
เตือน 'ออยล์มาเก็ดดอน' น้ำมันฉุด ศก.โลกทรุด
แม้ภาวะน้ำมันราคาถูกจะทำให้กลุ่มคนรวยทั่วโลกจนลงไปตามๆ กัน เพราะนอกจากจะขาดทุนกับการลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงานแล้ว
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
แม้ภาวะน้ำมันราคาถูกจะทำให้กลุ่มคนรวยทั่วโลกจนลงไปตามๆ กัน เพราะนอกจากจะขาดทุนกับการลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงานแล้ว หุ้นกลุ่มนี้ก็ยังฉุดการลงทุนอื่นๆ ตามลงมาด้วย แต่สำหรับกลุ่มชนชั้นกลางลงมาแล้ว น้ำมันถูกน่าจะเป็นผลดีมากกว่า เพราะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าพลังงาน ตลอดจนสินค้าอุปโภคบริโภคให้ถูกลงตาม
อย่างไรก็ดี สถานการณ์ราคาน้ำมันถูกในปัจจุบัน อาจไม่ได้ช่วยเศรษฐกิจของคนกลุ่มใหญ่อย่างที่ควรจะเป็นเหมือนที่ผ่านๆ มา
ตรงกันข้าม บรรดานักวิเคราะห์ยังเตือนว่าราคาน้ำมันถูกในรอบนี้ อาจเสี่ยงต่อการเป็นปัญหาลุกลามเศรษฐกิจในระดับ "ออยล์มาเก็ดดอน" (Oilmageddon) ที่ทั่วโลกควรกังวลกันมากกว่าเสียด้วยซ้ำ
โจนาธาน สตับส์ นักวิเคราะห์จากซิตี้ กรุ๊ป อิงค์ ให้เหตุผลว่า ความสุ่มเสี่ยงที่โลกจะเกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจถดถอยรอบใหม่นั้น มีโอกาสเป็นไปได้ไม่น้อย จาก 4 ปัจจัยลบที่โยงใยกันเป็นก้นหอยแห่งความตาย ซึ่งได้แก่ ราคาน้ำมันตกต่ำ เงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้น การค้าโลกซบเซา และเศรษฐกิจในตลาดเกิดใหม่ที่ชะลอตัวลง
ทั้ง 4 ปัจจัยลบข้างต้นนี้มีการเชื่อมต่อโยงใยกันอย่างแยกไม่ออก และส่งผลให้ธนาคารกลางทั่วโลกเผชิญภาระหนักในการต่อสู้กับตัวเลขเงินเฟ้อที่ต่ำจนเสี่ยงต่อภาวะเงินฝืด ซึ่งหากปล่อยไว้ก็อาจลุกลามกลายเป็นภาวะเศรษฐกิจถดถอยไปทั่วโลกอีกครั้ง
ปัจจุบันนี้ ราคาน้ำมันโลกได้ปรับตัวลดลงไปแล้วถึงกว่า 70% ตลอดช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา จนลงมาแตะเหนือระดับ 31 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
ราคาที่ลดลงมากเช่นนี้ย่อมส่งผลดีต่อประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ เช่น จีน และอินเดีย ทว่าในความเป็นจริงนั้น ราคาที่ลดลงมากและเร็วอย่างคาดไม่ถึงได้ส่งผลกระทบต่อการค้าโดยรวมและเงินทุนไหลเข้าตามไปด้วย จึงส่งผลด้านลบต่อเศรษฐกิจโลกมากกว่าจะเป็นเรื่องดี
ขณะเดียวกัน กำไรของภาคธุรกิจเอกชนรวมไปถึงตลาดหุ้น ก็ได้รับผลกระทบจากภาวะออยล์มาเก็ดดอนเช่นนี้ด้วย จึงส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังการชะลอการลงทุนใหม่ๆ หรือบางที่ต้องลดจำนวนพนักงาน และไม่มีการปรับขึ้นค่าจ้างตามมา ซึ่งที่สุดแล้ว ก็จะส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นห่วงโซ่ไปยังผู้บริโภคทั่วไปที่เป็นลูกจ้างตามมา
เจ.พี.มอร์แกน เชส แอนด์ โค เคยคาดการณ์ภาวะราคาน้ำมันถูกในปีที่แล้วว่า จะช่วยเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของสหรัฐให้ขยายตัวได้เพิ่มขึ้นอีก 0.7% แต่สุดท้ายก็ต้องปรับลดตัวเลขดังกล่าวลงมา และสำหรับในภาวะราคาน้ำมันถูกต่อเนื่องในปี 2016 นี้ เจ.พี.มอร์แกนเชื่อว่าจะช่วยเศรษฐกิจสหรัฐโตขึ้นได้อีกเพียง 0.1% เท่านั้น
เพราะครั้งที่ผ่านๆ มานั้น สหรัฐได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันถูกเนื่องจากนำเข้าน้ำมันมาก ทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ผู้บริโภคประหยัดได้มากขึ้นมาจากผู้ผลิตน้ำมันในต่างประเทศ แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน น้ำมันในสหรัฐมาจากส่วนที่ผลิตในประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะจากกลุ่มเชลออยล์ หรือน้ำมันจากหินดินดาน ทำให้อุตสาหกรรมพลังงานในประเทศแบกรับภาระแทน และส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังกลุ่มพนักงานและลูกจ้างในที่สุด
รายงานจากบริษัท คอนติเนนทัล รีซอส ซึ่งติดตามสถานการณ์การเลย์ออฟพนักงานและลูกจ้าง พบว่า ในช่วง 14 เดือนที่ผ่านมา บริษัทพลังงานทั้งรายเล็กและรายใหญ่ ต่างพากันปรับลดจำนวนพนักงานลงไปแล้วถึงราว 2.32 แสนอัตรา ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่กระทบต่อการใช้จ่ายของผู้บริโภค รวมถึงความเชื่อมั่นที่จะใช้จ่ายตามมา
ในอีกด้านหนึ่ง กระทรวงพาณิชย์สหรัฐได้เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า ราคาน้ำมันที่ลดลงถึง 70% มาตั้งแต่กลางปี 2014 ช่วยให้ครัวเรือนทั่วประเทศสามารถประหยัดค่าน้ำมันและพลังงานรูปแบบอื่นๆ ได้รวมเป็นเงินถึง 1.15 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4 ล้านล้านบาท) หรือคิดเป็นสัดส่วนถึง 0.5% ของจีดีพีประเทศ
อย่างไรก็ตาม จากผลสำรวจความเห็นของรอยเตอร์ส กลับพบว่า ผู้บริโภคที่มีเงินในกระเป๋ามากขึ้น กลับหลีกเลี่ยงที่จะใช้จ่ายเพิ่มตามเงินในกระเป๋า โดยผู้ตอบแบบสำรวจถึง 75% เอาเงินที่ประหยัดได้มากขึ้นไปซื้อของกินของใช้ที่จำเป็นมากกว่าไปซื้อของอื่นๆ ส่วนอีกกว่า 40% เอาเงินจำนวนนี้ไปโปะหนี้แทน
ราคาน้ำมันถูกที่ลดลงอย่างรวดเร็วและยาวนานอย่างต่อเนื่องในครั้งนี้ จึงอาจไม่ตอบโจทย์เศรษฐศาสตร์อย่างที่ควรจะเป็นเหมือนครั้งที่ผ่านๆ มา เสมอไป







