
เวิลด์แบงก์เผยตลาดแรงงานไทยย่ำแย่
ประเทศไทยในปัจจุบัน กำลังประสบกับปัญหาการขาดแคลนแรงงาน เนื่องจากประเทศกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและคาดการณ์ว่าการขาดแคลนแรงงานจะเพิ่มขึ้นในอนาคต โดยธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ระบุว่า จำนวนแรงงานไทยจะลดลงในอัตราที่มากที่สุดในบรรดาชาติกำลังพัฒนา ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ประเทศไทยในปัจจุบัน กำลังประสบกับปัญหาการขาดแคลนแรงงาน เนื่องจากประเทศกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและคาดการณ์ว่าการขาดแคลนแรงงานจะเพิ่มขึ้นในอนาคต โดยธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ระบุว่า จำนวนแรงงานไทยจะลดลงในอัตราที่มากที่สุดในบรรดาชาติกำลังพัฒนา ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เวิลด์แบงก์ เปิดเผยรายงานว่า จำนวนแรงงานจะลดลง 11% ภายในปี 2040 โดยจำนวนประชากรกว่า 1 ใน 4 ของไทยจะอายุมากกว่า 65 ปี ภายในปี 2040 ขณะที่สัดส่วนของประชากรอายุระหว่าง 15-64 ปี ในปัจจุบันกำลังอยู่ในช่วงสูงที่สุด และจะไม่อาจมากขึ้นไปได้มากกว่านี้ เนื่องจากอัตราการเกิดอยู่ที่ 1.5 คน/ผู้หญิง 1 คน
ปัญหาการขาดแคลนแรงงานไทยยังเกิดขึ้นพร้อมกับปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว การลงทุนจากต่างชาติลดลง และหนี้ครัวเรือนที่สูง ซึ่งควรได้รับการแก้ไขโดยด่วน โดยฟิลลิป โอคีฟ นักเศรษฐศาสตร์เวิลด์แบงก์ ผู้นำการวิจัยรายงานดังกล่าว เสนอว่า ไทยควรที่จะแก้ไขปัญหาแรงงาน ดังต่อไปนี้
ประการแรก ไทยจำเป็นต้องเพิ่มจำนวนแรงงานต่างชาติเข้าสู่ตลาดแรงงาน โดยในปัจจุบันองค์ประกอบของแรงงานส่วนใหญ่ในประเทศเป็นแรงงานต่างชาติ ซึ่งเป็นแรงงานต่างด้าวจดทะเบียนราว 1.3 ล้านคน และไม่จดทะเบียนแรงงานราว 3 ล้านคน และส่วนใหญ่เป็นแรงงานจากกัมพูชา ลาว และ
เมียนมา
ประการที่สอง ไทยจำเป็นต้องเพิ่มจำนวนแรงงานสตรีให้เข้าสู่ตลาดแรงงานมากขึ้น โดยสตรีมีการออกจากตลาดแรงงานเร็วกว่าชาย และยังเร็วกว่าสตรีในเขตชนบท
ประการที่สาม ไทยควรขยายอายุเกษียณซึ่งอยู่ที่ 60 ปีออกไป เพื่อให้มีจำนวนแรงงานมากขึ้นในประเทศ นอกจากนี้ควรเพิ่มงบประมาณในระบบสุขภาพและระบบบำนาญ เพื่อปฏิรูประบบดังกล่าวอีกด้วย ในปัจจุบันผู้สูงอายุได้รับเงินยังชีพผู้สูงอายุเดือนละ 500 บาท
“ไทยต้องปฏิรูประบบบำนาญให้มากขึ้น” โอคีฟ กล่าว
ประการสุดท้าย ไทยจำเป็นต้องปฏิรูประบบการศึกษา เพื่อพัฒนาตลาดแรงงานด้วยเช่นกัน โดยในปัจจุบันมาตรฐานการศึกษาไทยในระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษาอยู่อันดับต่ำสุดในภูมิภาค ขณะที่ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษยังต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซียและสิงคโปร์ เพื่อพัฒนาตลาดแรงงานด้วยเช่นกัน
ที่ผ่านมา ระบบการศึกษาไทยเต็มไปด้วยปัญหา จากการศึกษาที่เน้นการท่องจำและเน้นความสามารถพื้นฐานสำหรับงานทั่วไป ซึ่งไม่ช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดแรงงาน ในขณะที่นายจ้างต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงในระบบการศึกษาและเน้นการฝึกทักษะคิดวิเคราะห์
“ถ้าคุณต้องการที่จะหลีกเลี่ยงผลกระทบทางลบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ คุณต้องการบรรเทาผลกระทบนั้นหรือเพิ่มคุณภาพของตลาดแรงงานให้มากขึ้นเพื่อชดเชยแรงงานที่หายไป” โอคีฟ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ส







