
ตลาดเกิดใหม่ไร้ทางเลือก งัดยาแรงคุมทุนไหลออก
นับจากวันที่ ฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) เสนอกลางเวทีสัมมนาเศรษฐกิจดาวอส ว่า จีนควรใช้ “มาตรการควบคุมเงินทุนเคลื่อนย้าย” (Capital Control) เพื่อแก้ปัญหาทุนไหลออก ตลาดทุนโลกก็ดูจะหันมาจับจ้องไปยังจีนมากขึ้นว่า รัฐบาลมังกรจะกล้าใช้ยาแรงเช่นนี้ที่อาจเขย่าความเชื่อมั่นของทุนโลกอีกครั้งหรือไม่ หลังจากที่เพิ่งล้มเหลวมาหมาดๆ จากมาตรการ เซอร์กิต เบรกกิ้ง
นับจากวันที่ ฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) เสนอกลางเวทีสัมมนาเศรษฐกิจดาวอส ว่า จีนควรใช้ “มาตรการควบคุมเงินทุนเคลื่อนย้าย” (Capital Control) เพื่อแก้ปัญหาทุนไหลออก ตลาดทุนโลกก็ดูจะหันมาจับจ้องไปยังจีนมากขึ้นว่า รัฐบาลมังกรจะกล้าใช้ยาแรงเช่นนี้ที่อาจเขย่าความเชื่อมั่นของทุนโลกอีกครั้งหรือไม่ หลังจากที่เพิ่งล้มเหลวมาหมาดๆ จากมาตรการ เซอร์กิต เบรกกิ้ง
“แคปปิตอล คอนโทรล” คำคำนี้เป็นเหมือนอาถรรพ์คำต้องห้ามในวงการตลาดทุนโลก ไม่ว่าจะถูกงัดมาใช้จริงหรือเป็นเพียงแค่ข่าวลือ ก็สามารถสร้างความตื่นตระหนกในตลาดทุนได้อย่างมหาศาลในแต่ละครั้ง เช่น เหตุการณ์วันอังคารทมิฬ ปี 2007 จากกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศใช้มาตรการกันสำรอง 30% สำหรับเงินทุนนำเข้าระยะสั้น จนหุ้นไทยร่วงไปกว่า 100 จุด ภายในวันเดียวมาแล้ว
ทว่าในสถานการณ์ปัจจุบันนี้ แคปปิตอล คอนโทรล ดูจะไม่ใช่คำต้องห้ามเสมอไป เมื่อหลายชาติในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่เริ่มหันมาใช้ยาแรงตัวนี้ เพื่อแก้ปัญหาเงินทุนไหลออกกันมากขึ้นแล้ว
เพียงแต่การใช้มาตรการนี้ไม่ได้เป็นไปอย่างทื่อๆ ตรงๆ ที่ทำให้นักลงทุนพากันตื่นตระหนกเหมือนในอดีตที่ผ่านมา และเป็นการใช้ในบางประเทศที่ตลาดทุนยังมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก หรือไม่ใช่เป้าหมายหลักที่นักลงทุนหัวทองและหัวทองเข้ามาเก็งกำไรกันมากนัก เช่น อาเซอร์ไบจาน ซาอุดิอาระเบีย และไนจีเรีย
อาเซอร์ไบจาน ใช้มาตรการเรียกเก็บภาษี 20% สำหรับเงินทุนต่างชาติที่จะออกจากประเทศในบางธุรกิจ ซึ่งเป็นการงัดยาแรงมาใช้อย่างต่อเนื่อง ในความพยายามแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากราคาน้ำมันตกต่ำ หลังจากที่ประกาศลดค่าเงินมาแล้วถึง 2 ครั้ง เมื่อปีที่แล้ว
ฟาก ซาอุดิอาระเบีย ใช้มาตรการควบคุมเงินทุนเคลื่อนย้ายอย่างเงียบๆ โดยการออกคำสั่งไปยังธนาคารพาณิชย์ในประเทศ ทั้งแบงก์ท้องถิ่นและสาขาของแบงก์ต่างชาติ ให้ระงับการขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเงินตราต่างประเทศ ซึ่งเป็นช่องทางหลักในการเก็งกำไรค่าเงินริยาล ของซาอุดิอาระเบีย ที่มีทิศทางอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องจากปัญหาราคาน้ำมัน ที่เป็นแหล่งรายได้หลักของประเทศ และเพื่อป้องกันการเก็งกำไรว่าซาอุฯ จะยกเลิกการตรึงค่าเงินริยาลกับเงินเหรียญสหรัฐ
ขณะที่ ไนจีเรีย นั้น ออกมาตรการเพดานควบคุมวงเงินใช้จ่ายของบัตรเครดิตและเดบิตการ์ดที่เป็นสกุลเงินต่างประเทศ เพื่อสกัดช่องทางการนำเงินเหรียญสหรัฐออกนอกประเทศในรูปแบบหนึ่ง
การพร้อมใจกันใช้มาตรการควบคุมเงินทุนเคลื่อนย้ายในรอบนี้ เป็นไปเพื่อต้องการชะลอภาวะเงินทุนไหลออก ซึ่งนอกจากเป็นผลพวงมาจากการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แล้ว ก็ยังเป็นผลโดยตรงจากภาวะราคาน้ำมันที่ตกต่ำอย่างหนักมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่กลางปี 2014 จนส่งผลกระทบอย่างหนักต่อกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์
จากข้อมูลของสถาบันการเงินระหว่างประเทศ (ไอไอเอฟ) พบว่า ในปี 2015 ที่ผ่านมา กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ต้องประสบภาวะเงินทุนแห่ไหลออกจากประเทศถึงประมาณ 7.32 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 26.3 ล้านล้านบาท)
อย่างไรก็ตาม กรณีทั้งหมดนี้อาจยังต้องเว้น “จีน” เอาไว้ 1 ประเทศเป็นกรณียกเว้นอยู่ เพราะจีนเพียงชาติเดียวก็คิดเป็นสัดส่วนของทุนไหลออกในปีที่แล้วถึงราว 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (เกือบ 18 ล้านล้านบาท) ขณะที่ีตัวเลขซึ่งรวมรวมโดยเว็บไซต์บลูมเบิร์ก ระบุว่า เงินทุนไหลออกที่แท้จริงจากจีนในปีที่ผ่านมาอาจขึ้นไปแตะถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (เกือบ 36 ล้านล้านบาท) เลยทีเดียว
เพราะขนาดมหาศาลของตลาดจีนซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่สุดอันดับ 2 ของโลก บนทุนสำรองระหว่างประเทศกว่า 3.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (เกือบ 120 ล้านล้านบาท) ทำให้ตลาดทุนจีนมีความอ่อนไหวต่อการใช้มาตรการควบคุมเงินทุนเคลื่อนย้ายมากกว่าประเทศใดๆ ในขณะนี้
เรื่องนี้สะท้อนได้จากดัชนีฮั่งเส็ง ตลาดฮ่องกง ที่ปิดลบไปถึง 2.28% เมื่อวันที่ 2 ก.พ. และลงต่อเนื่องอีก 2.34% ในวันถัดมา โดยเฉพาะดัชนีในกลุ่มบริษัทประกันยักษ์ใหญ่ เช่น เอไอเอ ที่หุ้นดิ่งลงหนักสุดถึง 9.4% ระหว่างการซื้อขาย พรูเดนเชียล ลดลง 7.5% และ แมนูไลฟ์ ลดลง 6.2% ตามความกังวลที่ทางการจีนหันมาเข้มงวดกับธุรกิจประกันมากขึ้น โดยเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการควบคุมเงินทุนเคลื่อนย้าย
ภายใต้กฎที่ห้ามชาวจีนนำเงินออกนอกประเทศเกิน 5 หมื่นเหรียญสหรัฐ/ปี (ราว 1.8 ล้านบาท) ทำให้ชาวจีนจำนวนมากหันไปใช้ช่องทางการทำประกัน โดยข้ามฝั่งไปฮ่องกงเพื่อซื้อกรมธรรม์ประกันในสกุลเงินเหรียญฮ่องกง หรือเงินเหรียญสหรัฐ ที่ทำให้สามารถใช้การ์ดยูเนียนเพย์ไปรูดซื้อบริการทางสุขภาพหรือกดวงเงินสดในต่างประเทศได้ โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 5 หมื่นเหรียญสหรัฐ แต่อาจมีวงเงินสูงสุดได้ถึง 1 ล้านเหรียญสหรัฐ (เกือบ 36 ล้านบาท) เลยทีเดียว
ทางการจีนที่จับตาเรื่องเงินทุนไหลออกอย่างหนักมาตั้งแต่ 1-2 ปีที่แล้ว พร้อมเข้มงวดกับธุรกิจโพยก๊วนของคนท้องถิ่น จึงต้องพยายามหาทางปิดช่องเล็กช่องน้อยทุกทางเพื่อชะลอภาวะทุนไหลออกให้ได้มากที่สุด
สิ่งที่หลายฝ่ายกังวลก็คือ จีนจะหันมาเพิ่มความเข้มงวดในการใช้มาตรการควบคุมเงินทุนเคลื่อนย้าย โดยเปลี่ยนจากปลาซิวปลาสร้อย ไปเป็นบรรดากองทุนและนักลงทุนต่างชาติในจีนมากขึ้น เพราะจีนยังเผชิญความเสี่ยงทางเศรษฐกิจอีกหลายด้าน ที่คาดว่าจะทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้เติบโตได้ไม่ถึง 7% พร้อมคาดการณ์ทุนไหลออกเพิ่มเติมอีกราว 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐในปีนี้ จากคาดการณ์ของเจพีมอร์แกน เชส แอนด์ โค
นอกจากปัญหาในภาคเศรษฐกิจจริงที่การค้าซบเซา การผลิตและลงทุนลดลงแล้ว จีนยังต้องเผชิญความเสี่ยงการ “ทุบค่าเงิน” จากบรรดากองทุนเฮดจ์ฟันด์ต่างชาติ ที่เก็งเงินหยวนและเงินเหรียญฮ่องกงอย่างหนักด้วย จึงยิ่งมีความเป็นไปได้ที่จีนอาจจำเป็นต้องใช้ยาแรงเพื่อควบคุมเสถียรภาพในตลาดทุนของตัวเอง
เพราะสถานการณ์เฉพาะหน้าของจีนไปจนถึงบรรดาประเทศน้ำมันในตลาดเกิดใหม่เหล่านี้ ยิ่งนับวันยิ่งมีสัญญาณรุนแรงมากกว่าจะใช้แค่ยาลดไข้ธรรมดาเหมือนที่ผ่านๆ มาแล้ว







