
เหลียวโลกแลไทย ในช่วงน้ำมันลด
โดย...อานิก อัมระนันทน์
โดย...อานิก อัมระนันทน์
ในอดีตเวลาน้ำมันราคาถูกเศรษฐกิจจะดีขึ้น เพราะต้นทุนการขนส่งและสิ่งเกี่ยวเนื่องลดต่ำลง ประชาชนและธุรกิจมีกำลังซื้อมากขึ้น แม้ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันจะมีกำลังซื้อหดลง แต่ก็น้อยกว่ากำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นของประเทศผู้นำเข้า แต่รอบนี้อาจไม่เป็นเช่นนั้น ส่วนหนึ่งเพราะเศรษฐกิจโลกกำลังอ่อนแอ อีกทั้งโครงสร้างการผลิตปิโตรเลียมและของเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลงไป มีการผลิตในหลากหลายประเทศต่างจากในอดีตที่ OPEC เคยมีสัดส่วนสูงมาก หลายประเทศผลิตได้มากแต่ไม่พอใช้ยังต้องนำเข้า เรียกว่าประเทศ “นำเข้าสุทธิ” นอกจากนี้ก็มีการลงทุนข้ามประเทศมากมายโดยผู้ส่งออกที่มั่งคั่งจากราคาน้ำมันที่สูง
เมื่อราคาน้ำมันตกผลกระทบด้านลบเริ่มที่อุตสาหกรรมผู้ผลิตน้ำมัน-ก๊าซ ตามมาด้วยรายได้รัฐของประเทศผู้ผลิตที่ลดลง ไปจนถึงธุรกิจต่อเนื่องทั้งในประเทศ ...และประเทศคู่ค้าซึ่งต่างเชื่อมโยงกันด้วยระบบการเงินการลงทุนราคาน้ำมันต่ำทำให้ธุรกิจปิโตรเลียมต้องลดการลงทุน ลดการผลิตในแหล่งที่ต้นทุนสูงเกินไป ทุกบริษัทต้องลดต้นทุน และบริษัทข้ามชาติใหญ่ๆ ที่ต่างกำไรตกฮวบฮาบก็ได้ประกาศลดคนด้วย
อังกฤษเป็นผู้นำเข้าสุทธิมีทะเลเหนือเป็นแหล่งผลิตใหญ่ แต่ที่นี่ต้นทุนค่อนข้างสูง จะทำกำไรต่อเมื่อราคาน้ำมันเกิน 60 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จึงมีการลดคนงานไปแล้ว 7 หมื่นราย และอาจลดถึง 2 แสนราย รัฐบาลอังกฤษได้ประกาศว่าจะช่วยอุตสาหกรรมปิโตรเลียม ตั้งแต่มาตรการภาษีจนถึงการลงทุนสำรวจ Seismic
ประเทศที่พึ่งพาการส่งออกน้ำมันสูง ผลกระทบยิ่งมาก การปรับตัวก็ยากเย็น อาทิ
ซาอุดิอาระเบีย - 90% ของรายได้รัฐมาจากน้ำมัน ต้องตัดงบประมาณหลายๆ อย่างที่กระทบประชาชน เช่น ลดการอุดหนุนราคาน้ำมัน ไฟฟ้า และน้ำประปา ถึงขั้นดำริจะแปรรูปบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ Aramco แม้ซาอุฯ มีเงินสำรองต่างประเทศสูงถึง 6.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ แต่ก็ไหลออกเร็ว โดยเพิ่งลดไป 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ตั้งแต่น้ำมันลง
เวเนซุเอลา - เศรษฐกิจย่ำแย่อยู่แล้วจากนโยบายชาติ-สังคม-ประชานิยมสุดโต่ง ที่ทำให้ประชาชนต้องเข้าคิวยาวซื้ออาหาร ยา กระดาษชำระ ฯลฯ รัฐบาลได้มีประกาศภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ แต่แก้ปัญหาไม่ได้เพราะยังติดจั่นอุดมการณ์ ล่าสุดอาจจะยอมขึ้นราคาน้ำมันบ้าง เพราะนโยบายน้ำมัน(แทบ)ฟรี ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ปีละ 1.25 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ!
รัสเซีย - 70% ของรายได้ส่งออกมาจากปิโตรเลียม เมื่อราคาน้ำมันเริ่มตกในปี 2557 GDP หดตัว 4% ปัจจุบันเงินรูเบิ้ลตกต่ำ เงินเฟ้อสูง ค่าจ้าง “จริง” ลดลง และมีการวิเคราะห์ว่าอาจเกิดวิกฤตด้านงบประมาณภายในไม่กี่เดือนนี้
ประเทศที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันตกต่ำคือ ผู้นำเข้าสุทธิ เช่น จีน อินเดีย เยอรมนี สเปน อิตาลี อังกฤษ
อังกฤษ - นอกจากปัญหาในฐานะผู้ผลิตปิโตรเลียมที่กล่าวแล้ว ประโยชน์ต่อผู้บริโภคก็มีความก้ำกึ่ง ราคาน้ำมันถูกจะทำให้คนใช้รถมากขึ้น รถติดมากขึ้น จึงมีการเสนอให้เพิ่มภาษีการใช้น้ำมัน ช่วยเพิ่มรายได้รัฐชดเชยที่หายไปจากกิจการปิโตรเลียม แล้วยังจะช่วยลดความหนาแน่นบนทางหลวง ทำให้การเดินทางประหยัดเวลาขึ้น!
จีน - รัฐบาลได้ประกาศว่าจะไม่ปล่อยให้ราคาขายปลีกลดลงไปกว่าราคาเทียบเท่าน้ำมันดิบ 40 เหรียญสหรัฐ แม้การที่ราคาน้ำมันถูกลงระดับหนึ่งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่คาดกันว่าภาพรวมของจีนยังเป็นการชะลอตัวไม่ก้าวกระโดดเหมือนแต่ก่อน
สหรัฐ - เป็นอีกประเทศที่ก้ำกึ่ง เพราะเป็นทั้งผู้บริโภครายใหญ่และผู้ผลิตรายใหญ่ด้วย เมื่อต้นปี 2558 ธนาคาร J.P.Morgan คาดว่าภาพรวมสหรัฐจะเติบโต 0.7% แต่ต้นปีนี้กลับคาดว่าจะหดตัวเล็กน้อย
ประเทศไทย - เป็นผู้นำเข้าสุทธิ ด้านบวกผู้บริโภคมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันที่ลดต่ำลง แต่ลดไม่เร็วนักเพราะรัฐต้องเก็บภาษีและเงินกองทุนคืน เนื่องจากตอนน้ำมันขาขึ้นเคยหน่วงราคาไว้ ด้านลบภาคการผลิตปิโตรเลียมเริ่มส่ออาการแบบอังกฤษแล้ว มีการปิดแท่นผลิตชั่วคราวไป 2 แท่นลดการผลิต 2,000 บาร์เรล/วัน แต่เพียง 1% ของทั้งหมด การลดคนยังเกิดแค่ในธุรกิจต่อเนื่อง เช่น อุตสาหกรรมผลิตแท่นผลิต ซึ่งเลิกจ้างไปแล้ว 1,000 คน และอาจเพิ่มถึง 5,000 คน ถ้าราคาตลาดโลกยังติดช่วง 30 เหรียญสหรัฐ นานหรือตกอีก ผลทางลบจะเพิ่มขึ้น
ผลกระทบทางตรงของไทยน่าจะเป็นบวก แต่หากรายได้รัฐจากกิจการผลิตปิโตรเลียมที่เคยสูงถึง 2 แสนล้านบาท/ปี ลดลงมาก โดยไม่มีภาษีอื่นเพิ่มชดเชย รัฐบาลก็คงต้องพิจารณาขึ้นภาษีสรรพสามิตเหมือนที่มีพูดกันในอังกฤษหรือจีน กรณีเหล่านี้จะลดผลกระทบด้านบวกของราคาน้ำมันที่ต่ำ
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยที่แรงกว่าน่าจะมาจากภายนอก โดยผลกระทบต่อธุรกิจและประเทศผู้ผลิตที่กล่าวแล้วอาจสะเทือนถึงระบบการธนาคารของโลก อาทิ การขาดสภาพคล่องหรือปิดกิจการอย่างในอังกฤษ หรือแม้กระทั่งธุรกิจ Shale Oil ของสหรัฐที่มีหนี้สูงมาก รวมทั้งหลายๆ รัฐบาลที่อาจจะจ่ายหนี้ไม่ได้ เช่น รัสเซีย เวเนซุเอลา หากหลายๆ ประเทศผู้ผลิตตกต่ำก็จะมีผลต่อคู่ค้าอาจส่งผลให้เศรษฐกิจโลกที่เปราะบางตกต่ำได้
นอกจากนี้ ก็มีผลกระทบตลาดทุน เพราะประเทศส่งออกอย่างเช่น ซาอุฯ จำเป็นต้องถอนเงินที่อยู่ในตลาดหุ้นต่างๆ ทำให้ราคาหุ้นตกทั่วโลก อีกทั้งผลกระทบต่อราคาสินค้าเกษตรที่เกี่ยวเนื่อง เช่น ยางพารา และปาล์มน้ำมัน
ดังนั้น ผู้บริหารนโยบายเศรษฐกิจไทยจึงต้องระวัง!







