
สู่สังคมแห่งการเรียนรู้ ปฏิรูปทางปัญญาพาชาติออกจากวิกฤต (1)
...นพ.ประเวศ วะสี
ในที่ที่มีการสอน อาจไม่มีการเรียน ในที่ที่ไม่มีการสอน ก็มีการเรียนได้
การศึกษาที่เอาวิชาเป็นตัวตั้ง แคบ และตัดขาดจากความเป็นจริง
การเรียนรู้ที่ชีวิตเป็นตัวตั้ง กว้าง และเชื่อมโยงกับความเป็นจริงโดยรอบ
มนุษย์มีศักยภาพในการเรียนรู้สูงสุด สามารถเรียนรู้ให้บรรลุอะไรก็ได้
การเรียนรู้ที่ดีทำให้คนสามารถพัฒนาเต็มตามศักยภาพของความเป็นมนุษย์
การเรียนรู้ที่ดีเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดของความเป็นมนุษย์
จึงเป็นหน้าที่ของเราทุกคนที่จะค้นให้พบและช่วยให้เพื่อนมนุษย์พบการเรียนรู้ที่ดี
การเรียนรู้ที่ดีสำหรับคนทั้งมวล (Good Learning for All)
บุคคล เรียนรู้ คนทุกคนเป็นคนเรียนรู้
องค์กร เรียนรู้ องค์กรทุกองค์กรเป็นองค์กรเรียนรู้
สังคม เรียนรู้ สังคมทั้งสังคมเป็นสังคมเรียนรู้
การศึกษารักษาทุกโรค (Education Cure All)
ถ้าการศึกษาคือการเรียนรู้ที่ดี จะแก้ไขปัญหาชีวิตและสังคมทั้งหมด
1.ชาติวิกฤตเพราะติดหล่มทางปัญญา
ประเทศไทยที่อุดมด้วยทรัพยากรธรรมชาติ คนไทยก็เป็นคนที่อ่อนโยน มีทุนทางสังคม ทุนทางวัฒนธรรม ทุนทางศาสนธรรม มากมายหลายอย่าง เพียงพอที่คนไทยจะมีชีวิตที่เป็นสุขร่วมกัน แต่กลับวิกฤตสุดๆ ทุกๆ ทาง ทั้งทางเศรษฐกิจ จิตใจ สังคม สิ่งแวดล้อม และทางการเมือง เกิดความแตกแยกและความรุนแรงปริ่มๆ จะเข้าไปสู่มิคสัญญีกลียุค
สังคมปัจจุบันต่างจากสังคมโบราณเป็นอันมาก สังคมโบราณมีความสัมพันธ์ที่เห็นได้ง่ายและตรงไปตรงมา (Simple and Linear) แต่สังคมปัจจุบันนั้นซับซ้อน (Complex) เชื่อมโยงกันกว้างขวาง ยาวไกล และซับซ้อนยากที่จะเข้าใจ และถ้าไม่เข้าใจความเป็นจริงอันซับซ้อนของสังคมปัจจุบัน เราก็ไม่สามารถจัดการสร้างความสมดุลแห่งการอยู่ร่วมกันได้ สังคมที่เสียสมดุล คือ สังคมป่วย เมื่อสังคมป่วยมากขึ้นก็วิกฤต ชาติจึงวิกฤตสุดๆ ทุกๆ ทาง ดังกล่าว
ในวิกฤตการณ์ของความซับซ้อนจะหาทางออกไม่ได้ด้วยอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นอำนาจรัฐหรืออำนาจเงิน แต่จะออกได้ด้วยปัญญา มีพุทธภาษิตว่า
“แสงสว่างเสมอปัญญาไม่มี” (นัตถิ ปัญญา สมาอาภา) ในความมืด (ทางปัญญา) ย่อมหาทางออกไม่เจอ และในการคลำหาทางออกในความมืดก็อาจปะทะและฆ่ากันตาย และแม้เมื่อฆ่ากันตายแล้วยังอยู่ในความมืดอีก ก็ไม่เจอทางออกอีก แล้วก็จะปะทะและฆ่ากันตายอีก ต่อเมื่อมีความสว่าง (ทางปัญญา) เราก็จะแลเห็นทางออก และเดินออกไปได้สบายๆ โดยไม่ต้องชนกันปัญญาคือจุดชี้ขาดของการออกจากวิกฤต
สังคมไทยไม่มีวัฒนธรรมทางปัญญาจึงวิกฤต
เราไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว นอกจากสร้างวัฒนธรรมทางปัญญา หรือทำให้ปัญญาเป็นวิถีชีวิต ทำให้การเรียนรู้เป็นวิสัยหรือเป็นวิถีชีวิต นั่นคือเราต้องปรับตัวไปเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ โดยมีการเรียนรู้ที่ทำให้เกิดปัญญาหรือแสงสว่างที่ออกจากความมืดได้ เป็นปัญญาที่รู้ความเป็นจริงของชีวิตและสังคมที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การเรียนรู้ทำให้รู้ความเป็นจริงที่เปลี่ยนแปลง การรู้ความเป็นจริงที่เป็นเปลี่ยนแปลงจะทำให้ปรับตัวกับความจริงใหม่เพื่อรักษาดุลยภาพไว้ได้
สิ่งมีชีวิตทุกชนิดต้องสามารถปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลงจึงจะอยู่รอดได้
สรรพสิ่งล้วนเป็นอนิจจัง คือ เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ถ้าใครหยุดเรียนรู้ ความจริงก็จะทิ้งเราไป ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างตัวเรากับความเป็นจริง เสมือนเป็นต้นไม้ตายซากที่มีแต่จะผุพัง ฉะนั้นตราบใดที่ยังมีชีวิตก็ต้องมีการเรียนรู้ มิฉะนั้นความเป็นจริงจะทิ้งเราไป นี่เป็นที่มาของคำกล่าวที่ว่า ชีวิตคือการเรียนรู้การเรียนรู้คือชีวิต
เมื่อกล่าวว่าการเรียนรู้ทำให้รู้ความจริงที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง ก็จะเห็นคุรุกรรมของการศึกษาไทยที่ไม่ทำให้รู้ความจริง เพราะการศึกษาเอา
“วิชา” เป็นตัวตั้ง ไม่ได้เอาความจริงของชีวิตและสังคมเป็นตัวตั้ง เมื่อไม่รู้ความจริงก็ทำให้ถูกต้องไม่ได้ เมื่อทำให้ถูกต้องไม่ได้ก็วิกฤต เป็นการศึกษาที่พาให้ชาติวิกฤต2.คุรุกรรมของระบบการศึกษามิติเดียว
ทรรศนะหรือทิฐิว่าสิ่งนี้คืออะไร เป็นตัวเริ่มต้นของแนวทางปฏิบัติ
ถ้าเริ่มต้นเป็นสัมมาทิฐิ สิ่งที่ตามมาก็จะเป็นสัมมาปฏิบัติ แต่ถ้าเป็นมิจฉาทิฐิ สิ่งที่ตามมาก็เป็นมิจฉาพัฒนา ตัวทรรศนะหรือแนวคิดจึงมีความสำคัญยิ่งต่อการกำหนดแนวทางการพัฒนาที่จะตามมาว่าเป็นการพัฒนาที่ถูกต้องหรือไม่
ประเทศไทยโชคร้ายที่หลุดเข้าไปสู่ทรรศนะที่ว่า
“การศึกษาคือการท่องวิชา” ใครนึกถึงการศึกษาก็นึกถึงแต่ว่าการศึกษาคือการท่องวิชา ภาพของการศึกษาก็คือห้องเรียนที่ “ครูถ่ายทอดเนื้อหาวิชา นักเรียนรับการถ่ายทอด” เป็นอย่างนี้กันไปทั้งหมดทั้งชั้นทั่วตลอดระบบการศึกษา ขาดการปรับตัวต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปแล้วอย่างสิ้นเชิง เราคุ้นเคยกับทรรศนะที่ว่าการศึกษาคือการท่องวิชามาเสียจนคุ้นชิน จนไม่รู้ว่าทรรศนะอย่างนี้มันลดทอนศักยภาพของคนไทยและสังคมไทยอย่างไรบ้างการศึกษาปัจจุบันเป็น
“การศึกษาแบบมิติเดียว” ในขณะที่มนุษย์มีศักยภาพในพหุมิติที่ว่ามิติเดียวก็คือ เด็กนั่งฟังอย่างเดียว การสอนเป็นทางเดียว (OneWay) โดยครูคนเดียว เด็กเป็นผู้รับอย่างเดียว (Passive) ทำให้การสอนการเรียนแบบนี้น่าเบื่อ ไม่สนุก บีบคั้น จำกัด หรือทำลายศักยภาพของเด็ก
แล้วเราก็มาบ่นกันถึงคุณภาพของเยาวชน คุณภาพของเยาวชนเป็นที่ต้องการอย่างยิ่ง ใครๆ ก็ต้องการ แต่ไม่มีคำตอบ ที่ไม่มีคำตอบก็เพราะระบบการศึกษาที่ต้อนเยาวชนเข้าไปจองจำอยู่ในการศึกษามิติเดียวที่จำกัดหรือทำลายศักยภาพของเยาวชนลง
เยาวชนมีศักยภาพในพหุมิติ ปฏิสัมพันธ์รอบด้าน คือ การเรียนรู้ที่พัฒนาศักยภาพในทุกด้าน
ลองดูตัวอย่างที่สถาบันภาษาและวัฒนธรรมเอเชียของมหาวิทยาลัยมหิดลไปวิจัยและค้นพบสิครับ เขาไปส่งเสริมกิจกรรมศิลปวัฒนธรรมชุมชนสัมพันธ์ โดยคนทั้งชุมชนร่วมทำกิจกรรมศิลปวัฒนธรรมของชุมชนท้องถิ่น ซึ่งอาจเป็นเพลงหรือสะล้อ ซอ ซึง หรือดิเกร์ฮูลู หรือฉายหนังตะลุง ฯลฯ
นอกจากเด็กและเยาวชนทั้งหมดมีส่วนร่วมแล้ว คนเฒ่าคนแก่ ศิลปินพื้นบ้าน ครูช่างต่างๆ ครู กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ หรือคนทั้งชุมชนร่วมกัน มีความสนุกสนาน มีความสุข มีการสอดแทรกพฤติกรรมที่ดี เช่น การไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ เยาวชนได้เรียนรู้และฝึกตน เช่น ฝึกร้องเพลง ฝึกดนตรี ฝึกรำ ฝึกแสดงลิเก ฝึกเป็นโฆษก ฝึกแกะตัวหนังตะลุง ฝึกพากย์หนังตะลุง ฯลฯ
คนเฒ่าคนแก่ที่มีความรู้ความชำนาญบางสิ่งบางอย่างในตัว ที่อยู่อย่างตายซาก รอวันตายในการศึกษาแบบแยกส่วน กลับคึกคักมีชีวิตชีวาขึ้นที่มีโอกาสถ่ายทอดศิลปวัฒนธรรมไปสู่ลูกหลานที่เขารัก เป็นปฏิสัมพันธ์รอบด้าน เด็กๆ ได้ฝึกความสามารถในตัวเอง ทำให้เกิดความภาคภูมิใจและความมั่นใจในตัวเอง ต่างจากการเรียนรู้ในมิติเดียวที่ครูยัดเยียดวิชาอะไรที่ยากๆ ทำให้เด็กเกิดความรู้สึกด้อย และทำให้ขาดความมั่นใจในตัวเอง ศิลปะ ดนตรี และการเคลื่อนไหวร่างกายในการเล่นหรือการแสดง ช่วยพัฒนาโครงสร้างในสมอง การเรียนรู้ร่วมกันที่ทำให้สนุกและเกิดความมั่นใจในตัวเอง ทำให้เกิดฉันทะในการเรียนรู้ คุณภาพเยาวชนก็เกิดขึ้นจากปฏิสัมพันธ์โดยรอบด้านดังนี้
อาจยังจำกันได้ว่า ฮิลลารี คลินตัน เคยเขียนหนังสือเกี่ยวกับการเลี้ยงดูเด็กชื่อ
“It takes a village” หมายถึงว่า การจะเลี้ยงดูเด็กให้ได้ดีนั้นต้องการคนทั้งหมู่บ้านหรือทั้งชุมชนทีเดียว ทรัพยากรเพื่อการเรียนรู้ของเยาวชนในชุมชนมีมากมายก่ายกอง มากคนมากมิติ มากกว่าในห้องเรียนที่มีครูเพียงหนึ่งคนนัก แต่การเรียนที่เอาห้องเรียนเป็นตัวตั้ง ทำให้เราไม่ได้ใช้ทรัพยากรอันรุ่มรวยและไพศาลในชุมชนเพื่อการเรียนรู้การเรียนรู้ร่วมกันในชุมชนคือการเรียนรู้ในฐานวัฒนธรรม
วัฒนธรรมคือวิถีชีวิตร่วมกันของกลุ่มชนที่สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมหนึ่งๆ ชีวิตในชุมชนท้องถิ่นคือชีวิตวัฒนธรรม ในชุมชนมีพื้นที่ มีธรรมชาติแวดล้อม มีคนหลายวัยอยู่ร่วมกัน แต่ละคนมีความรู้ความชำนาญในตัวเองที่ได้จากประสบการณ์ชีวิต การทำงาน และการสืบทอดภูมิปัญญาจากบรรพบุรุษ ความรู้ในตัวคนเหล่านี้ล้วนมีประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตและการอยู่ร่วมกัน ในชุมชนยังประกอบด้วยประวัติศาสตร์ ความเชื่อ และคุณค่าร่วมกัน ประกอบกันขึ้นเป็นอัตลักษณ์ของชุมชนท้องถิ่น การเรียนรู้ในฐานวัฒนธรรมนั้นง่าย เพราะเห็นคนอื่นทำและร่วมทำกับเขา
ตรงนี้ขอแทรกทฤษฎีสักนิดหนึ่งว่า การค้นพบสมัยใหม่เกี่ยวกับสมอง พบว่ามีเซลล์สมองกลุ่มหนึ่งเรียกว่า
“เซลล์กระจกเงา” (Mirror Neurone) ซึ่งเมื่อเห็นใครทำอะไรมันสะท้อนเข้าไปในสมอง ทำให้ทำเป็นเลย นี่สะท้อนให้เห็นว่าทำไมพฤติกรรมของมนุษย์เพียงประมาณ 5% เท่านั้นที่เกิดโดยตั้งใจ ส่วนอีก 95% นั้นเกิดโดยไม่รู้ตัว จากการเห็นผู้อื่นทำและร่วมทำกับผู้อื่น (นั่นก็คือในฐานวัฒนธรรม)






