
โพลมีประโยชน์?
โดย...อรรถสิทธิ์ พานแก้ว
โดย...อรรถสิทธิ์ พานแก้ว
โพล คือ กลไกที่เป็นเครื่องส่งสัญญาณ หรือเครื่องมือวัดอุณหภูมิความต้องการจากสังคมต่อผู้มีอำนาจในทางการเมือง เพราะถือว่าผลที่ได้นั้นเป็นการสะท้อนความรู้สึกนึกคิดในช่วงเวลาที่เรื่องที่ถูกถามนั้นว่ากำลังอยู่ในห้วงความสนใจของสังคม
เพื่อยืนยันว่าประโยชน์ของโพลยังมีอยู่ การทำความเข้าใจในแนวคิด กระบวนการ และวิธีการของการทำโพลผ่านข้อคำถามของสังคมที่มีต่อประโยชน์ของโพลจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นที่ควรนำเสนอ ซึ่งในที่นี้จะเสนอผ่าน 3 คำถาม ที่ผู้ที่ทำและผู้ที่อ่านโพลในปัจจุบันควรจะต้องทำความเข้าใจมากที่สุด
คำถามที่ 1 : ผลโพลไม่น่าจะมีประโยชน์ เพราะทำไมที่ทำกันอย่างมากมาย แต่เราไม่เคยถูกถามและผลที่ออกมาก็ไม่เคยตรงกับความคิดของเราเลย
คำตอบ : ในการทำโพลนั้นจะมี “กลุ่มตัวอย่าง” จำนวนหนึ่งเท่านั้นที่จะถูกคัดเลือกให้ตอบคำถาม และด้วยวิธีการทำโพลที่เน้นความเป็นวิทยาศาสตร์และการสุ่มหากลุ่มตัวอย่าง
ตามหลักวิธีการที่กำหนดจะทำให้เชื่อได้ว่ากลุ่มตัวอย่างและความคิดเห็นที่ได้จากกลุ่มตัวอย่างนั้น สามารถใช้เป็นผลสะท้อนของคนทั้งประเทศได้ ดังนั้น แม้เราจะไม่เคยถูกถามจากคนทำโพลเลย คำตอบที่ถูกนำเสนอในโพลก็ถือได้ว่าเป็นตัวแทนของความเห็นของคนในสังคมได้
ที่สำคัญคนอ่านโพลยังต้องมีความเข้าใจในเรื่องที่เรียกว่า “ช่วงของการคลาดเคลื่อน” ที่หมายถึงว่าหากมีการถามความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างออกมาเป็นร้อยละ ซึ่งเป็นตัวเลขที่จุดหนึ่งนั้น ค่าช่วงของการคลาดเคลี่อนนั้นจะมีอยู่เป็นกรอบช่วงที่ต่ำสุดและช่วงที่สูงสุดที่ทำให้บอกได้ว่าค่าที่ได้จากกลุ่มตัวอย่างนี้นั้น ในกลุ่มประชากรตัวเลขนั้นอาจจะลดลงจนถึงค่าต่ำสุดของช่วงหรือสูงสุดของช่วงที่มีอยู่ ซึ่งช่วงของการคลาดเคลื่อนนี้ก็ขึ้นอยู่กับขนาดของกลุ่มตัวอย่างที่ถูกสุ่มมา โดยหากขนาดของกลุ่มตัวอย่างมีขนาดใหญ่ ช่วงของการคลาดเคลื่อนก็จะน้อยลง
คำถามที่ 2 : ทำไมคำตอบที่ได้ในบางเรื่องนั้นดูเหมือนจะสวนกระแสสังคม หรือคำตอบที่ออกมาเป็นตัวเลขร้อยละต่างๆ นั้นดูเกินความจริง
คำตอบ : ส่วนที่สำคัญอย่างหนึ่งของการทำโพล คือ การตั้งคำถาม ซึ่งหลายคนอาจจะคุ้นกับคำวิจารณ์ในการทำโพลที่มักจะพูดถึงเรื่องการตั้งคำถามแบบชี้นำ ซึ่งในเรื่องของการตั้งคำถามชี้นำนี้ก็ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องจับตามอง แต่ในขณะเดียวกันเรื่องที่จะต้องจับตามองในประเด็นของการตั้งคำถามที่หลายคนมองข้ามคือ การถามคำถามนั้น เป็นการถามคำถามแบบปลายเปิดหรือปลายปิด เพราะลักษณะของการตอบคำถามของคนต่อคำถามทั้งสองประเภทนั้นจะต่างกัน
บางคนอาจจะเก็บเรื่องราวต่างๆ เป็นระเบียบเรียบร้อย เหมือนกับการจัดเก็บเอกสารในตู้เก็บเอกสารเป็นชั้นๆ แบ่งแยกหมวดหมู่ชัดเจน เมื่อถูกถามในเรื่องไหนก็สามารถหยิบออกมาตอบได้อย่างทันที
แต่หลายคนก็อาจจะเก็บข้อมูลเรื่องราวแบบใส่ลงไปในถังขยะ คือสุ่มข้อมูลลงไปในถังเก็บข้อมูล และเมื่อถึงเวลาที่ต้องใช้ข้อมูลเหล่านั้นก็ค่อยควานหาหยิบขึ้นมา ซึ่งบางครั้งก็อาจจะไม่เจอ ดังนั้นสำหรับคนที่เก็บข้อมูลความคิดแบบนี้ ทางออกก็คือหยิบชุดความจำที่หยิบถึงหรือหยิบได้มาตอบก่อน
เช่นนี้แล้วการตั้งคำถามแบบปลายเปิดที่เปิดโอกาสให้คนตอบอะไรก็ได้ตามที่คิดได้จะมีความแตกต่างกับคำถามที่มีตัวเลือกให้คนตอบ เพราะคำถามแบบปลายเปิดจะทำให้การค้นหาคำตอบจากกระบวนการเก็บ ประมวล และดึงข้อมูลออกเพื่อตอบคำถามนั้นคนที่เก็บเป็นระเบียบจะสามารถตอบได้ง่ายและอาจจะตรงกับความคิดจริงๆ ได้ดีกว่าคนที่มีระบบเก็บแบบทิ้งไปในถังขยะ และสำหรับคำถามปลายปิดนั้น จะเป็นการดีต่อคนที่เก็บข้อมูลแบบถังขยะ เพราะการให้ตัวเลือกคือการช่วยในการตอบให้ง่ายขึ้น เพราะไม่ต้องเสียเวลาในการค้นหาคำตอบ
ดังนั้น ในแง่นี้การมีความเข้าใจในระบบการเก็บข้อมูลของคนของผู้ที่ทำโพลก็เป็นเรื่องที่ต้องเอาใจใส่ เพราะไม่ใช่แค่คำถามที่มีส่วนต่อผลหรือคำตอบที่ได้เท่านั้น วิธีการถามก็มีผลอย่างมากเช่นเดียวกัน
คำถามที่ 3 : ทำไมการนำเสนอผลสำรวจในบางครั้งดูแปลกๆ ซึ่งอาจจะทำให้มองได้ว่าผลอย่างนี้เป็นไปได้ด้วยหรือ เช่น ผลการสำรวจที่ออกมาว่าประชาชนสูงถึงร้อยละ 99.5 ตอบว่ามีความพึงพอใจต่อผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของรัฐบาล
คำตอบ : ที่ความรู้สึกของคนที่อ่านผลสำรวจว่าเป็นไปได้ด้วยหรือกับผลแบบนี้ ก็เพราะการนำเสนอผลที่เป็นการเล่นกับตัวเลขและการอ่านค่าทางสถิติที่สามารถอ่านไปได้ในหลายทาง กับผลการสำรวจที่ออกมาว่า ประชาชนสูงถึงร้อยละ 99.5 ตอบว่ามีความพึงพอใจต่อผลการดำเนินงานของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา ก็เป็นเพราะการนำเสนอผลที่ได้นั้นรวมค่าการตอบของตัวเลือกที่มีมาว่า ความพึงพอใจมากถึงมากที่สุด พอใจปานกลาง พอใจน้อย และพอใจน้อยที่สุด มารวมกันว่าเป็นการบอกว่าพึงพอใจ โดยไม่รวมคำตอบว่า “ไม่พึงพอใจเลย” และถือว่าเป็นส่วนที่บอกว่าประชาชนไม่พึงพอใจ
ซึ่งการนำเสนอผลที่ได้ออกมาเช่นนี้แล้วถือเป็นการบิดเบือนคำตอบที่ได้จากการทำโพลเพื่อให้การรับรู้ในผลของโพลนั้นผิดออกไปจากผลที่แท้จริง เพราะการถามถึงระดับความพึงพอใจ ค่าของการตอบว่าพึงพอใจน้อยและน้อยที่สุดนั้นไม่อาจนำไปนับรวมว่าเป็นการพึงพอใจได้ นอกเสียจากว่าเป็นความตั้งใจของผู้ที่ทำและแปลผลโพลให้ออกมาเป็นแบบที่ตนต้องการ และนี่คือจุดสำคัญของการที่คนมองว่าโพลไม่มีประโยชน์
จะเห็นว่าการที่โพลถูกมองว่าไม่มีประโยชน์นั้น มีสาเหตุจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของคนที่รับรู้ผลของโพลส่วนหนึ่ง และวิธีการรวมถึงความเข้าใจของคนทำโพลอีกส่วนหนึ่ง เพราะการทำโพลไม่ได้อยู่ที่การสุ่มตัวอย่างที่ดีหรือการตั้งคำถามที่ดี แต่การมองเห็นว่าโพลจะมีประโยชน์นั้นยังอยู่ที่การมีความเข้าใจไปอีกขั้นหนึ่งของการทำโพล ทั้งจากผู้ที่ทำ ผู้ที่อ่าน และนำผลโพลไปใช้ประโยชน์อีกส่วนหนึ่ง







