posttoday
‘วีระศักดิ์ พึ่งรัศมี’ ลุยไฟเปิดสัมปทานปิโตรเลียม

‘วีระศักดิ์ พึ่งรัศมี’ ลุยไฟเปิดสัมปทานปิโตรเลียม

31 มกราคม 2559

เป็นเวลา 4 เดือนแล้วกับการเข้ามารับตำแหน่งอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติของ “วีระศักดิ์ พึ่งรัศมี”

โดย...ชนิกา สุขสมจิตร

เป็นเวลา 4 เดือนแล้วกับการเข้ามารับตำแหน่งอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติของ “วีระศักดิ์ พึ่งรัศมี” และนับว่าเป็นการทำงานที่ท้าทายอย่างมากสำหรับข้าราชการคนหนึ่ง ในยุคที่ประเด็นเกี่ยวกับพลังงานเป็นประเด็นเห็นต่างที่ถูกหยิบยกมาถกเถียงกันในสังคมไทยอย่างเข้มข้นขณะนี้ ทั้งจากฝ่ายที่เห็นต่างเพราะมีข้อมูลที่แตกต่างกัน และฝ่ายที่ยึดหลักการหรือเหตุผลของกลุ่มตัวเองเป็นหลัก โดยเฉพาะในประเด็นการเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบที่ 21 ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

“ผมรับราชการมาตั้งแต่ปี 2525 ตั้งแต่ในตำแหน่งวิศวกรระดับ 3 กองน้ำบาดาล กรมทรัพยากรธรณี สมัยยังสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม จนมาถึงการปรับโครงสร้างกระทรวง  ทบวง กรม ครั้งใหญ่เมื่อปี 2545 ก็ได้โอนย้ายมาทำงานในกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ สังกัดกระทรวงพลังงาน รวมระยะเวลาในการทำงานก็ 34 ปีมาแล้ว และที่ผ่านมาผมเรียนรู้งานในสายงานด้านปิโตรเลียมมาโดยตลอด” วีระศักดิ์ เกริ่นถึงที่มาที่ไปก่อนที่จะก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติคนที่ 6 นับตั้งแต่มีการจัดตั้งกรมในปี 2545 

วีระศักดิ์ กล่าวถึงหลักการในการทำงานว่า งานทุกอย่างจะต้องยึดกระบวนการวิธีปฏิบัติตามกฎระเบียบ ข้อกฎหมาย และไม่เคยใช้ดุลยพินิจเหมือนที่ใครกล่าวอ้าง เพราะการจัดการทรัพยากรของชาติอย่างน้ำมันและปิโตรเลียม จะต้องทำทุกอย่างด้วยความโปร่งใส

“ทุกอย่างต้องทำตามขั้นตอนที่มีอยู่ เพราะเรื่องปิโตรเลียมแต่ละด้านมีความสำคัญแทบทั้งสิ้น ในขณะที่การอนุมัติ อนุญาตในเรื่องใดก็ตาม จะมีคณะกรรมการปิโตรเลียมคอยทำหน้าที่เป็นเหมือนกลไกที่ให้คำแนะนำต่างๆ ดังนั้นการทำงานทุกอย่างจึงมีความโปร่งใส มีระเบียบ และหลักปฏิบัติที่ชัดเจน”

วีระศักดิ์ ในฐานะ “ลูกหม้อ” และเติบโตจนขึ้นสู่ตำแหน่งระดับสูงสุดในกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ยอมรับว่า การเข้ามารับตำแหน่งสูงสุดของกรมในช่วงนี้ มีภารกิจมากมายที่รอการตัดสินใจ หลายเรื่องยืดเยื้อมานาน เช่น การเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบที่ 21

“ภารกิจสำคัญที่ต้องเร่งสานต่อจากอธิบดีท่านก่อนมีหลายเรื่อง โดยเฉพาะแนวทางการเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่ ครั้งที่ 21 ที่ได้เลื่อนมาจากเดือน ก.พ. 2558 ซึ่งต้องยอมรับว่า ประเทศไทยไม่ได้เปิดให้มีการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมมากว่า 7-8 ปี ครั้งล่าสุดที่ได้เปิดสัมปทานฯ รอบที่ 20 เกิดขึ้นเมื่อปี 2550 ในขณะที่ปริมาณสำรองปิโตรเลียมจากแหล่งสัมปทานเก่าที่ได้เปิดไป ใกล้จะหมดอายุลงใน 5 ปีข้างหน้านี้”

วีระศักดิ์ ย้ำว่า อยากขอโอกาสให้กับประเทศนี้ได้มีการเปิดสำรวจแหล่งปิโตรเลียมใหม่ๆ เพื่อที่จะได้รู้ว่าประเทศไทยของเรายังมีแหล่งทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติอยู่อีกหรือไม่ ขณะที่ข้อมูลที่ได้มานั้นจะถูกใช้วางแผนจัดหาพลังงาน โดยเฉพาะการจัดก๊าซธรรมชาติให้เพียงพอกับความต้องการในระยะยาว เนื่องจากกระบวนการสำรวจและขุดเจาะปิโตรเลียมไม่ได้ทำเสร็จภายใน 1-2 ปี แต่ต้องใช้เวลาสำรวจแหล่งปิโตรเลียมอย่างน้อย 5-6 ปี จึงจะเริ่มการขุดเจาะ

อย่างไรก็ตาม กรมพร้อมจะรับฟังข้อท้วงติงจากทุกฝ่าย ที่ได้เสนอให้นำรูปแบบการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรูปแบบต่างๆ มาใช้ในประเทศไทย ทั้งรูปแบบการแบ่งปันผลผลิต (พีเอสซี) และรูปแบบรับจ้างผลิต (Service Contract)

“เมื่อมีการท้วงติงในเรื่องรูปแบบการสำรวจปิโตรเลียม ซึ่งบางฝ่ายต้องการให้มีความหลากหลายจากเดิมที่มีเฉพาะระบบสัมปทาน อันนี้ก็ต้องรับฟัง โดยขณะนี้กระทรวงพลังงานอยู่ในขั้นตอนการปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียม และ พ.ร.บ. ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาจะนำข้อคิดเห็นที่ยังมีความต่างกันอยู่ระหว่างภาคประชาชนและภาครัฐไปพิจารณาทบทวนกฎหมาย เพื่อสรุปออกมาเป็นแนวทางให้ชัดเจน จากนั้นจะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้ความเห็นชอบต่อไป”

สำหรับสาระสำคัญการปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 นั้น วีระศักดิ์ ระบุว่า ในหลักการเบื้องต้นได้เพิ่มรูปแบบการให้สิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียม โดยได้นำระบบแบ่งปันผลผลิตเข้ามาใช้ร่วมกับระบบสัมปทาน ส่วนข้อเสนอที่ให้นำระบบรับจ้างผลิตมาเป็นทางเลือกด้วยนั้น กรมได้ศึกษารูปแบบนี้เหมือนกัน แม้ว่าเมื่อมองในทางปฏิบัติแล้วอาจไม่เหมาะกับแหล่งปิโตรเลียมในไทยก็ตาม

ทั้งนี้ วีระศักดิ์ ตั้งความหวังไว้ว่า กระบวนการทุกอย่างที่จะนำไปสู่การเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่จะเกิดขึ้นได้ภายในปี 2559 ส่วนการพิจารณารูปแบบการบริหารจัดการแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุในปี 2565-2566 จำนวน 2 แปลง คือ แหล่งเอราวัณ ของบริษัท เชฟรอน และแหล่งบงกช ของบริษัท ปตท.สผ. ในอ่าวไทยนั้น เบื้องต้นกำหนดแนวทางที่เหมาะสมไว้แล้ว 2-3 แนวทาง

“หลักการและหลักคิดของผม คือ จะทำอย่างไรให้การผลิตปิโตรเลียมมีความต่อเนื่องมากที่สุด ไม่ให้มีผลกระทบต่ออัตราการผลิต และมีปริมาณใช้อย่างเพียงพอ ส่วนจะตัดสินใจเลือกแนวทางไหน ส่วนตัวผมมองว่า หากเป็นแหล่งสัมปทานเดิม วิธีการปฏิบัติที่เป็นไปได้และแบบง่ายที่สุดน่าจะเป็นเอกชนรายเดิมสำรวจและขุดเจาะต่อไป เพราะมีประสบการณ์ มีความคุ้นเคย มีแผนลงทุนที่ชัดเจน และสามารถลงทุนได้ต่อเนื่อง ในขณะที่หากเป็นเอกชนรายใหม่เข้ามาบริหารต่อ ก็ต้องมานั่งศึกษากันใหม่ ประกอบกับในภาวะที่ทิศทางราคาน้ำมันขาลง และไม่แน่ใจด้วยว่าจะมีปริมาณสำรองมากน้อยแค่ไหน ก็อาจเป็นอุปสรรคต่อการตัดสินใจลงทุนก็ได้”

เมื่อถามถึงการวิพากษ์วิจารณ์รูปแบบที่จะนำมาใช้กับสัมปทานฯ เก่าที่หมดอายุจะเป็นการเอื้อเอกชนรายเดิม อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กล่าวว่า คงต้องมองที่ผลตอบแทนและรายได้ หากภาครัฐมีรายได้มาก กว่าเดิมก็เป็นเรื่องดี ในขณะที่การให้สัมปทาน ภาครัฐได้ปรับเกณฑ์ในการจ่ายผลตอบแทนของผู้รับสัมปทานใหม่ โดยจะใช้เกณฑ์ “ไทยแลนด์ทรีพลัส (Thailand (III) Plus)” ซึ่งมีเงื่อนไขที่ดีกว่าเดิม ส่วนระยะเวลาในการต่ออายุสัญญาสัมปทานใหม่ ยังไม่ได้กำหนด แต่ถ้าประเมินจากศักยภาพของปริมาณสำรอง ก็เหลือไม่กี่ปี ยกเว้นจะมีเทคโนโลยีที่ดีกว่าและขุดเจาะได้หลากหลายขึ้น

“ถ้าจะทำสัญญาใหม่ มีการมองไว้ 2 ทาง คือ การต่ออายุจนถึงปริมาณปิโตรเลียมหมด หรือการต่อเป็นช่วงๆ ไปจนครบ 10 ปี”

วีระศักดิ์ บอกว่า ไม่ว่าภาครัฐจะให้เอกชนเข้ามาสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในรูปใดก็ตาม ภาครัฐจะต้องได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสม และส่วนตัวเห็นว่าระบบการให้สัมปทานเป็นระบบที่ทำให้ภาครัฐได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า และมีความโปร่งใสมากกว่า เพราะมีระเบียบปฏิบัติที่ชัดเจน แต่หากจะไปใช้ระบบอื่น เช่น ระบบพีเอสซี จะต้องมีการเจรจา มีการปรับปรุงระเบียบ ซึ่งเอกชนจะไม่ทราบว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง จะต้องมีระเบียบอะไรที่เปลี่ยน แปลงบ้าง และยังมีปัญหาในเรื่องของการพิจารณาเงินลงทุน

“หากเป็นการใช้ระบบสัมปทานปิโตรเลียมแบบเดิม ยืนยันได้ว่าผลตอบแทนที่รัฐจะได้รับต้องมากกว่าเดิม ผ่านระบบไทยแลนด์ทรีพลัส ซึ่งเป็นระบบการให้สิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมใหม่ที่เพิ่มผลประโยชน์จากระบบไทยแลนด์ทรีเดิมที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2532 ถือเป็นระบบที่มีความเหมาะสมกับสภาพธรณีวิทยาของแหล่งปิโตรเลียมในไทย หลักเกณฑ์ การเก็บค่าภาคหลวงจะอยู่ที่ 5-15% อัตราภาษีเงินได้สูงถึง 50% จากกำไร ส่วนการเรียกเก็บเงินผลตอบแทนพิเศษเสนอให้บริษัทไทยเข้าร่วมประกอบกิจการในอัตราไม่น้อยกว่า 5% และต้องใช้สินค้าและบริการในประเทศเป็นอันดับแรก”

นอกจากนี้ ระบบไทยแลนด์ทรีพลัส ทำให้ภาครัฐเรียกเก็บผลประโยชน์เพิ่มเติม คือ การเรียกเก็บค่าธรรมเนียม เมื่อมีการลงนามกับเอกชนที่ได้รับสัมปทานตามขนาดและศักยภาพของแปลง การเรียกเก็บผลประโยชน์เพิ่มเติม เมื่อเอกชนสามารถผลิตได้ตามเกณฑ์ที่รัฐกำหนด ขณะเดียวกันยังกำหนดให้มีการสนับสนุนเงินเพื่อการศึกษาและพัฒนาท้องถิ่น ซึ่งจะเข้าถึงประชาชนและชุมชนโดยตรง

“ระบบสัมปทานแบบไทยแลนด์ทรีพลัส เป็นระบบที่ให้ผลประโยชน์ตอบแทนกับภาครัฐมากกว่าเดิมมาก” วีระศักดิ์ บอก

แม้ว่าแหล่งปิโตรเลียมในประ เทศจะเป็นเรื่องที่มวลชนกลุ่มต่างๆ ให้ความสนใจ และต้องการให้ประเทศได้ประโยชน์สูงสุดจากการสำรวจและขุดเจาะปิโตรเลียมรอบใหม่ แต่การดำเนินการต่างๆ ต้องอยู่บนข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นข้อเท็จจริง ต้องมีกติกาที่ชัดเจน และต้องคำนึงถึงความจำเป็นในการจัดหาแหล่งพลังงานสำรองเพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69