posttoday
ม.44 รื้อผังเมือง ดันโรงไฟฟ้าตามแผนพีดีพี?

ม.44 รื้อผังเมือง ดันโรงไฟฟ้าตามแผนพีดีพี?

22 มกราคม 2559

การปลดล็อก “ผังเมือง” ใน 5 กิจการโรงงาน ตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 20 ม.ค.ที่ผ่านมา เต็มไปด้วยข้อกังวล

โดย...ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน

การปลดล็อก “ผังเมือง” ใน 5 กิจการโรงงาน ตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 20 ม.ค.ที่ผ่านมา เต็มไปด้วยข้อกังวล

นั่นเพราะกิจการเหล่านั้น ประกอบด้วย 1.โรงไฟฟ้า 2.โรงผลิตก๊าซซึ่งมิใช่ก๊าซธรรมชาติ ส่งหรือจำหน่วยก๊าซ 3.โรงงานปรับปรุงคุณภาพของรวม (โรงบำบัดน้ำเสีย/เตาเผาขยะ) 4.โรงงานคัดแยกและฝังกลบ 5.โรงงานเพื่อการรีไซเคิล

ผลจากการปลดล็อก ทำให้ทั้ง 5 กิจการ สามารถสร้างขึ้นในพื้นที่ใดก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องสนใจสีของผังเมือง

ทั้งๆ ที่ผังเมือง คือ อาวุธเดียวของชาวบ้านที่หลงเหลืออยู่ ในห้วงยามที่รัฐธรรมนูญไม่รองรับสิทธิชุมชน และมีการประกาศใช้ พ.ร.บ. ชุมนุม

มากไปกว่านั้น ก็คือ คำสั่ง คสช.ฉบับดังกล่าว ยังได้มอบหมายให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) กำหนดหลักเกณฑ์และรายละเอียดของโครงการ หรือกิจการที่อยู่ในแผนพัฒนากำลัง
ผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2558-2579 (พีดีพี 2015) รวมถึงแผนต่างๆ อีก 3 แผน

เข้าใจโดยง่าย ก็คือ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งให้เดินหน้าแผนพีดีพี 2015 เต็มรูปแบบ

สอดรับกับเหตุผลของการออกคำสั่ง ที่ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยประสบปัญหาความมั่นคงในการจัดหาพลังงานและปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็นความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต รวมทั้งปัญหาขยะล้นเมือง

นั่นยิ่งทำให้เชื่อได้ว่า โรงไฟฟ้าจะเกิดขึ้นหลายแห่งในอนาคตอันใกล้นี้

เมื่อพิจารณาแผนพีดีพี 2015 แล้ว จะพบว่ามีการเตรียมการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มอีกไม่ต่ำกว่า 31 แห่ง ในจำนวนนี้เป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินถึง 9 แห่ง

นอกจากนี้ แผนพีดีพี 2015 ยังเพิ่มสัดส่วนการใช้ถ่านหินจากเดิม 15-20% เป็น 20-25%

นั่นจึงไม่อาจคิดเป็นอื่นไปได้

สุนีย์ ไชยรส รองประธานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) ระบุว่า ผลจากคำสั่งมาตรา 44 จะทำให้โรงงาน 5 กิจการ สร้างได้ในทุกพื้นที่

หมายความว่า กฎหมายผังเมืองที่ประชาชนพยายามผลักดันเพื่อให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมจะไม่มีความหมายอีกต่อไป

“คำสั่ง คสช.นี้เป็นเรื่องที่อันตรายมาก เป็นการปลดล็อกครั้งใหญ่ของประเทศ คำถามที่ตามมา ก็คือ หลังจากนี้จะมีการยกเว้นการจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ด้วยหรือไม่”
สุนีย์ ตั้งคำถาม

ดาวัลย์ จันทรหัสดี นักวิชาการมูลนิธิบูรณะนิเวศ (Earth) ตั้งข้อสังเกตว่า ก่อนหน้านี้กฎหมายกำหนดไว้ว่าโรงไฟฟ้าทุกประเภทที่มีขนาดเกิน 10 เมกะวัตต์ จะต้องจัดทำอีไอเอ

ทว่าช่วงเดือน ก.ย. 2558 กลับมีการออกประกาศกระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ฉบับที่ 7/2558 ยกเว้นการจัดทำอีไอเอในโรงงานพลังงานความร้อนที่ใช้  “ขยะมูลฝอย” เป็นเชื้อเพลิงทุกขนาด

“จากคำสั่งมาตรา 44 ยิ่งทำให้สามารถสร้างโรงไฟฟ้าขยะขนาดใดก็ได้ในพื้นที่ใดก็ได้” ดาวัลย์ สรุปความ

เธอ บอกว่า แม้จะเคยมีการปลดล็อกอีไอเอโรงไฟฟ้าขยะไปแล้ว แต่ในหลายพื้นที่ก็ยังไม่สามารถสร้างได้ เนื่องจากชาวบ้านมีกฎหมายผังเมืองช่วยควบคุมอยู่ แต่หลังจากที่คำสั่ง คสช.บังคับใช้ เท่ากับว่า
จะสร้างโรงไฟฟ้าขยะในที่ใดก็ได้ โดยไม่ต้องจัดทำอีไอเอ

ดาวัลย์ เล่าว่า ขณะนี้มีความพยายามของทุนต่างชาติที่จะเข้ามาตั้ง “ศูนย์จัดการขยะครบวงจร” โดยในพื้นที่โครงการจะมีทั้งโรงงานรีไซเคิล โรงงานคัดแยกและฝังกลบ ตั้งอยู่

การดำเนินการของศูนย์จัดการขยะครบวงจร เริ่มจากการซื้อขยะประเภทต่างๆ เข้ามาคัดแยก จากนั้นก็จะนำวัสดุบางอย่าง เช่น อะลูมิเนียม เศษยาง เข้าโรงงานหลอมเพื่อผลิตเป็นสินค้าชนิดใหม่ ขณะที่กากซึ่งเหลือจากการหลอมก็ต้องนำไปฝังกลบ

“โรงงานที่ตั้งอยู่ในกระบวนการผลิตทั้งหมดของศูนย์จัดการขยะฯ ได้รับการปลดล็อกพื้นที่จากคำสั่งมาตรา 44 ทั้งสิ้น” ดาวัลย์ ให้ภาพชัดขึ้น

เธอ ตั้งคำถามว่า หากศูนย์จัดการขยะฯ มีพื้นที่โครงการขนาด 1,000 ไร่ และจัดตั้งอยู่ในชุมชนหรือพื้นที่เกษตรกรรม ผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจะรุนแรงขนาดไหน

มีคำอธิบายจาก รวีวรรณ ภูริเดช เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ที่ระบุว่า แม้ว่าโรงไฟฟ้าขยะจะไม่มีการจัดทำอีไอเอ แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้ประมวลหลักการปฏิบัติ หรือซีโอพี (Code of Practice : CoP) ซึ่งเป็นการกำหนดมาตรการขั้นต่ำที่ได้ประมวลผลมาจากอีไอเอไว้อย่างรัดกุม

นอกจากนี้ ยังจำเป็นต้องรับฟังความคิดเห็นซึ่งเป็นเงื่อนไขหนึ่งของการขออนุมัติใบอนุญาต

“ซีโอพีก็ไม่สามารถใช้ได้กับทุกกรณี เพราะในบางพื้นที่ที่มีความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อม อย่างพื้นที่อนุรักษ์หรือพื้นที่ที่เป็นวิกฤต การก่อสร้างโรงไฟฟ้าขยะก็ยังคงต้องทำอีไอเออยู่เช่นเดิม” เลขาฯ สผ. ระบุ

ข่าวล่าสุด

แบงก์ชาติ ชู 3 เสาหลัก รับมือความท้าทาย AI และภัยไซเบอร์

แบงก์ชาติ ชู 3 เสาหลัก รับมือความท้าทาย AI และภัยไซเบอร์