เกณฑ์ประชามติไม่ชัด เติมเชื้อวุ่นวาย
ความไม่ชัดเจนเรื่อง “ประชามติ” กำลังส่อเค้าจะนำไปสู่ความวุ่นวายตั้งแต่ยังจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับสมบูรณ์ไม่เสร็จสิ้น
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ความไม่ชัดเจนเรื่อง “ประชามติ” กำลังส่อเค้าจะนำไปสู่ความวุ่นวายตั้งแต่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ยังจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับสมบูรณ์ไม่เสร็จสิ้น
ล่าสุด ที่ประชุมกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) ได้ตีกลับร่างประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการออกเสียงประชามติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่เสนอมา เนื่องจากพบความไม่ถูกต้อง พร้อมให้กลับไปทบทวนใหม่
ประเด็นหลักอยู่ที่ข้อสรุปในการทำประชามติที่จะต้องมีความชัดเจน ทั้งเรื่องจำนวนประชาชนที่จะมาลงคะแนน ต้องใช้เสียงข้างมากจาก “ผู้มาใช้สิทธิ” หรือ “ผู้มีสิทธิ” เพราะการที่จะให้รัฐบาลนำไปตีความเองนั้นไม่ถูกต้อง
อย่างไรก็ตาม หากไม่มีความชัดเจนก่อนการจัดการออกเสียง ย่อมทำให้ผลของประชามติไม่เป็นที่ยอมรับ และกระทบต่อไปถึงความศักดิ์สิทธิ์และการยอมรับรัฐธรรมนูญในอนาคตแล้ว
อีกด้านหนึ่งยังอาจกลายเป็นชนวนที่ถูกหยิบไปขยายผลสร้างความวุ่นวายซ้ำเติมสถานการณ์
จากสัญญาณที่ผ่านมาจะเห็นว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พยายามหลีกเลี่ยงการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว เกี่ยวกับประเด็นการทำประชามติทั้งประเด็นเรื่องความชัดเจนในการออกเสียงประชามติ หรือขั้นตอนต่อไปในกรณีหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติที่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเดินต่อไปอย่างไร
แม้จะถูกมองว่าเป็นแรงบีบให้ประชาชนหันมาโหวตรับร่างรัฐธรรมนูญ เพราะไม่รู้ว่ากรณีไม่รับแล้วจะต้องเจออะไรในอนาคต แต่หลายฝ่ายเชื่อว่านี่จะเป็นชนวนวุ่นวายต่อไป
สอดรับกับที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มองว่า ถ้าประชาชนต้องรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพราะเขากลัวว่าจะได้ฉบับใหม่ที่แย่กว่า สุดท้ายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็จะกลายเป็นปัญหาในอนาคต ดังนั้นต้องมีทางเลือกที่ชัดเจน
ยิ่งในประเด็นเรื่องคะแนนเสียงประชามติที่จะเป็นตัวชี้ขาดกติกาสูงสุดของประเทศ ยิ่งจำเป็นต้องมีความชัดเจน ป้องกันข้อท้วงติงในอนาคต
แต่ที่ผ่านมา มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ชี้แจงว่า ทุกอย่างมีความชัดเจนแล้ว ขณะที่ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ออกมาชี้แจงว่า ไม่จำเป็นต้องแก้รัฐธรรมนูญ เพราะมี พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการทำประชามติ พ.ศ. 2552 อยู่แล้ว
ขณะที่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว มาตรา 39/1 กำหนดให้ กกต.ดำเนินการให้มีการออกเสียงประชามติ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่ กกต.ประกาศกำหนด โดยความเห็นชอบของ สนช. และประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ดังนั้น การตีกลับของ สนช.รอบนี้ย่อมทำให้กระบวนการต้องสะดุด แถมยังเป็นแรงบีบไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางออกด้วยการทำความชัดเจนให้เกิดขึ้น สกัดปัญหาที่จะมีในนอนาคต
ล่าสุด สมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวว่า การตีกลับของ สนช. ไม่ส่งผลกระทบต่อแผนการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่ กกต.วางไว้ว่าวันออกเสียงประชามติจะเป็นวันที่ 31 ก.ค. เพราะยังมีเวลาอีกประมาณ 2 เดือน
ส่วนตัวมีทางออก 4 แนวทางให้รัฐบาล คือ 1.วิธีที่ง่ายสุดสอบถามผู้ร่างรัฐธรรมนูญฯ ว่าเจตนารมณ์ของการร่างมาตราดังกล่าวเป็นอย่างไร ยึดเสียงข้างมากของอะไร 2.เสนอความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดการตีความ 3.รัฐบาลเสนอ สนช.แก้ไขรัฐธรรมนูญให้เกิดความชัดเจน และ 4.รัฐบาลไม่ทำอะไรเลย
ปัญหาคือ หากเลือกทางที่ 4 เส้นทางนับจากนี้ย่อมเดินไปสู่ความวุ่นวายอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
เพราะแม้ทางผู้มีอำนาจในรัฐบาลและ คสช.จะออกมาประสานเสียงว่าทุกอย่างชัดเจน คือ เสียงชี้ขาดอยู่ที่เกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ แต่ตามตัวบทของรัฐธรรมนูญอาจตีความเป็นเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ ซึ่งหากมีผู้ร้องคัดค้านย่อมสะเทือนผลประชามติในอนาคต
การทำให้เกิดความชัดเจนย่อมเป็นทางออกที่ดีและปิดประตูไปสู่ความวุ่นวาย
ทว่า ก่อนหน้านี้เคยมีกระแสดักคอว่าการทำให้เรื่อง “ประชามติ” มีความคลุมเครือ ทั้งเพื่อให้เกิดปัญหาในการตีความจนเป็นเหตุผลให้ คสช.ต้องตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง
รวมทั้งการสร้างความคลุมเครือเรื่องคะแนนนั้นเพื่อให้ คสช.สามารถเลือกได้ว่าจะให้รัฐธรรมนูญผ่าน หรือไม่ผ่านประชามติ โดยเฉพาะการที่หากใช้เกณฑ์เรื่องเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ ที่ต้องดูว่าสุดท้ายหากไม่ผ่านประชามติแล้วจะเดินต่อไปอย่างไร
แต่ด้วยเงื่อนไขที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยืนยันว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นในปี 2560 การที่เกิดความวุ่นวายในช่วงทำประชามติย่อมกระทบไปถึงแผนการตามปลายโรดแมป
ยิ่ง “ประชามติ” ถือเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะ “ชี้ขาด” กติกาสูงสุดของประเทศ หากมีปัญหาความไม่ชัดเจนย่อมสร้างปัญหาที่จะเกิดการไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญต่อไป
แถมยังสุ่มเสี่ยงบานปลายกลายกระทบไปเป็นลูกโซ่ ซ้ำเติมสถานการณ์การเมืองย่ำแย่กว่าที่เป็นอยู่


