posttoday
อิหร่าน พ้นคว่ำบาตร  ตะวันออกกลาง สั่นสะเทือน

อิหร่าน พ้นคว่ำบาตร ตะวันออกกลาง สั่นสะเทือน

19 มกราคม 2559

โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

สหรัฐและยุโรปต่างยกเลิกการคว่ำบาตรอิหร่านอย่างเป็นทางการ ภายหลังสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (ไอเออีเอ) เปิดเผยรายงานยืนยันว่า อิหร่านสามารถทำตามข้อตกลงที่ให้กันเอาไว้ได้ และอนุญาตให้อิหร่านส่งออกน้ำมันปริมาณมหาศาลได้อีกครั้งหนึ่ง เพื่อกลับมาทวงบัลลังก์ผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก (โอเปก)

การกลับมาของอิหร่านจะยิ่งทำให้ผลผลิตที่ล้นตลาดอยู่แล้ว ล้นตลาดมากขึ้นไปอีก และน้ำมันจะยิ่งถูกลง ฉุดรายได้ของประเทศตะวันออกกลาง ซ้ำเติมความระส่ำระสายให้แก่ประเทศเหล่านั้นที่ปรับแผนงบประมาณกันยกใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ (จีซีซี) ได้แก่ ซาอุดิอาระเบีย บาห์เรน โอมาน คูเวต กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
(ยูเออี)

อิหร่านจะสามารถผลิตน้ำมันเพื่อการส่งออกได้ 5 แสนบาร์เรล/วัน และจะค่อยๆ เพิ่มเป็น 1 ล้านบาร์เรล/วัน ภายในปี 2016 นี้ รวมถึงหวังที่จะขยายผลผลิตน้ำมันให้ได้ถึงราว 1.5 ล้านบาร์เรล/วัน ภายในสิ้นปี 2016 นี้อีกด้วย ส่งผลให้ความกังวลระเบิดในตลาดหุ้นของตะวันออกกลางเมื่อวันที่ 17 ม.ค.ที่ผ่านมา ร่วงลงอย่างหนักสูญมูลค่ามากกว่า 2.7 หมื่นล้านปอนด์สเตอร์ลิง (ราว 1.39 ล้านล้านบาท) เลยทีเดียว

ประเทศที่เจ็บหนักและเป็นที่จับตามองในตอนนี้คือ ซาอุดิอาระเบีย เพราะรายได้จากน้ำมันคิดเป็นถึง 70% ของรายได้ทั้งหมด เมื่อเทียบกับประเทศนอกกลุ่มอ่าวอาหรับอย่างอิหร่านที่มีรายได้จากน้ำมัน 25% โดยก่อนหน้านี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เปิดเผยรายงานชี้ว่า ซาอุดิอาระเบียจะล้มละลายในอีก 5 ปีข้างหน้า หากราคาน้ำมันอยู่ที่ราว 50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เช่นเดียวกับบาห์เรนและโอมาน

ในขณะที่ด้านคูเวต กาตาร์ และยูเออี ยังคงพอมีสินทรัพย์ทางการเงินที่จะทนราคาน้ำมันถูกราว 50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ไปได้อีกมากกว่า 20 ปี อย่างไรก็ตามราคาน้ำมันตอนนี้ลดลงมาต่ำกว่า 30 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลแล้ว หมายความว่า ประเทศอ่าวอาหรับจะล้มละลายเร็วขึ้นกว่าเดิม

เพราะที่ผ่านมาประเทศอ่าวอาหรับใช้รายได้จากน้ำมันในการขยายทุนสำรองระหว่างประเทศ และใช้เพิ่มสวัสดิการให้แก่ประชาชน รวมถึงยังใช้ไปตั้งกองทุนมั่งคั่งแห่งชาติ (เอสดับเบิ้ลยูเอฟ) อีกด้วย

ทุนสำรองของซาอุดิอาระเบียหายไปถึง 9.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.48 ล้านล้านบาท) เหลือ 6.28 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 22 ล้านล้านบาท) ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2015 จนรัฐบาลซาอุดิอาระเบียต้องวางแผนปรับลดการใช้จ่ายของรัฐบาลลง 14% ในปี 2016 นี้ หลังจากที่งบประมาณขาดดุลมากที่สุดทำสถิติใหม่ที่ 3.67 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 13 ล้านล้านบาท)

ซาอุดิอาระเบียปรับลดค่าใช้จ่ายด้วยการยกเลิกการอุดหนุนราคาพลังงาน ทำให้ราคาก๊าซในซาอุดิอาระเบียพุ่งสูงขึ้นถึง 50% พร้อมกับต้องขายพันธบัตรรัฐบาลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2007 ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันเริ่มขึ้นสูงจากแรงซื้อในประเทศจีนที่เศรษฐกิจขยายตัวอย่างรวดเร็วจนน้ำมันขาดตลาด

นอกจากนี้ ซาอุดิอาระเบียยังต้องนำรัฐวิสาหกิจเข้าตลาดหุ้น โดยเฉพาะซาอุดิอรามโก รัฐวิสาหกิจน้ำมันและบริษัทน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และคาดว่าการเข้าตลาดหุ้นของซาอุดิอรามโกจะมีมูลค่ามากถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 36.3 ล้านล้านบาท) ซึ่งจะกลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดมากที่สุดในโลก

ไม่ใช่เพียงแค่ซาอุดิอาระเบียเท่านั้นที่ต้องปรับลดการใช้จ่ายลง แต่ประเทศอ่าวอาหรับอื่นๆ ที่เสี่ยงเช่นเดียวกับซาอุดิอาระเบียตามรายงานของไอเอ็มเอฟอย่างโอมานและบาห์เรน ก็จำเป็นต้องเพิ่มราคาพลังงานด้วยเช่นกัน แม้กระทั่งยูเออีและกาตาร์ ที่ไอเอ็มเอฟเห็นว่ามีความสามารถจะอยู่รอดได้ในภาวะราคาน้ำมันถูกได้มากกว่า ยังต้องปรับลดการอุดหนุนพลังงานตามไปอีกด้วย

ราคาน้ำมันถูกยังส่งผลต่อรายได้ของกองทุนเอสดับเบิ้ลยูเอฟ โดยเอสดับเบิ้ลยูเอฟของซาอุดิอาระเบียต้องขายสินทรัพย์ไปแล้วหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่ประเทศนอกอ่าวอาหรับอย่างคาซัคสถานก็ประสบการขาดทุนจากน้ำมันถูก และต้องกู้ยืมเงินเพิ่ม 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.4 หมื่นล้านบาท) ซึ่งเป็นกู้เงินในลักษณะเงินกู้ร่วมเป็นครั้งแรกของกองทุน

การปรับลด “ผลประโยชน์” ของประชาชน จะก่อให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ประชาชนอันนำไปสู่ความตึงเครียดทางการเมืองได้ และจะยิ่งสร้างปัญหาให้กับประเทศตะวันออกกลางหนักข้อขึ้นไปอีก ท่ามกลางราคาน้ำมันถูก

นอกจากนี้ ราคาน้ำมันถูกและการยกเลิกการคว่ำบาตารอิหร่านยังมาพร้อมกับสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะระหว่างประเทศส่งออกน้ำมันอันดับ 1 ของโอเปกอย่างซาอุดิอาระเบีย และอิหร่าน ประเทศที่พร้อมจะทวงเก้าอี้อันดับ 2 ในกลุ่ม

ความขัดแย้งของทั้งสองประเทศปะทุขึ้นครั้งล่าสุดหลังจากซาอุดิอาระเบียสั่งประหารนักการศาสนานิกายชีอะห์ สร้างความไม่พอใจให้แก่ชาวอิหร่านให้ประท้วงและบุกเข้าสถานทูตซาอุดิอาระเบียประจำกรุงเตหะราน นำไปสู่การประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตจากซาอุดิอาระเบีย และตามมาด้วยบรรดาประเทศพันธมิตรซาอุดิาอาระเบียอย่าง ยูเออี บาห์เรน คูเวต กาตาร์ และซูดาน ซึ่ง 3 ประเทศในนั้นเป็นสมาชิกโอเปก

ไม่เพียงแต่การเผชิญหน้ากันโดยตรงเท่านั้น ซาอุดิอาระเบียและอิหร่านยังเผชิญหน้าผ่าน “ตัวแทน” อย่างสถานการณ์สงครามกลางเมืองในซีเรียและเยเมน ซึ่งต่างฝ่ายต่างถือหางคนละขั้ว สร้างความ
ร้าวฉานให้แก่โอเปกหนักข้อขึ้นไปอีก

ความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่ดังกล่าว ยังทำให้แนวโน้มที่โอเปกจะ “ร่วมมือ” กันปรับลดราคาน้ำมันลดน้อยถอยลงไป โดยด้านกลยุทธ์น้ำมันโอเปก ซาอุดิอาระเบียและอิหร่านก็อยู่คนละข้างด้วยเช่นเดียวกัน โดยซาอุดิอาระเบียยืนยันไม่ปรับลดกำลังการผลิตอย่างแน่นอน ในขณะที่อิหร่านเคยระบุว่า จะส่งออกน้ำมันโดยคำนึงถึงความต้องการของตลาดเป็นหลัก แม้ภายหลังจะออกมายืนยันจะส่งออกเท่าเดิมตามที่วางเอาไว้ที่เพิ่มขึ้นราว 5 แสนบาร์เรล/วัน

อย่างไรก็ตาม อาเดล อับเดล กาฟาร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยกาตาร์ เปิดเผยว่า อิหร่านจะต้องลงทุนอีกมากในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ยังตามหลังประเทศคู่แข่งในขณะที่ถูกคว่ำบาตร ก่อนที่อิหร่านจะสามารถแข่งขันกับบรรดากลุ่มประเทศอ่าวอาหรับได้

ก่อนหน้านี้ ไอเอ็มเอฟเคยเตือนแล้วครั้งหนึ่งในปี 2014 ว่า ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันจำเป็นต้องลดการพึ่งพาน้ำมันลงก่อนที่ราคาจะร่วงจนเกิดภาวะช็อก แม้การลดดังกล่าวจะยากมากและขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละประเทศก็ตาม

ทว่าก็เป็นความจำเป็นที่ไม่มีทางเลี่ยงได้อีกแล้ว ในยามที่สถานการณ์เปลี่ยนไปในวันนี้ และมีแนวโน้มที่จะทวีความผันผวนต่อเนื่องไปตลอดทั้งปี 2016 ด้วย

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน