำเป็นต้องเลื่อนให้ กกต.เป็นผู้ตัดสินใจ เป็นเรื่องที่เพิ่มเติมขึ้นมาในส่วนนี้

ส่วนการให้ใบเหลืองใบแดงก่อนการประกาศผลยังอยู่ในขอบเขตของ กกต. และได้ขยายขอบเขตเวลาให้กับ กกต.เพื่อให้มีการพิจารณาที่ละเอียดขึ้น เดิมต้องทำให้เสร็จภายใน 30 วัน มาเป็น 60 วัน ซึ่งถือว่าเป็นผลดีต่อ กกต.

ทว่า ประเทศชาติอาจได้รัฐบาลช้าไปอีก 1 เดือน แต่ได้รัฐบาลที่ดี มีความรู้ความสามารถจริงๆ คนซื้อเสียง คนใช้อิทธิพล จะถูกขจัดออกไปจากกระบวนการทางการเมือง

ส่วนการให้ใบแดงแล้วอำนาจไปสู่ศาล ซึ่งในเรื่องดังกล่าวก็มีเหตุผล เพราะใบแดงหลังจากประกาศผลจะเป็นการตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต ไม่มีสิทธิลงเลือกตั้งอีกเลย ดังนั้นให้กระบวนการยุติธรรมพิจารณาอย่างรอบคอบเป็นสิ่งดี การออกแบบใหม่เป็นผลดีต่อการเมืองไทย

สมชัย ยืนยันว่า ในเรื่องนี้ไม่ถือเป็นการตัดดาบ กกต.ออก แม้ กกต.มีอำนาจให้ใบแดงไป แต่กระบวนการตัดสินไปอยู่ที่ศาล ซึ่งคล้ายกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ในการทำหน้าที่ชี้มูลความผิดก่อนส่งให้ศาลวินิจฉัย

ทั้งนี้ หากศาลรับคำร้องแล้วนักการเมืองคนนั้นต้องการยุติปฏิบัติหน้าที่ สมมติเป็นนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี ถ้าผิดแล้วส่งศาล เมื่อศาลรับคำร้องเมื่อไหร่ ต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ทันที จนกว่าจะมีผลวินิจฉัยออกมาเป็นที่สุด

สมชัย ยังให้ความเห็นต่อกรณีเสียงวิพากษ์วิจารณ์การใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวนั้น ซึ่งต้องยอมรับว่าดีต่อ กกต. เพราะถ้ามองในเชิงเทคนิค บัตรใบเดียวสะดวกขึ้น กรรมการไม่ต้องใช้เยอะ พิมพ์บัตรน้อยลงครึ่งหนึ่ง จากเดิมสองใบ รวมถึงหีบบัตรเลือกตั้งก็ลดลง

อย่างไรก็ดี เพราะฉะนั้นกระบวนการต่างๆ ลดลง อำนวยความสะดวก กกต.เพิ่มขึ้น การจะแปลงคะแนน สส.เขต เป็นรายชื่อทั้งประเทศ เพื่อบอกว่าพรรคไหนได้กี่คน ก็ใช้เวลาไม่กี่นาทีก็เสร็จ ทำให้เกิดความผิดพลาดน้อยลง

ส่วนผลทางการเมือง สมชัย ยอมรับว่า วิจารณ์ไม่ได้ว่าดีหรือไม่ เพราะการออกแบบเลือกตั้งในแต่ละประเทศไม่เหมือนกันเลย อย่างบางประเทศมีบัญชีรายชื่อ บางประเทศเป็นลักษณะใช้คะแนนเขตไปคำนวณ

“จากการติดตามระบบเลือกตั้งแต่ละประเทศแบ่งย่อยมีเป็นร้อยระบบ เพราะแต่ละประเทศเชื่อว่าของตัวเองดี และดีในบริบทสังคมบ้านเมืองเขา” สมชัย กล่าว

กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง ยกตัวอย่างเช่น ออสเตรเลีย วิธีการเลือกตั้งซับซ้อนมาก เวลาเลือกจะให้ประชาชนต้องสำรองพรรคที่ชอบไว้ 1-2-3-4 อีกว่าเป็นใคร มีการถ่ายโอนคะแนนกันอีก

โดยพรรคได้ที่หนึ่งเกินครึ่งไม่นับต่อ ถ่ายโอนไปพรรคต่อไป ระบบนับซับซ้อนมาก ใช้เวลา3 สัปดาห์ ก็บอกว่าดี ดังนั้นมาเถียงเรื่องนี้ก็ไม่จบ คิดว่าผลดีเสีย ออกแบบใหม่มาอีกครั้ง ดังนั้นต้องรอดูผลออกเสียง และสามารถชี้เจตนารมณ์ประชาชนได้จริงหรือไม่ ไม่ได้ก็เปลี่ยน

อย่างไรก็ดี เกิดคำถามถึงคนไทยในต่างประเทศหากต้องการร่วมลงประชามติในครั้งนี้ สมชัย ระบุว่า รอบนี้ไม่มีสิทธิ จะออกเสียงเฉพาะคนในประเทศเท่านั้น ซึ่งก็เป็นไปตามกฎหมายที่ได้เขียนไว้ แต่ถ้าเป็นการเลือกตั้งคนไทยในต่างประเทศยังมีสิทธิอยู่

ส่วนเหตุผลที่ไม่ให้ออกเสียงประชามตินั้น อาจเป็นเพราะว่าเรื่องดังกล่าวไม่ได้เป็นการเลือกผู้แทนโดยตรง แม้จะมีภูมิลำเนา มีบัตรประชาชนในจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของคนในการตัดสินใจเลือกคนใดคนหนึ่ง ในการบริหารจัดการประเทศในอนาคต จึงต้องขออนุญาตจำกัดในส่วนนี้ก่อน

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าการใช้สิทธิของคนในต่างประเทศมีต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่อครั้งค่อนข้างสูง ในอนาคตแม้จะมีการเลือกตั้งจริง การใช้สิทธิของคนไทยในต่างประเทศก็จะเปลี่ยนไป เป็นสิทธิไม่ใช่หน้าที่ คนไทยในประเทศเป็นหน้าที่

ทั้งนี้ กกต.ต้องอำนวยความสะดวกจัดการให้ประชาชนได้ใช้สิทธิอย่างเต็มที่ เพราะเป็นหน้าที่ แต่คนไทยในต่างประเทศมีวิธีการคิดเปลี่ยนไป คือให้ถือเป็นสิทธิแต่ต้องประสงค์ใช้สิทธิก่อน และก็มีขั้นตอนเพิ่มเติมขึ้นมา

“ทุกครั้งที่จะใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้ง คนไทยในต่างประเทศจะต้องแจ้งความจำนงล่วงหน้าก่อน ไม่เช่นนั้นแล้วก็คือประสงค์ไม่ใช้สิทธิ และคิดว่าจะเป็นสาระเพิ่มเติมใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. เป็นเจตนาพยายามทำในแนวแบบนี้ ไม่เช่นนั้นแล้วไม่สามารถคาดการณ์ได้เลยว่าในประเทศนั้นๆ มีคนไทยเท่าไหร่ประสงค์ใช้สิทธิ และถ้าไม่มีเลยก็จะไม่จัด”

ถามว่าวิธีการคิดแบบดังกล่าว ถ้าเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ เป็นอย่างไร ต้องยอมรับว่าของไทยมีความก้าวหน้ากว่าอีกหลายประเทศ ยกตัวอย่าง สิงคโปร์ ก็ไม่ได้ให้คนสิงคโปร์ทั่วโลกสามารถใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งได้ แต่จะเลือกประเทศใหญ่ๆ ที่มีคนสิงคโปร์อยู่จำนวนมาก เช่น ญี่ปุ่น ฮ่องกง และสหรัฐ

เลือกเพียงแค่บางประเทศเท่านั้น แต่ประเทศที่มีคนสิงคโปร์ไม่มากหรือแม้กระทั่งในประเทศไทยไม่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งในต่างประเทศ แต่ถ้าจะเลือกตั้ง ก็ต้องบินกลับไปสิงคโปร์เพื่อใช้สิทธิเอง ซึ่งทั้งหมดก็เป็นวิธีคิดของแต่ละประเทศ ซึ่งประเทศไทยก็ถือว่าให้โอกาสกับคนไทยในต่างประเทศมากที่สุด

สมชัย ทิ้งท้ายด้วยว่า การใช้เจ้าหน้าที่ทำประชามติรอบนี้น้อยกว่าการออกเสียงเลือกตั้งซึ่งใช้เจ้าหน้าที่ 11 คน แต่การออกเสียงประชามติใช้เจ้าหน้าที่ 7 คน/หน่วย ซึ่งเป็นการประหยัด บัตรมีเพียงใบเดียว 2 ช่อง คือ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยเท่านั้น ดังนั้นเวลานับคะแนนก็จะใช้เวลาไม่มากนัก ถือเป็นการประหยัดงบ

ส่วนงบประมาณที่ใช้ทำการออกเสียงประชามติแบ่งออกเป็น 3 ก้อน คือ 1.การบริหารจัดการของ กกต.เหมือนงบการเลือกตั้ง อยู่ที่ประมาณ 2,400 ล้านบาท 2.จัดพิมพ์และเผยแพร่รัฐธรรมนูญสรุปสาระสำคัญ และสรุปย่อสาระสำคัญ ประมาณ 200 ล้านบาท

และ 3.ให้กับส่วนราชการต่างๆ ที่เข้ามาสนับสนุนการทำงานให้กับ กกต. เช่น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ การไปรษณีย์ ซึ่งเป็นส่วนราชการทั้งหมด โดยงบนี้อยู่ที่ 800 ล้านบาท รวมทั้งหมดไม่เกิน 3,400 ล้านบาท และอยู่ระหว่างทบทวนงบอะไรมีความซ้ำซ้อนบ้าง เพื่อตัดออกและหาข้อยุติต่างๆ ไม่เกินสิ้นเดือนน่าจะได้คำตอบทั้งหมด

ข่าวล่าสุด

"แสนสิริ" รุกเกมยาว ปี 69 ลุย 33 โครงการ 5.1 หมื่นล้าน โฟกัสพรีเมียม 80%