
ลูกหนี้เหงื่อแตก....แบงก์พาเหรดขึ้นดอกเบี้ย
เทศกาลขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้เพิ่งเริ่มต้นขึ้น หลังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% เมื่อวันที่ 14 ก.ค. หลัง ธปท.ขึงพืดดอกเบี้ยต่ำมานานแรมปี
เทศกาลขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้เพิ่งเริ่มต้นขึ้น หลังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% เมื่อวันที่ 14 ก.ค. หลัง ธปท.ขึงพืดดอกเบี้ยต่ำมานานแรมปี
โดย...ทีมข่าวการเงิน
ธนาคารพาณิชย์ที่ตั้งตารอมานาน จึงขึ้นดอกเบี้ยไล่ตามทันที หลังทิ้งห่างเพียง 2 วัน โดยธนาคารรัฐ อย่างกรุงไทย เป็นเจ้าแรกขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้เฉลี่ย 0.12-0.15%
ส่งผลให้ดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี(เอ็มแอลอาร์) ปรับจาก 5.875% เป็น 6% ดอกเบี้ยเงินกู้เบิกเกินบัญชี (เอ็มโออาร์) ปรับจาก 6.125% เป็น 6.25% และดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (เอ็มอาร์อาร์) ปรับจาก 6.45% เป็น 6.6%
ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ทั้งกสิกรไทย ไทยพาณิชย์ และกรุงเทพ ก็ปรับขึ้นตามกัน ก่อนธนาคารพาณิชย์ขนาดกลาง และขนาดเล็กบางแห่ง ได้ปรับขึ้นเฉลี่ย 0.120.15% มีผลสัปดาห์ก่อน
แม้คราวนี้ธนาคารพาณิชย์จะถูกสังคมต่อว่าต่อขานน้อย เพราะปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากสูงกว่าดอกเบี้ยเงินกู้ แต่สำหรับผู้กู้แล้ว ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็กระทบต่อเงินในกระเป๋า และการปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ครั้งนี้ ถือเป็นเพียงครั้งแรก และจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยในคราวต่อไปอีกเป็นระลอก
นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ปรับขึ้นทุกๆ 1% จะส่งผลให้ค่างวดเพิ่มขึ้นเดือนละ 7% เช่น หากผู้กู้สินเชื่อบ้านต้องจ่ายค่างวดเดือนละ 1 หมื่นบาท ก็ต้องจ่ายเพิ่มเป็นเดือนละ 1.07 หมื่นบาท แต่คราวนี้ดอกเบี้ยขึ้นไม่ถึง 0.25% หากเฉลี่ยค่างวดก็จ่ายเพิ่มเป็นเดือนละ 1.02 หมื่นบาท หรือเพิ่มขึ้นเดือนละประมาณ 200 บาท
การปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้แต่ละครั้งลูกค้าที่ได้รับผลกระทบหนักคือ ลูกค้าใหม่ ในกลุ่มลูกค้าที่อยู่อาศัยที่เริ่มล็อกดอกเบี้ยเงินกู้แบบคงที่ปีแรกๆ 23 ปี อาจเห็นการปรับเปลี่ยนดอกเบี้ยคงที่ในไม่ช้านี้
กรณีธนาคารกสิกรไทย ประมาณเดือน ส.ค. ก็อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัยแบบคงที่ประมาณ 0.25% จากปัจจุบันธนาคารมีอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัยแบบคงที่ให้เลือก 3 แบบ ได้แก่ แบบแรก อัตราดอกเบี้ยคงที่ปีแรก 2% แบบที่สอง ดอกเบี้ยคงที่ 2 ปีแรก 4% และแบบที่สาม ดอกเบี้ยคงที่ 3 ปีแรก 4.75% หลังจากนั้น คิดดอกเบี้ยลอยตัวอิงเอ็มแอลอาร์
เท่ากับว่าลูกค้าที่เตรียมกู้บ้านตอนนี้จะต้องจ่ายดอกเบี้ยแพงกว่าลูกค้าเก่า แต่ก็ใช่ว่าลูกค้าเก่าจะหายใจทั่วท้องได้ซะทีเดียว เพราะหากเลือกอัตราดอกเบี้ยลอยตัว หรือหมดช่วงระยะเวลาดอกเบี้ยคงที่แล้ว ก็ต้องรับภาระดอกเบี้ยที่ไม่แตกต่างกัน
เนื่องจากดอกเบี้ยที่อยู่อาศัยจะอิงเอ็มแอลอาร์ จึงมีคำแนะนำจากธนาคารในช่วงนี้ หากกู้บ้านใหม่ให้เลือกดอกเบี้ยคงที่ 23 ปี หรือลูกค้าเก่าถ้าหมดระยะเวลาดอกเบี้ยคงที่ ต้องสอบถามธนาคารว่ามีโปรโมชันอะไรที่สามารถกลับมาใช้ดอกเบี้ยคงที่ได้อีกบ้าง
ช่วงนี้หากจะกู้บ้านให้ทำใจว่า กู้บ้าน 1 ล้านบาท ต้องจ่ายดอกเบี้ยเฉียดๆ 1 ล้านบาท เพราะเป็นสินเชื่อระยะยาว บางแห่งให้กู้นานถึง 30 ปี จ่ายกันอ่วมจนแก่
ฉะนั้น มีเงินมากควรจ่ายมาก จะได้ตัดเงินต้น ดอกเบี้ยจะเหลือน้อยลง เนื่องจากสินเชื่อบ้านใช้ดอกเบี้ยลดต้นลดดอก และมีความพิเศษคือ จ่ายแต่ละเดือนได้มากกว่าที่ตกลงไว้กับธนาคาร
ลูกค้าอีกกลุ่มที่โดนไปเต็มๆ ในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น คือ ลูกค้าขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เพราะธนาคารจะคิดดอกเบี้ยอ้างอิงเอ็มแอลอาร์
ฉะนั้น เมื่อเอ็มแอลอาร์ขึ้น ลูกค้ากลุ่มนี้ก็มีต้นทุนที่เกิดจากรายจ่ายดอกเบี้ยแพงขึ้น จึงต้องบริหารต้นทุนการเงินให้ดี
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ลูกค้ารายย่อยยังได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมในขอบเขตที่จำกัด เนื่องจากลูกค้าสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยใหม่ในช่วง 13 ปีที่ผ่านมา น่าจะยังคงอยู่ในช่วงเริ่มแรกของสัญญาเงินกู้ ทำให้ยังได้รับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในลักษณะคงที่อยู่
ขณะที่ลูกค้าสินเชื่อเช่าซื้อ สินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล มักมีภาระเงินกู้ในอัตราดอกเบี้ยคงที่
กระนั้นก็ดี หากวัฏจักรขาขึ้นของอัตราดอกเบี้ยดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าลูกค้าสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย และสินเชื่อเช่าซื้อ อาจเผชิญกับต้นทุนการกู้ยืมเงินที่คงจะถูกปรับขึ้นตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ดังนั้น ในภาพรวม ลูกค้าสินเชื่อต่างๆ โดยเฉพาะลูกค้าธุรกิจเอสเอ็มอี ควรต้องเตรียมวางแผนการเงินล่วงหน้า
ควบคู่กับการเร่งเพิ่มขีดความสามารถในการผลิต ปรับปรุงสินค้าให้มีมูลค่าเพิ่มและบริหารต้นทุนในการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้มีรายได้ส่วนเพิ่ม มาชดเชยกับต้นทุนทางการเงินที่ทยอยปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรไว้ได้
อย่างไรก็ดี ธนาคารพาณิชย์ไทย โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ไทยขนาดใหญ่ ยังมีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก รวมถึงเงินให้กู้ยืม เพิ่มเติมอีกในช่วงที่เหลือของปี 2553
ท่ามกลางแรงหนุนจากหลายปัจจัย ทั้งการขยายตัวของเศรษฐกิจ การเติบโตของสินเชื่อ การแข่งขันของธนาคารพาณิชย์ และการดำเนินนโยบายการเงินและการดูดซับสภาพคล่องของ ธปท.
การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ไทยดังกล่าว จะมีจังหวะและความถี่ที่มากน้อยเพียงใดนั้น คงจะขึ้นกับขนาดของแรงส่งจากหลายปัจจัย
โดยเฉพาะในปัจจุบัน สภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งยังถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง อีกทั้งการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและสินเชื่อแม้จะเติบโต และมีแนวโน้มเติบโตได้ต่อเนื่องไปในอนาคต แต่ก็ยังน่าจะเป็นลักษณะที่ค่อยเป็นค่อยไป ท่ามกลางความเสี่ยงจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกที่ยังคงมีอยู่
“การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่อาจเกิดขึ้นในระยะที่เหลือของปี 2553 นี้ ยังไม่น่าจะมีขนาด และความถี่มากนัก” ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุ
ถ้ามองย้อนกลับไป จะพบว่าอัตราดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์ของไทยในช่วงที่ผ่านมาปี 25482550 เคยขึ้นไปถึงจุดสูงสุดที่ 7.75% แต่ปัจจุบันยังอยู่ที่ 6% เศษ
ผู้ประกอบการคงต้องภาวนาให้ดอกเบี้ยคราวนี้ขึ้นไม่ถึงวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นครั้งก่อน
ไม่เช่นนั้น หายนะของลูกหนี้คงมองเห็นอยู่ไม่ไกล...!!!







