
รักขม... หย่าร้างพุ่ง
ความหวานของเทศกาลวาเลนไทน์ อาจแฝงไว้ด้วยความขมขื่นของอีกหลายคู่รักเช่นกัน
โดย...ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์
ความหวานของเทศกาลวาเลนไทน์ อาจแฝงไว้ด้วยความขมขื่นของอีกหลายคู่รักเช่นกัน เมื่อเดินทางต่อไปกันไม่รอด หนสุดท้ายจึงต้องเลือกทางหย่าร้างกันไป ทิ้งปัญหาต่างๆ เอาไว้เบื้องหลัง
สถิติการหย่าร้างที่ไม่อยากจะพูดถึงกันมากนักในช่วงเทศกาลแห่งความรัก สำหรับประเทศไทยพบว่ามีแนวโน้มที่จะพุ่งสูงขึ้น สาเหตุมาจากทั้งความรุนแรงในครอบครัว หรือปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ เป็นต้น
เมื่อมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลเก็บผลสำรวจก็พบว่า มีเรื่องคดีความรุนแรงภายในครอบครัวพุ่งสูงขึ้น ทั้งการทำร้ายร่างกาย ฆ่าตัวตาย ฆ่ากันตาย และส่วนใหญ่สามีกระทำต่อภรรยาที่มากถึง 58%
สาเหตุใหญ่คือเกิดจากความไม่อบอุ่นในครอบครัว สำมะโนครัวสากลจากสหรัฐ ประกาศออกมาว่า ในประเทศไทย เพศหญิงจะมีมากกว่าชายถึง 1.5 ล้านคน ในอีก 5 ปีข้างหน้า ขณะเดียวกัน จำนวนหญิงโสดก็จะเพิ่มมากขึ้นโดยมีตัวเลขอยู่ที่ราว 5.6 ล้านคน และแต่งงานช้าลงถึง 45% และสถิติการหย่าร้างจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก
ขณะที่ข้อมูลสำมะโนครัวเรือนไทยจากกรมทะเบียน พบว่า ปี 2556 มีจดทะเบียนสมรส 3.1 แสนคู่ ขณะที่หย่าร้างกันไปราว 1.1 แสนคู่ คิดเป็น 35% ขณะที่ปี 2557 มีอัตราการจดทะเบียนสมรสลดลง คือ 2.9 แสนคู่ ขณะที่การหย่าร้างอยู่ที่ 1.2 แสนคู่ คิดเป็น 37%
แต่หากย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน สถิติการจดทะเบียนสมรสมีทั้งหมด 3.2 แสนคู่ แต่มีการหย่าร้างทั้งสิ้น 8 หมื่นคู่เท่านั้น
จะพอเห็นได้ว่าอัตราการหย่าร้างพุ่งสูงขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าสถานการณ์ครองคู่นั้นไม่ปกติ
พญ.พรรณพิมล วิปุลากร โฆษกกระทรวงสาธารณสุข วิเคราะห์ถึงปัญหาสถิติหย่าร้างที่พุ่งสูงขึ้นว่า เป็นเพราะความเข้าใจของคำว่าครอบครัวเริ่มถดถอยลง จนหลายคู่นั้นไม่รู้ตัวและไม่สามารถจะเยียวยาให้กลับคืนมาได้ อีกทั้งจำนวนคู่หย่าร้างที่เพิ่มสูงขึ้นนั้น สถิติบันทึกไว้แต่เพียงคู่ครองที่เคยจดทะเบียนสมรสกันเท่านั้น แต่ยังมีคู่ครองอีกจำนวนไม่น้อยเช่นกันที่อยู่กันโดยไม่จดทะเบียน ตัวเลขของกลุ่มหลังก็สูงขึ้นเช่นกัน
“เมื่อคู่สมรส หรือคู่ครองตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกัน นั้นหมายถึงว่า ทั้งสองคนต้องมีส่วนรับผิดชอบร่วมกันด้วย สังคมไทยอาจจะละเลยข้อนี้ไป หรือก่อนจะครองคู่ก็มีการตัดสินใจแล้ว แต่เมื่ออยู่กันไปแล้วอาจจะคิดว่าไม่ใช่ เพราะมีเงื่อนไขที่ต้องรับผิดชอบเกินกว่ารับได้ จึงนำไปสู่การหย่าร้างในที่สุด”
พญ.พรรณพิมล บอกอีกว่า หรืออีกสาเหตุคือแม้จะตัดสินใจแล้ว เตรียมพร้อมเพื่อรับสภาพของคำว่าชีวิตคู่ แต่เมื่อความกดดันที่มีมากเกินไประหว่างสองคนที่มอบให้แก่กัน กระทั่งเลยเถิดไม่นำพาไปสู่การพูดคุย หรือร่วมกันแก้ไขปัญหา สิ่งเหล่านี้ผลที่ตามมาคือต้องแยกทาง
“ต้องมองให้ชัดเจนก่อนว่า คำว่าคู่ครองจะมีสองด้านเสมอ คือ ด้านลบและด้านบวก ด้านลบก็คืออารมณ์ของคู่รักที่ไม่พึงพอใจ ขณะที่ด้านบวกคือความรัก หากว่าคู่ครองของเรามีด้านลบมากกว่า และไม่ได้เยียวยา ตรงนี้จะเริ่มนำไปสู่ปัญหาได้
ทางออกที่สำคัญ พญ.พรรณพิมล ให้คำตอบว่า หากอารมณ์ด้านลบเพิ่มมากขึ้น คู่ครองเองต้องรู้ตัวและพร้อมที่จะยอมรับเข้าสู่การพูดคุยเพื่อรักษาสถานภาพของครอบครัวเอาไว้ แต่อีกประการก็ต้องยอมรับว่า ผู้หญิงทุกวันนี้อาจจะมีโอกาสทางเศรษฐกิจและทางสังคมมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ทำให้เกิดความคิดที่ว่าไม่จำเป็นต้องพึ่งพาฝ่ายชายอีกต่อไป เมื่อมีความคิดและโอกาสดังที่ว่า จึงเกิดคำถามตามมาว่าแล้วจะอยู่คู่กันไปเพื่ออะไร ถ้าหากทุกวันนี้ไม่มีความสุข ซึ่งความคิดนี้ก็ไม่ผิดเพราะเป็นเรื่องของบุคคล แต่หากต้องการรักษาชีวิตคู่เอาไว้ก็ต้องหันหน้ามาพูดคุยกัน
“สำคัญที่สุดสำหรับคู่ครองมีอยู่ 3 เรื่อง คือ 1.ต้องคิดเสมอว่าเขาคือคนพิเศษ พิเศษถึงขั้นที่เรายอมตัดสินใจใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน 2.ความรู้สึกที่มีให้ต่อกันต้องเป็นความรักเป็นอันดับแรกเสมอ และ 3.ทั้งสองมีสิ่งที่ต้องร่วมกันรับผิดชอบ ไม่มีใครที่เหนือกว่าใคร แต่ทั้งคู่คือสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับคำว่าครอบครัว” พญ.พรรณพิมล ทิ้งท้าย







