
จะใช้ระบบเลือกตั้ง ‘จัดสรรปันส่วนผสม’ คิดดีแล้วหรือ? (จบ)
โดย...พรายพล คุ้มทรัพย์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์
โดย...พรายพล คุ้มทรัพย์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์
ในฉบับที่แล้ว ผมนำเสนอข้อวิจารณ์เกี่ยวกับระบบการเลือกตั้งที่ปรากฏในร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย โดยเฉพาะประเด็นที่มีการให้ใช้บัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียว
ผมได้พยายามพิสูจน์โดยใช้ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 3 ก.ค. 2554 ซึ่งให้ผู้ลงคะแนนกาบัตรได้ 2 ใบ ใบหนึ่งเป็นการเลือก สส.แบบแบ่งเขต อีกใบหนึ่งเป็นการเลือก สส.แบบบัญชีรายชื่อ ปรากฏว่ามี “การแยกลงเสียง” อย่างเห็นได้ชัด
ใน จ.บุรีรัมย์ ซึ่งพรรคภูมิใจไทยชนะเลือกตั้ง สส.แบ่งเขตได้มากถึง 7 จากทั้งหมด 9 เขต และได้คะแนนเสียง สส.แบ่งเขตมากถึง 48.5% แต่ได้คะแนน สส.บัญชีรายชื่อเพียง 31%
แสดงว่าในบรรดาคนที่ลงเสียง สส.แบ่งเขตให้พรรคภูมิใจไทยนั้น ไม่ใช่ทุกคนจะเลือก สส.บัญชีรายชื่อของพรรคภูมิใจไทย ปรากฏว่าในจังหวัดนี้พรรคเพื่อไทยได้คะแนนบัญชีรายชื่อมากที่สุดเป็นสัดส่วนถึง 45% แม้ว่าจะได้ สส.แบ่งเขตเพียง 2 คน แสดงว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่เลือก สส.แบ่งเขตของพรรคภูมิใจไทย (และพรรคอื่นๆ ด้วย) แต่ในการกาบัตรที่ 2 กลับไปเลือก สส.บัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย
ใน จ.สุพรรณบุรี และอ่างทอง ซึ่งเป็นเขตอิทธิพลของพรรคชาติไทยพัฒนา ปรากฏการณ์ “การแยกลงเสียง” ก็เกิดขึ้นเช่นเดียวกัน พรรคชาติไทยพัฒนาได้ สส.แบ่งเขตในทุกเขตของทั้ง 2 จังหวัด และได้คะแนน สส.แบ่งเขตเกินครึ่งหนึ่งของคะแนนทั้งหมด แต่กลับได้คะแนนบัญชีรายชื่อไม่ถึง 1 ใน 4 โดยพรรคเพื่อไทยกลับได้คะแนนบัญชีรายชื่อสูงที่สุด และสูงกว่าพรรคชาติไทยพัฒนาอย่างเห็นได้ชัด
ผลการวิเคราะห์ข้างต้นสรุปได้ว่า ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา หากให้โอกาสกาบัตร 2 ใบ คนไทยจำนวนไม่น้อยจะไม่เลือกพรรคการเมืองเดียวกันในการกาบัตร 2 ใบ แล้วเรามีเหตุผลอะไรที่จะตัดโอกาสนี้ออกไป? เพียงเพื่อทำให้ง่ายขึ้น ทำให้ประหยัดงบประมาณเท่านั้นหรือ?
อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ คือ จุดแข็งของระบบการเลือกตั้งจัดสรรปันส่วนผสมที่มีการกล่าวอ้างว่า การใช้บัตรเลือกตั้ง 1 ใบ จะทำให้บัตรเสียน้อยลงเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งที่ใช้บัตร 2 ใบ จำนวนบัตรเสียคิดเป็นร้อยละของผู้มาใช้สิทธิในการเลือกตั้งที่ใช้บัตร 1 ใบ ช่วงก่อนปี 2544 อยู่ที่ไม่เกิน 3% และตั้งแต่ปี 2544 เมื่อมีการเลือกตั้งที่ใช้บัตร 2 ใบ ได้เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 5% แต่จำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งคิดเป็นร้อยละของจำนวนผู้มีสิทธิก็เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนจากประมาณกว่า 60% มาเป็นกว่า 70% ในช่วงเวลาเดียวกัน
เป็นไปได้ว่าการเลือกตั้งที่มีทั้ง สส.แบ่งเขต และ สส.บัญชีรายชื่อ อาจมีแนวโน้มทำให้เกิดบัตรเสียมากขึ้น เพราะทำให้ผู้ลงคะแนนตัดสินใจได้ยากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็อาจจะกระตุ้นและส่งเสริมให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ออกมาใช้สิทธินั้นในสัดส่วนที่สูงขึ้น เพราะมีโอกาสและสิทธิในการเลือกผู้แทนมากขึ้น ผมคิดว่ายังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะใช้ประเด็นของบัตรเสียที่เพิ่มขึ้นเอามาเป็นตัวตัดสินว่าเราควรจะเลือกใช้การลงคะแนนด้วยบัตร 1 ใบแทนที่จะเป็น 2 ใบ เพราะคนไทยน่าจะคุ้นเคยและเรียนรู้กับการใช้บัตร 2 ใบ โดยมีประสบการณ์ในการเลือกตั้งถึง 4 ครั้งแล้ว เชื่อได้ว่าจำนวนบัตรเสียน่าจะลดลงได้ในอนาคต
โดยสรุปผมคิดว่าระบบเลือกตั้งที่ดีสำหรับประเทศไทย น่าจะเป็นระบบที่เปิดโอกาสให้ผู้ลงคะแนนสามารถเลือก สส.แบ่งเขต และ สส.บัญชีรายชื่อ โดยไม่จำเป็นที่ทั้งคู่จะต้องมาจากพรรคการเมืองเดียวกัน แล้วนำเอาคะแนนของ สส.บัญชีรายชื่อมารวมเป็นคะแนนของแต่ละพรรคเพื่อคำนวณหาจำนวน สส.โดยรวมที่แต่ละพรรคจะพึงมีต่อไป
ลักษณะสำคัญประการหนึ่งของระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม คือ การกำหนดให้มีจำนวน สส.ทั้งหมดเท่ากับ 500 คนในทุกกรณี ในกรณีที่มีที่นั่งส่วนเกิน หรือ Overhang Seats ซึ่งเกิดขึ้นได้เมื่อบางพรรคได้ สส.แบ่งเขตเป็นจำนวนมากกว่า สส.ที่พรรคเหล่านั้นจะพึงมีได้ และทำให้จำนวน สส.บัญชีรายชื่อที่ทุกพรรคจะพึงมีได้รวมกันจากการคำนวณรอบแรกมีตัวเลขเกิน 150 คนนั้น ร่างรัฐธรรมนูญนี้เสนอให้ปรับตัวเลขของ สส.บัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคลงตามสัดส่วนที่มากเกินไป และให้มีผลรวมสุดท้ายเท่ากับ 150 คนเสมอ ผมเห็นว่าข้อกำหนดนี้มีจุดอ่อนอยู่ 2 ประการ
ประการแรก ในกรณีที่มีที่นั่งส่วนเกิน การปรับจำนวน สส.บัญชีรายชื่อลงเพื่อให้ผลรวมคงที่อยู่ที่ 150 คนนั้น จะทำให้พรรคการเมืองที่มีที่นั่งส่วนเกินมีจำนวน สส.โดยรวมที่เป็นสัดส่วนที่สูงเกินไปและได้เปรียบพรรคอื่น และในทางตรงข้ามก็จะทำให้พรรคการเมืองที่ไม่มีที่นั่งส่วนเกินมีจำนวน สส.โดยรวมที่เป็นสัดส่วนที่ต่ำเกินไป
ประการที่สอง ในบางกรณีที่เกิดที่นั่งส่วนเกินขึ้น การปรับจำนวน สส.บัญชีรายชื่อลงให้ได้รวมกันเป็น 150 คนพอดี อาจทำได้แต่จะไม่เป็นธรรมกับบางพรรค
ตัวอย่างในตารางข้างล่างคือกรณีที่มีที่นั่งส่วนเกินจำนวน 5 ที่นั่ง และเมื่อปรับให้เหลือ 150 คนตามสัดส่วนโดยการปัดทศนิยมแล้ว ปรากฏว่าผลรวมได้ 148 ที่นั่ง คำถามจึงมีอยู่ว่า 2 ที่นั่งที่เหลือควรจะแบ่งให้พรรคใดเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมที่สุด พรรค ก. ไม่ควรจะได้เพิ่มเพราะมีที่นั่งส่วนเกินอยู่แล้ว พรรค ง. ก็ไม่ควรได้เพิ่ม เพราะมีการปัดเศษจาก 34 เป็น 35 ที่นั่งแล้ว พรรค ค. น่าจะได้เพิ่มอีก 1 ที่นั่ง เพราะมีเศษทศนิยมใกล้กับครึ่งหนึ่ง ส่วนที่เหลืออีกหนึ่งที่นั่งคงไม่สามารถจัดสรรให้พรรคใดพรรคหนึ่งในจำนวนพรรคที่เหลือได้อย่างเป็นธรรม เพราะทุกพรรคมีเศษทศนิยมเท่ากันพอดี
วิธีแก้ไขจุดอ่อน 2 ประการนี้ คือ การยอมให้มีจำนวน สส.บัญชีรายชื่อเกินกว่า 150 คนได้จำนวนหนึ่ง เช่น กำหนดให้ สส.บัญชีรายชื่อมีจำนวนระหว่าง 150-160 คน







