
เศรษฐกิจระส่ำ เงินบาทเด้งไปมา
ความผันผวนตลาดเงินตลาดโลกส่อเค้ารุนแรง แม้ว่าเพิ่งผ่านปี 2559 มาได้เพียงเดือนเศษเท่านั้น
โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์
ความผันผวนตลาดเงินตลาดโลกส่อเค้ารุนแรง แม้ว่าเพิ่งผ่านปี 2559 มาได้เพียงเดือนเศษเท่านั้น จากนโยบายการเงินของประเทศขนาดใหญ่ที่สวนทางกัน ทำให้การคาดการณ์ค่าเงินบาทเริ่มแบ่งออกเป็น 2 ขั้ว จากเดิมที่มองทิศทางค่าเงินบาทของไทยจะอ่อนค่าลงต่อเนื่อง แต่ตอนนี้มีมุมมองใหม่ว่าเงินบาทอาจพลิกแข็งค่าได้ไม่ยากเช่นกัน หากสหรัฐอเมริกาไม่ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในเดือน มี.ค.นี้ ปัจจัยพื้นฐานของไทยที่แข็งแกร่งจะเป็นแม่เหล็กดูดเงินทุนต่างประเทศให้ไหลเข้ามาอีกระลอก ส่งผลให้ค่าเงินบาทของไทยที่อ่อนค่าอยู่กลับเป็นแข็งค่าได้อย่างรวดเร็ว
เบญจรงค์ สุวรรณคีรี เจ้าหน้าที่บริหาร ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย ระบุว่า เริ่มปี 2559 ไม่นาน ค่าเงินบาทแข็งค่าหลุดกรอบล่างไปแล้ว โดยแกว่งตัวแข็งค่าที่ระดับ 35.50 บาท/เหรียญสหรัฐ จากกรอบล่างที่ให้ไว้ 35.80 บาท/เหรียญสหรัฐ ซึ่งสะท้อนถึงตลาดเงินปีนี้ที่จะผันผวนมากกว่าที่คาดการณ์ไว้
ทั้งนี้ ธนาคารทหารไทยประเมินแนวโน้มค่าเงินบาทสิ้นปีนี้ไว้ที่ 36.50-36.60 บาท/เหรียญสหรัฐ ไม่ได้อ่อนค่าลงแรงมาก แม้ว่าจะมีปัจจัยการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐที่หลายฝ่ายติดตามอย่างใกล้ชิด จากสถานการณ์ล่าสุดเชื่อว่าสหรัฐไม่น่าจะขึ้นดอกเบี้ยได้ถึง 4 ครั้งอย่างที่ประกาศไว้ อย่างมากสุดน่าจะขึ้นได้เพียง 2 ครั้งเท่านั้น โดยต้องดูตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญเพื่อให้แน่ชัดว่าสหรัฐฟื้นตัวแข็งแกร่งหรือไม่
เบญจรงค์ มองว่า ค่าเงินบาทของไทยได้อ่อนค่าลงสะท้อนคาดการณ์ดอกเบี้ยสหรัฐล่วงหน้าไปแล้ว คล้ายกับช่วงมาตรการคิวอีที่เงินบาทอ่อนค่าเร็วตอนที่สหรัฐประกาศจะลด แต่เมื่อลดจริงเงินบาทไม่อ่อนลงมากนัก จึงเชื่อว่าจากนี้ตลาดจะค่อยๆ ปรับความคาดหวังการขึ้นดอกเบี้ยสหรัฐว่าจะไม่ขึ้นถี่อย่างที่ประเมินไว้
ขณะที่มุมมองของ อุสรา วิไลพิชญ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) คาดว่า สิ้นปี 2559 เงินบาทจะแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 35.25 บาท/เหรียญสหรัฐ เนื่องจากราคาน้ำมันลดลงทำให้ไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนแนวโน้มจีนลดค่าเงินหยวนนั้นไม่กระทบกับไทยมากนัก เพราะค่าเงินบาทเทียบกับหยวนนั้นมีผลต่อกันเพียง 0.2% เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญของค่าเงินอยู่ที่การตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐ (เอฟโอเอ็มซี) ว่าจะขึ้นดอกเบี้ยเมื่อใด เดิมที่ประเมินกันไว้ว่าจะขึ้นประมาณ 4 ครั้ง เริ่มถูกมองว่าคงขึ้นได้เพียง 2-3 ครั้ง เพราะเศรษฐกิจโลกยังชะลอตัว ญี่ปุ่นและสหภาพยุโรปซึ่งมีนโยบายดอกเบี้ยติดลบ มีแนวโน้มจะอัดฉีดสภาพคล่องเพิ่มเติมอีก
ดังนั้น แนวโน้มสงครามค่าเงินมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น แต่ละประเทศเริ่มดำเนินนโยบายการเงินเพื่อให้ค่าเงินของประเทศตัวเองอ่อนค่า เพื่อผลักดันให้การส่งออกเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ นำโดยหัวเรือจักรอย่าง จีน ที่มีความพยายามออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และอาจจะลดค่าเงินหยวนเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบการส่งออกอย่างต่อเนื่อง
เมื่อสถานการณ์การเงินโลกต่อสู่กันอย่างหนัก จึงเกิดคำถามว่า ค่าเงินบาทของไทยที่มีเสถียรภาพมากเกินไป จะทำให้ไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันหรือไม่ ภายใต้สงครามค่าเงินในภูมิภาคและโลก
ทั้งนี้ หากพิจารณาแล้วจะเห็นว่าประเทศไทยมีข้อเด่นจากพื้นฐานที่ดีในหลายมิติ อาทิ เกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงเพราะเป็นประเทศนำเข้าน้ำมัน สัดส่วนหนี้ต่างประเทศค่อนข้างต่ำเทียบกับทุนสำรองระหว่างประเทศ ขณะที่บทบาทของนักลงทุนต่างประเทศในตลาดพันธบัตรและตลาดในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมามีสัดส่วนที่น้อยลง
นอกจากนี้ ผลสำรวจของสำนักข่าวต่างประเทศเกี่ยวกับประเทศที่มีความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย ประเทศไทยถูกจัดอันดับความเสี่ยงน้อยเพียง 5% ประมาณการเศรษฐกิจปี 2559 ขยายตัว 3.2% เมื่อเทียบปัจจัยพื้นฐานกับประเทศอื่นแล้ว ประเทศไทยค่อนข้างน่าสนใจของนักลงทุนที่จะเลือกนำเงินมาพักหาผลประโยชน์จากตลาดเงินและตลาดทุน
อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เตือนว่า ไทยต้องไม่เป็นเหยื่อสงครามค่าเงิน ไม่ปล่อยให้ประเทศสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ฉะนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรมีมาตรการเพิ่มเติมด้านทุนเคลื่อนย้าย เพื่อสนับสนุนการแข่งขันของภาคธุรกิจ
อย่างไรก็ดี สงครามค่าเงินที่แข่งกันอ่อนค่า แม้จะช่วยส่งออกได้ แต่ไม่ใช่เพียงปัจจัยเดียว เพราะหากพิจารณาการส่งออกของไทยปี 2558 ที่ติดลบ 5.8% ยังดีกว่าประเทศเพื่อนบ้านที่ค่าเงินอ่อนกว่า แต่การส่งออกติดลบมากกว่า เพราะไทยยังมีสินค้าส่งออกหลักที่คอยพยุงอยู่ คือ ยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์
“โจทย์หลักคือโครงสร้างการส่งออกที่พึ่งพาการลงทุนตรงของต่างชาติ (เอฟดีไอ) เป็นหลัก หากเอฟดีไอย้ายฐานการผลิตออกไป จะกระทบโดยตรงต่อการส่งออกไทยแน่นอน ซึ่งผลกระทบนี้จะแรงกว่าสงครามค่าเงินอีก” อมรเทพ ระบุ
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มค่าเงินบาทจะอ่อนหรือพลิกแข็งค่าหรือขึ้น ต้องจับตาปัจจัยในเดือน มี.ค.นี้ ได้แก่ การประชุมเอฟโอเอ็มซีที่จะตัดสินใจว่าจะขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่ นอกจากนี้ ยังมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินธนาคารกลางสหภาพยุโรป (อีซีบี) และการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ที่ต้องลุ้นว่าจะมีการอัดฉีดสภาพคล่อง (คิวอี) เพิ่มเติมอีกมากน้อยขนาดไหนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัว
จากมุมองนักเศรษฐศาสตร์ทั้งหมด จะเห็นว่า ค่าเงินบาทไทยไม่ได้จะมีแนวโน้มจะอ่อนค่าลงอย่างเดียว แต่พร้อมจะตีกลับแข็งค่าอย่างรวดเร็ว รวมถึงผันผวนสลับไปมาอย่างรวดเร็ว ทำให้เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบ
ดังนั้น เศรษฐกิจไทยต้องพร้อมรับมือ โดยเฉพาะในแง่ของความสามารถในการแข่งขันต้องกลับมามองในประเทศ ที่รัฐบาลต้องเร่งสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจให้แข็งแกร่งและดึงดูดการลงทุนโดยตรงของนักลงทุนไม่ให้ย้ายฐานและให้นักลงทุนใหม่เข้ามาเพิ่ม รัฐบาลต้องเร่งการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ปฏิรูปประเทศ เพื่อรองรับความผันผวน และปูทางไปสู่การเติบโตได้อย่างมีเสถียรภาพยั่งยืนในระยะยาว







