
เสถียรภาพ ระบบการเงินไทย
โดย...ธนาคารแห่งประเทศไทย
โดย...ธนาคารแห่งประเทศไทย
ธนาคารแห่งประเทศไทยจัดทำการประเมินเสถียรภาพระบบการเงินไทยขึ้นปีละครั้ง เพื่อสื่อสารให้องค์กรต่างๆ และสาธารณชนตระหนักถึงความเสี่ยงของระบบการเงินไทย และใช้เป็นข้อมูลประกอบการวางแผนเพื่อปรับตัวและเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
สาระสำคัญของรายงานการประเมินเสถียรภาพระบบการเงินไทยในปี 2558 สรุปได้ดังนี้
ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงินไทยในปี 2558 มีมากขึ้นกว่าปีก่อน จากความล่าช้าของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกซึ่งส่งผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ทำให้รายได้และความสามารถในการชำระหนี้ของภาคเอกชน รวมถึงคุณภาพสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ด้อยลง
อย่างไรก็ดี ระบบธนาคารพาณิชย์ยังมีความเข้มแข็ง สามารถรองรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นได้ และภาคธุรกิจขนาดใหญ่มีฐานะการเงินอยู่ในเกณฑ์ดี
นอกจากนี้ ภาครัฐได้ออกมาตรการทางการเงินเพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ อาทิ มาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ของผู้มีรายได้น้อย มาตรการด้านสินเชื่อแก่ธุรกิจ SMEs และมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งคาดว่าผลของมาตรการเหล่านี้จะช่วยลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มสภาพคล่องให้กับภาคเอกชนได้ระดับหนึ่ง รวมถึงมาตรการส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชนและการลงทุนของภาครัฐในโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป
ภาวะอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่่าต่อเนื่องและยาวนาน ทำให้เห็นพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนและยอมรับความเสี่ยงที่สูงขึ้นในตลาดทุน ตลาดตราสารหนี้ และสินทรัพย์ต่างๆ มากขึ้น โดยช่วงครึ่งแรกของปี 2558 นักลงทุนรายย่อยลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงครึ่งหลังของปีความร้อนแรงของการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ปรับลดลงบ้าง
นอกจากนี้ มีการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศผ่านกองทุนรวม (Foreign Investment Fund : FIF) มากขึ้น โดยบางส่วนไปลงทุนในประเทศที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตสูงขึ้น สำหรับภาคธุรกิจได้หันมาระดมทุนผ่านตราสารหนี้มากขึ้น และบางกลุ่มโดยเฉพาะธุรกิจภาคอสังหาริมทรัพย์ออกตราสารหนี้ที่ไม่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังพบสัญญาณเก็งกำไรจากการซื้อขายใบจองในตลาดอาคารชุดในเขตกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นบ้าง
ในภาพรวมความเสี่ยงจากพฤติกรรมการแสวงหาผลตอบแทนและการยอมรับความเสี่ยงที่สูงขึ้นต่อเสถียรภาพระบบการเงินยังมีจำกัด เนื่องจากพฤติกรรมการซื้อขายของนักลงทุนส่วนใหญ่ใช้เงินสด และการกู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์มีสัดส่วนน้อย
ขณะที่การลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศผ่านกองทุนรวมส่วนใหญ่มีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนและมีระยะเวลาไถ่ถอนแน่นอน (Term Fund) และส่วนใหญ่เป็นการลงทุนของนักลงทุนรายใหญ่ที่ผ่านเกณฑ์ตามที่กำหนด (Accredited Investors) นอกจากนี้ ในระยะสั้นผลกระทบจากการเก็งกำไรในตลาดอสังหาริมทรัพย์ต่อเสถียรภาพระบบการเงินยังมีจำกัด เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีการบริหารความเสี่ยงที่ดีและมีฐานะการเงินที่เข้มแข็ง
ความเสี่ยงต่างประเทศต่อเสถียรภาพระบบการเงินไทย เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวล่าช้าจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ประกอบกับนโยบายการเงินของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักมีความแตกต่างกันมากขึ้น (Policy Divergence) โดยญี่ปุ่นและกลุ่มยูโรยังคงผ่อนคลายนโยบายการเงินต่อเนื่องตามการฟื้นตัวที่ยังอ่อนแอ ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐ มีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้ในเดือน ธ.ค. 2558 ธนาคารกลางสหรัฐปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แม้ว่าความผันผวนในตลาดการเงินโลกจะสูงขึ้น แต่ผลกระทบต่อระบบการเงินไทยอยู่ในวงจากัด เนื่องจากฐานะด้านต่างประเทศของไทยในปัจจุบันยังอยู่ในเกณฑ์เข้มแข็ง สามารถรองรับความผันผวนที่เพิ่มขึ้นได้ โดยดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยเกินดุลอย่างต่อเนื่อง และเงินสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง
นอกจากนี้ หนี้ต่างประเทศของภาคเอกชนและภาครัฐของไทยส่วนหนึ่งอยู่ในรูปสกุลเงินบาท อาทิ พันธบัตรของภาครัฐและหุ้นกู้ภาคเอกชนที่ถือครองโดยนักลงทุนต่างชาติ ขณะที่หนี้ต่างประเทศในรูปสกุลเงินตราต่างประเทศส่วนใหญ่เป็นหนี้ของธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งมีการบริหารจัดการความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนค่อนข้างดี
ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจต่อเสถียรภาพระบบการเงินไทย ในปัจจุบันยังไม่เห็นผลกระทบต่อเสถียรภาพระบบการเงินที่ชัดเจน แต่ควรติดตามและเตรียมความพร้อมรับมือกับความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ได้เปลี่ยนแปลงไปและอาจมีเพิ่มขึ้นในอนาคต ได้แก่ การขยายตัวของผู้ให้บริการทางการเงินที่มิใช่ธนาคารพาณิชย์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพระบบการเงินไทยมากขึ้นจากความเชื่อมโยงกับระบบการเงินอื่นๆ และความเสี่ยงจากพัฒนาการของเทคโนโลยีทางการเงินต่อผู้ใช้บริการ ผู้ให้บริการ ตลอดจนระบบสถาบันการเงิน และระบบการชำระเงินในภาพรวม ซึ่งผู้กำกับดูแลที่เกี่ยวข้องต้องเตรียมความพร้อมให้เท่าทันกับพัฒนาการที่เกิดขึ้น
สำหรับผลการดำเนินงานของระบบธนาคารพาณิชย์ปี 2558 นั้น ระบบธนาคารพาณิชย์มีเสถียรภาพ โดยเงินสำรองและเงินกองทุนอยู่ในระดับสูง แม้ว่าสินเชื่อจะขยายตัวชะลอลง และคุณภาพสินเชื่อด้อยลงตามภาวะเศรษฐกิจ ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานขยายตัวในเกณฑ์ดี แม้กำไรสุทธิจะลดลงจากการกันสำรองเพิ่มขึ้น โดยมีรายละเอียดดังนี้
ภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า และการหันไประดมทุนผ่านตลาดทุนของธุรกิจขนาดใหญ่ ส่งผลให้สินเชื่อขยายตัวร้อยละ 4.3 จากระยะเดียวกันปีก่อน ชะลอลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยการชะลอตัวของสินเชื่อในปี 2558 เป็นผลจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่เป็นสำคัญ ขณะที่สินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอีขยายตัวเพิ่มขึ้น
ในปี 2558 ระบบธนาคารพาณิชย์มีกำไรจากการดำเนินงาน 370.2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน แต่มีกำไรสุทธิ 192.3 พันล้านบาท ลดลงจากปีก่อน ส่วนหนึ่งจากการตั้งสำรองเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับการด้อยลงของคุณภาพสินเชื่อ ระบบธนาคารพาณิชย์มีเงินกองทุนทั้งสิ้น 2,228.6 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากการจัดสรรกำไรประจำปีเป็นเงินกองทุน การเพิ่มทุน และการออกตราสารที่นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 2 (Tier-2) ส่งผลให้อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 (Tier-1 Ratio) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 17.4 และร้อยละ 14.5 ตามลำดับ







