กรธ.ปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญ ดีกว่าเดินหน้าลุยไฟ
กรธ.ยอมปรับแก้ไขเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญบางส่วนก็จะทำให้แรงต้านรัฐธรรมนูญฉบับนี้น้อยลงและนำไปสู่การผ่านประชามติ
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
เผยโฉมต่อสาธารณะอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรก ซึ่งดำเนินการโดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มี “มีชัย ฤชุพันธุ์” เป็นประธาน และก็เป็นไปตามคาดเมื่อฝ่ายการเมืองต่างระดมวิพากษ์วิจารณ์เนื้อหาทั้ง 270 มาตราทันที
โดยเป็นอีกครั้งที่พรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย สองพรรคการเมืองใหญ่ของประเทศ ต่างมีความเห็นตรงกันว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้กำลังจะสร้างปัญหาใหม่ในระยะยาว โดยเฉพาะการเลือกตั้ง สส.ด้วยระบบจัดสรรปันส่วนผสมที่จะนำมาซึ่งการเมืองที่อ่อนแอ เพราะจะได้รัฐบาลผสมที่ขาดเสถียรภาพ
สถานการณ์ความขัดแย้งและแรงต่อต้านที่มีต่อการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ เรียกได้ว่ามีความแตกต่างจากการร่างรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2550 อย่างสิ้นเชิง
เวลานั้นมีเพียง “พรรคไทยรักไทย” ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่ถูกยึดอำนาจเท่านั้นที่ออกมาเคลื่อนไหวให้ประชาชนลงประชามติไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ ทว่าปัจจุบันนอกจากจะมีพรรคประชาธิปัตย์และพรรคการเมืองอื่นๆ แล้วยังมีเครือข่ายภาคประชาชนและภาควิชาการส่งเสียงแสดงความไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ.
ท่าทีของภาคประชาชนต่อเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ เพราะเดิมทีมีการคาดการณ์ว่าจะเป็นพลังในทางการเมืองที่ช่วยอุ้มให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านการทำประชามติได้ หลังจาก กรธ.ประกาศยืนยันเป็นหลักการสำคัญว่าสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในร่างรัฐธรรมนูญจะมีไม่น้อยกว่าที่เคยมีอยู่ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ 2550 แต่เมื่อตัวร่างรัฐธรรมนูญที่เผยแพร่ออกมาไม่มีความชัดเจนในเรื่องดังกล่าว ย่อมทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์พอสมควร
“โครงสร้างด้านสิทธิ เสรีภาพของปวงชนชาวไทย ที่กำหนดไว้ร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ.ถือว่ามีความล้าหลังไปอย่างมาก โดยเฉพาะสิทธิที่เกี่ยวกับชุมชน รัฐธรรมนูญ 2550 กำหนดให้บุคคลที่ถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพใช้สิทธิทางศาลได้ แต่ กรธ.ไม่เขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญอาจทำให้หลักประกันของสิทธิ เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญมีค่าเท่ากับศูนย์” ข้อสังเกตจากอาจารย์บรรเจิด สิงคะเนติ คณบดีคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่า กรธ.จะนิ่งนอนใจต่อแรงต้านที่เกิดขึ้นเสียทีเดียว เพราะยืนยันแล้วว่ายินดีจะรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายเพื่อนำมาปรับแก้เนื้อหาในขั้นตอนสุดท้าย ก่อนที่หลังจากวันที่ 15 ก.พ.เป็นต้นไป กรธ.จะลงมือทบทวนเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ เพื่อให้ทันกับกำหนดการที่ต้องจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายให้เสร็จในช่วงสิ้นเดือน มี.ค.
สำหรับแนวทางในการปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นมีความเป็นไปได้ที่จะแบ่งออกเป็น 3 ระดับ
1.ปรับแก้ไม่ได้เด็ดขาด จะอยู่ในส่วนของระบบการเลือกตั้ง สส. ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่ กรธ.ได้วางเอาไว้ที่ต้องการให้ระบบการเลือกตั้งแบบใหม่เป็นเครื่องมือที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาการเมืองทั้งระบบ
กล่าวคือ การเลือกตั้ง สส.ระบบจัดสรรปันส่วนผสมที่เอาคะแนนของผู้สมัคร สส.ที่แพ้ในเขตเลือกตั้งไปคำนวณหาจำนวน สส.บัญชีรายชื่อ กรธ.เชื่อว่าจะไม่ทำให้เกิดสภาพที่เรียกว่าการแพ้ชนะแบบเด็ดขาดเหมือนในอดีต อันเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งในทางการเมือง เมื่อสภาพการเมืองในอดีตไม่เกิดขึ้นก็จะนำมาซึ่งความปรองดองระยะยาว
ไม่เพียงเท่านี้ หากเปลี่ยนระบบเลือกตั้ง สส.ในร่างรัฐธรรมนูญโดยสิ้นเชิง ในทางปฏิบัติแล้วอาจส่งผลให้ กรธ.ทำงานไม่ทันกับกำหนดกรอบเวลา 180 วันที่จะสิ้นสุดลงในช่วงต้นเดือน เม.ย. เพราะบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญหลายมาตราเชื่อมโยงกับระบบเลือกตั้ง จึงทำให้การเปลี่ยนระบบเลือกตั้ง สส.ไปเป็นระบบอื่นเป็นไปได้ค่อนข้างยาก
2.ปรับแก้ได้ระดับหนึ่ง อาจเรียกได้ว่าเป็นการปรับเปลี่ยนเนื้อหาบางส่วนที่ไม่กระทบต่อหลักการสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ อย่างอำนาจหน้าที่ขององค์กรอิสระ หลังจากเริ่มมีเสียงท้วงติงว่าบางองค์กรมีอำนาจเกินไป จนอาจส่งผลให้การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลในอนาคตขาดอิสระในการใช้ดุลพินิจ โดยเฉพาะการให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และคณะกรรมการการเลือกตั้ง ร่วมกันควบคุมนโยบายการเงินการคลังของรัฐบาล
เช่นเดียวกับ การได้มาซึ่ง สว. เพราะมีหลายฝ่ายออกมาแสดงความคิดเห็นในทำนองว่า การปล่อยให้ผู้สมัครจากกลุ่มวิชาชีพ 20 กลุ่มเลือกไขว้กันเองจะให้ใครมาเป็น สว. เท่ากับเปิดช่องให้มีการฮั้วกัน เหมือนกับการเลือกสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สมัชชาประชาชนเพื่อไปทำหน้าที่สภาร่างรัฐธรรมนูญ โดย กรธ.อาจพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการให้มี สว.จากการสรรหามาผสมกับการเลือกตั้งทางอ้อม
3.ปรับแก้ได้ทันที โดยจะเป็นเรื่องที่ กรธ.พร้อมจะดำเนินการได้ทันที เพื่อให้ทุกฝ่ายเกิดความสบายใจ อาทิ สิทธิเสรีภาพของประชาชน หลังจากเริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าสิทธิของประชาชนในการฟ้องศาลเพื่อเอาผิดกับรัฐในกรณีที่ประชาชนถูกละเมิดสิทธิหายไป ซึ่ง กรธ.เตรียมจะบรรจุสิทธิที่ว่านั้นให้เป็นลายลักษณ์อักษร
ทั้งหมดนี้ หาก กรธ.ยอมปรับแก้ไขเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญบางส่วน เพื่อทำให้เห็นว่า กรธ.ได้รับฟังเสียงท้วงติงจากทุกฝ่ายแล้ว แม้บางประเด็นที่ กรธ.ไม่ยอมแก้แบบหัวเด็ดตีนขาดก็ตาม ก็จะทำให้แรงต้านรัฐธรรมนูญฉบับนี้น้อยลงและนำไปสู่การผ่านประชามติในที่สุด


