
ดัชนีความเชื่อมั่นหัวทิ่ม หวั่นเศรษฐกิจไม่ฟื้นตัว
สัญญาณร้ายทางเศรษฐกิจเริ่มโผล่ เมื่อดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ม.ค.ดิ่งลดลงครั้งแรกในรอบ 4 เดือน อยู่ที่ระดับ 75.5 สาเหตุหลักมาจากการที่คนไทยยังกังวลภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า ในขณะที่การใช้จ่ายช่วงตรุษจีนเงินสะพัด 5.2 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.1%
สัญญาณร้ายทางเศรษฐกิจเริ่มโผล่ เมื่อดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ม.ค.ดิ่งลดลงครั้งแรกในรอบ 4 เดือน อยู่ที่ระดับ 75.5 สาเหตุหลักมาจากการที่คนไทยยังกังวลภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า ในขณะที่การใช้จ่ายช่วงตรุษจีนเงินสะพัด 5.2 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.1%
ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ม.ค. 2559 อยู่ที่ระดับ 75.5 ปรับตัวลดลงครั้งแรกในรอบ 4 เดือน เนื่องจากประชาชนมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ความไม่แน่นอนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก โดยคาดหวังว่าการฟื้นตัวของการบริโภคจะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้นในช่วงกลางไตรมาส 2 ถ้าสถานการณ์ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกคลี่คลายลง
ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลง เป็นทิศทางที่ผิดจากแนวโน้มที่ควรจะเป็น คือ จะค่อยๆ เพิ่มขึ้น ซึ่งคาดการณ์การขยายตัวเศรษฐกิจ ปี 2559 อยู่ที่ 3.5-4% แม้หลายหน่วยงานจะปรับลดประมาณการลง โดยเห็นว่ารัฐบาลควรเร่งการกระตุ้นเศรษฐกิจให้มีความต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 1-2 นี้ ที่จะมีโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐเกิดขึ้น
“หากไม่รีบดำเนินการโครงการลงทุนขนาดใหญ่ มีความเป็นไปได้ว่าความเชื่อมั่นผู้บริโภคอาจปรับตัวลดลงอีก เพราะยังมีปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ได้แก่ ภัยแล้ง ซึ่งจะทำให้เม็ดเงินหายไป 6 หมื่น-1 แสนล้านบาท เพราะทิศทางราคาสินค้าเกษตรตกต่ำบั่นทอนกำลังซื้อในภูมิภาค โดยเฉพาะราคายางพาราในภาคใต้ และเศรษฐกิจโลกผันผวน ส่วนปัจจัยทางการเมือง พบว่า ผู้บริโภคมีความกังวลในระดับที่ต้องมีการจับตาดู แต่ยังไม่ถึงระดับที่จะสร้างผลกระทบใดในขณะนี้” ธนวรรธน์ กล่าว
ขณะที่ วชิร คูณทวีเทพ อาจารย์ประจำศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ กล่าวถึงดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมเดือน ม.ค. เท่ากับ 64.4 ลดลงจากเดือน ธ.ค. 2558 ซึ่งอยู่ที่ 65.1 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางานเท่ากับ 70.3 ลดลงจาก 70.9 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตเท่ากับ 91.7 ลดลงจาก 92.4
อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวลดลงทุกรายการเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน เนื่องจากผู้บริโภครู้สึกว่าภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันฟื้นตัวค่อนข้างล่าช้า ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกที่มีมากขึ้นในช่วงต้นปี โดยเฉพาะการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจจีน การปรับตัวลดลงของตลาดหุ้นโลกและราคาน้ำมันในตลาดโลก ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยยังเผชิญกับการส่งออกที่ยังไม่ฟื้นตัวและราคาสินค้าเกษตรยังทรงตัวต่ำ โดยเฉพาะราคายางพาราและข้าว ทำให้กำลังซื้อในประเทศยังไม่ฟื้นตัวไม่มากนัก
ปัจจัยบวกต่อความเชื่อมั่น ได้แก่ การที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) คาดว่าปี 2558 จีดีพีจะขยายตัว 2.8% ซึ่งดีขึ้นจากปีก่อนหน้า จากปัจจัยการใช้จ่ายภาครัฐ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยระดับราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับลิตรละ 19.69 บาท ณ สิ้นเดือน ม.ค. 2559 ปัจจัยตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวเพิ่มขึ้น 12.96 จุด มาอยู่ที่ 1,300.98 จุด ณ สิ้นเดือน ม.ค. 2559
ด้าน อุมากมล สุนทรสุรัติ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ กล่าวถึงผลสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคช่วงเทศกาลตรุษจีน ว่า เทศกาลตรุษจีนในปี 2559 คาดว่าคนไทยเชื่อสายจีนจะมีมูลค่าการใช้จ่าย 52,561 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 4.1% และเป็นมูลค่าที่สูงสุดในประวัติการณ์ เนื่องจากราคาสินค้าแพงขึ้นโดยเฉพาะราคาส้มเขียวหวานในบางตลาดราคาอยู่ในระดับ 100-120 บาท/กก. และกล้วยหอมทอง (ใหญ่) ราคา 100-140 บาท/หวี เป็นต้น
นอกจากนี้ ประชาชนจำนวนมากยังมองว่าเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น รายได้เพิ่มขึ้นและธุรกิจเริ่มกลับมามีกำไร ส่งผลให้เกิดการใช้จ่ายสูงกว่าปีก่อน แต่หากจำแนกการใช้จ่ายพบว่าประชาชนใช้จ่ายด้านการจ่ายแต๊ะเอีย เฉลี่ย 4,315 บาท/คน ซึ่งมากกว่าปีก่อนเพราะประชาชนและหลายธุรกิจมีรายได้เพิ่ม ซื้อของไหว้เจ้า 3,920 บาท/คน ทำบุญ 1,902 บาท/คน ท่องเที่ยว 11,519 บาท/คน ซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยสำหรับคนอื่นๆ 7,141 บาท/คน และซื้อสินค้าคงทน 3,838 บาท/คน
ทั้งนี้ การวางแผนไปท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลตรุษจีน พบว่า ประชาชน 83.4% มีแผนที่จะไปท่องเที่ยว โดยในต่างประเทศจะเป็นฮ่องกง จีน มาเลเซีย และเกาหลี ส่วนสถานที่ในประเทศ พบว่า ในภาคกลางประชาชนวางแผนที่จะไป จ.พระนครศรีอยุธยา ชลบุรี ระยอง สระบุรี ลพบุรี ราชบุรี ส่วนภาคใต้ จ.สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต กระบี่ ชุมพร สงขลา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.อุบลราชธานี เลย ยโสธร ภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ และตาก ที่เหลือก็จะมีกรุงเทพฯ และ จ.นนทบุรี







