
สตาร์ทอัพ อนาคตรุ่ง
ในปี 2559 ธุรกิจสตาร์ทอัพไทยมีอนาคตสดใส ไม่ใช่แค่ภาครัฐที่เข้ามาสนับสนุน
ในปี 2559 ธุรกิจสตาร์ทอัพไทยมีอนาคตสดใส ไม่ใช่แค่ภาครัฐที่เข้ามาสนับสนุน แต่กองทุนเอกชนทั้งในและต่างประเทศดาหน้าเข้ามาเสาะหาสตาร์ทอัพไทย
ไผท ผดุงถิ่น ผู้ก่อตั้งบริษัท บิลค์ เอเชีย นายกสมาคมการค้าเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการเทคโนโลยีรายใหม่ (เทคโนโลยี สตาร์ทอัพ) คาดการณ์ว่า ในปีนี้จำนวนสตาร์ทอัพไทยจะเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่าเท่าตัว จากปัจจุบันมีเกือบ 1,000 ราย และมีการลงทุนไม่ต่ำกว่า 150 เหรียญสหรัฐ หรือกว่า 5,000 ล้านบาท
สำหรับแนวโน้ม 3 กลุ่มธุรกิจหน้าใหม่ที่จะมาแรงในปีนี้ ได้แก่ 1.กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีทางการเงิน หรือฟินเทค (FinTech) 2.ธุรกิจบริการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (อี-คอมเมิร์ซ) ที่จะเป็นกระแสหลักที่มาแรงต่อเนื่อง 3.ผลิตภัณฑ์บริการซอฟต์แวร์ต่างๆ ที่จับกลุ่มรองรับเฉพาะทาง อาทิ ซอฟต์แวร์โลจิสติกส์ ซอฟต์แวร์บัญชี
ขณะเดียวกัน ก็ต้องติดตามการสร้างเครือข่ายธุรกิจรายใหญ่ เช่น ซีพี ดั๊บเบิ้ล เอ ไมโครซอฟท์ ดีแทค ที่เริ่มหันมาสนับสนุนเป็นผู้ร่วมลงทุนให้กับกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจรายใหม่ หรือกลุ่มสตาร์ทอัพมากขึ้นด้วย เช่นเดียวกับการขยายตัวของโทรศัพท์มือถือที่จะทำให้โอกาสในการสร้างธุรกิจใหม่เกิดขึ้นได้อย่างคาดไม่ถึง
สำหรับการลงทุนในกลุ่มสตาร์ทอัพ ส่วนหนึ่งได้อานิสงส์จากมาตรการของภาครัฐ เช่น มาตรการจูงใจผู้ประกอบการรายใหม่ให้เข้าระบบฐานภาษี โดยไม่เก็บภาษีปีแรก ปีที่ 2 เสียภาษีในอัตรา 10% และปีที่ 3 เสีย 20% นอกจากนี้ยังมีมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) รวม 2 งวด 1.5 แสนล้านบาท
ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงพาณิชย์ร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เร่งประกาศใช้ระบบระดมทุนผ่านระบบออนไลน์ หรือคราวด์ ฟันดิ้ง ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดทำประชาพิจารณ์ในรายละเอียดของกฎเกณฑ์ต่างๆ รวมทั้งได้ลงเงินในกองทุนร่วมลงทุนเพื่อสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพ วงเงินเบื้องต้น 500 ล้านบาท
ขณะที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีถือเป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่มีแผนส่งเสริมผู้ประกอบการกลุ่มสตาร์ทอัพอย่างชัดเจน โดย พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. กล่าวว่า นอกเหนือจากงบประมาณในการสนับสนุนเอสเอ็มอีกลุ่มนวัตกรรม ซึ่งปีนี้ตั้งเป้ากว่า 100 โครงการ ภายใต้งบดำเนินการ 770 ล้านบาท สนช.มีแผนพัฒนาสตาร์ทอัพไทยสู่ระดับโลก
“การสนับสนุนสตาร์ทอัพ ไม่ได้ส่งเสริมเฉพาะด้านเทคโนโลยีเท่านั้น จะขยายไปถึงสตาร์ทอัพ ด้านอาหาร กลุ่มสุขภาพและไลฟ์สไตล์ และการท่องเที่ยวรวมถึงบริการ ในปี 2560 ใช้งบ 60 ล้านบาท และในปี 2561 มีแผนจัดตั้งกองทุนเพื่อส่งเสริมสตาร์ทอัพ คาดว่าภายในปีที่ 3 งบการสนับสนุนเพิ่มเป็น 300 ล้านบาท และในอีก 5 ปี งบรวมจะเป็น 800 ล้านบาท” พันธุ์อาจ กล่าว
ล่าสุด สนช.เตรียมพัฒนาโคเวิร์กกิ้ง สเปซ ให้ผู้ประกอบการสตาร์ทอัพเข้ามาใช้พื้นที่ทำกิจกรรมต่อยอดธุรกิจ คาดว่าจะเปิดให้บริการเดือน มี.ค. 2559 คาดว่าจะมีผู้เข้ามาใช้พื้นที่ไม่ต่ำกว่า 6,000 ราย
สำหรับการสนับสนุนของ สนช.ไม่ได้จำกัดอยู่ในกลุ่มสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยี หรือเทคสตาร์ทอัพ หรือกลุ่มนวัตกรรมเท่านั้น แต่มองว่าผู้ผลิตสินค้าเอสเอ็มอี และโอท็อป ที่คิดค้นสิ่งใหม่ๆ ได้ จะเรียกได้ว่า เป็นกลุ่มสตาร์ทอัพ โอท็อป เป็นกลุ่มประชาชน นักศึกษา และกลุ่มสหกรณ์ในพื้นที่ ที่ต้องการสร้างสินค้าจากวัตถุดิบในพื้นที่ กลุ่มนี้จะได้รับเงินสนับสนุนรายละ 3-5 แสนบาท
ปรีดิ์ หวังเจริญ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Shobshop กล่าวว่า ประเทศไทยถือว่ามีศักยภาพในธุรกิจสตาร์ทอัพ โดยเฉพาะการพัฒนาแอพพลิเคชั่นต่างๆ และยิ่งเป็นแอพพลิเคชั่นเกี่ยวกับการจับจ่าย ซื้อของ หรือซื้อดีลส่วนลด ได้รับความนิยมมากเป็นพิเศษจึงตัดสินใจพัฒนาแอพพลิเคชั่น Shobshop มาเพื่อให้บริการแก่ลูกค้า ซึ่งเป็นทั้งผู้บริโภคและเจ้าของธุรกิจค้าปลีก อย่างห้างสรรพสินค้า โรงแรม รีสอร์ทต่างๆ
“ผมรู้สึกแปลกใจกับไลฟ์สไตล์การช็อปปิ้งของคนไทยมาก โดยเฉพาะในช่วงที่สตาร์บัคส์มีโปรโมชั่นซื้อ 1 แถม 1 เพื่อนๆ ที่ออฟฟิศแทบจะไม่กินข้าวกันเลย แต่เดินทางไปต่อคิวโปรโมชั่น หรืออย่างธุรกิจเอ็นโซโก้ ที่ขายดีลโปรโมชั่น ซึ่งก็มีคนซื้อ แม้จะยังไม่เดินทางในช่วงดังกล่าวก็ตาม มองว่านี่คือโอกาสของธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มสตาร์ทอัพ” ปรีดิ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ปรีดิ์ มองว่า ในสมรภูมิของธุรกิจสตาร์ทอัพ คนสำคัญที่สุด ทุกวันนี้ธุรกิจแข่งขันมากขึ้น มีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุน ขณะที่องค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ในประเทศไทยก็ให้ความสำคัญกับสตาร์ทอัพมากขึ้น ดังนั้น การจะหาบุคลากรที่จะคิดค้นจนเกิดธุรกิจใหม่ ถือมีความสำคัญอย่างยิ่งในการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ







