
ร่างรัฐธรรมนูญมอบอำนาจปปช.-สตง.-กกต.คุมรัฐบาล
มีชัย เผย ร่างรธน.มอบอำนาจปปช.-สตง.-กกต.คุมรัฐบาล มีสิทธิส่งคำเตือนหากพบเค้าลางความเสียหาย เตือนแล้วไม่ฟังจนเสียหายหนักโดนฟ้องอาญาและแพ่ง
มีชัย เผย ร่างรธน.มอบอำนาจปปช.-สตง.-กกต.คุมรัฐบาล มีสิทธิส่งคำเตือนหากพบเค้าลางความเสียหาย เตือนแล้วไม่ฟังจนเสียหายหนักโดนฟ้องอาญาและแพ่ง
นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวว่า สำหรับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรธ.ยังคงไว้ตามเดิมเป็นส่วนใหญ่ แต่เรื่องการฟ้องคดีต่อศาลนั้นไม่ได้มีการกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นเรื่องของกระบวนการที่ต้องไปกำหนดไว้ในกฎหมายลูกต่อไป
"เรากำหนดให้การทำงานป.ป.ช.สามารถทำงานได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีขั้นตอนหรือกระบวนการมากแบบในอดีตที่รับเรื่องมาแล้ว เอามานั่งดูถึงจะไปเสนอเข้าคณะกรรมการเพื่อให้มีความเห็นว่าจะรับหรือไม่ แล้วไปสอบสวนอีกที แล้วกลับมาบอกอีกว่าจะตั้งคณะอนุกรรมการหรือไม่ ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ใช้เวลาเป็นปี มันก็ทำให้การทำงานของป.ป.ช.ล่าช้าและไม่ทันใจ คนก็จะนึกว่าการทำงานไม่สัมฤทธิ์ผล" นายมีชัย กล่าว
นายมีชัย กล่าวว่า การที่คณะกรรมการป.ป.ช.ใช้ระบบการตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนหลายร้อยคณะก็พบว่าไม่ได้มีการดูรายละเอียดมากมาย โดยเฉพาะตัวกรรมการป.ป.ช.เองก็ไม่ได้ดู พอคณะอนุกรรมการทำงานเสร็จ ปรากฏว่าคณะกรรมการป.ป.ช.จะเชื่อตามการทำงานของคณะอนุกรรมการเป็นส่วนใหญ่ จึงคิดว่าควรใช้ระบบแบบสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ที่เมื่อได้รับเรื่องแล้ว เจ้าหน้าที่สามารถสอบสวนเบื้องต้นได้เลย โดยไม่ต้องเข้าคณะกรรมการป.ป.ท. แต่เมื่อสอบแล้วได้ผลอย่างไรก็ส่งมาให้คณะกรรมการป.ป.ท.พิจารณาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อลดขั้นตอนในการทำงาน ซึ่งคิดว่าถ้าใช้ระบบแบบนี้การทำงานของป.ป.ช.จะรวดเร็วยิ่งขึ้น
"ในคดีสำคัญเราจะกำหนดไว้เลยป.ป.ช.ต้องทำให้เสร็จภายใน 1 ปี จะขยายเวลาได้เพียง 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 4 เดือน เพราะถ้าสอบสวนกันจริงๆ เวลาเพียง 1 ปี 8 เดือนน่าจะเสร็จเรียบร้อย ไม่ควรจะเนิ่นนานไปกว่านั้น มาทีนี้ในกลไกการทำงานของป.ป.ช.เราก็ปรับปรุงให้มีความสะดวกมากขึ้น เช่น กรณีที่ทำผิดเล็กๆน้อยๆ ก็ควรให้หน่วยงานอื่นดูแทน ส่วนป.ป.ช.ก็ทำหน้าที่เพียงดูว่าการสอบสวนของหน่วยงานนั้นมีการเอื้อประโยชน์ในทางมิชอบหรือไม่ หรือ ถ้าเป็นคดีที่กล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐในระดับต่ำกว่าผู้บัญชาการกอง ป.ป.ช.ก็มอบให้ป.ป.ท.ไปทำงานได้ เป็นต้น แบบนี้จะช่วยลดภาระงานของป.ป.ช.เพื่อให้ป.ป.ช.เอาเวลาไปทำงานสำคัญได้มากขึ้น" นายมีชัย กล่าว
นายมีชัย กล่าวว่า ส่วนเรื่องความชัดเจนเกี่ยวกับการตั้งป.ป.ช.ประจำภาค 4 ภาคเพื่อทำหน้าที่คณะอนุกรรมการไต่สวนแทนป.ป.ช.นั้นคณะกรธ.ยังไมได้กำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ เพราะคิดว่าถ้าไปเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ จะทำให้เกิดการตายตัว และกลายเป็นการสร้างอำนาจให้กับคณะอนุกรรมการเต็มที่ ซึ่งอาจเกิดเป็นปัญหาได้ เพราะปกติเวลาเลือกคณะกรรมการป.ป.ช.จะมีกระบวนการที่เข้มข้น เพื่อให้ได้คนที่สะอาดที่สุด แต่หากจะเขียนการเลือกอนุกรรมการไว้ในรัฐธรรมนูญคงทำได้ยาก จึงคิดว่าไม่ควรเขียนเอาไว้ อย่างไรก็ตาม หากในอนาคตเห็นว่าคณะอนุกรรมการลักษณะนี้มีความจำเป็นจริงๆก็สามารถหารือกับคณะกรรมการป.ป.ช.ในระหว่างการตราร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตได้ต่อไป
ขณะเดียวกัน คณะกรธ.ได้ออกแบบให้การทำงานขององค์กรอิสระแต่ละองค์กรมีความเชื่อมโยงระหว่างกันด้วย เช่น ถ้าสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบการใช้งบประมาณและพบการทุจริตก็ส่งสำนวนไปให้ป.ป.ช.ได้ทันที โดยป.ป.ช.ต้องใช้สำนวนการสอบสวนของสตง.เป็นหลัก เพื่อให้ป.ป.ช.สอบสวนต่อจากตรงนั้นต่อไป หรือ ในกรณีที่ป.ป.ช.พบว่ามีการใช้งบประมาณที่ผิดวินัยการเงินการคลัง เพื่อใช้งบประมาณผิดระเบียบโดยไม่ได้ทุจริตก็สามารถส่งเรื่องไปให้สตง.ได้เช่นกัน โดยไม่ต้องนับหนึ่งใหม่
นายมีชัย กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ การทำงานขององค์กรอิสระจะเป็นในเชิงรุกมากขึ้น คือ ถ้าพบกรณีที่อาจเข้าข่ายเป็นความผิดให้สามารถลงไปตรวจสอบได้ทันที่โดยไม่จำเป็นต้องรอให้มีการส่งเรื่องร้องเรียนเข้ามา เรียกได้ว่าการตรวจสอบในเรื่องต่างๆขององค์กรอิสระ ไม่จำเป็นต้องมีคนร้องเข้ามา เพียงแค่เห็นเองหรือเห็นข่าวในหนังสือพิมพ์ก็สามารถเข้าไปตรวจสอบได้แล้ว
"อีกเรื่องหนึ่งที่เราได้บัญญัตเข้าไปในร่างรัฐธรรมนูญ เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าจะเป็นประโยชน์ คือ ถ้ากรณีที่รัฐบาลดำเนินการบางอย่างที่อาจจะสร้างความเสียหาย ทางสตง. ป.ป.ช.และกกต.(คณะกรรมการการเลือกตั้ง) ร่วมกันหารือทันทีเลยว่าเรื่องนั้นกำลังนำมาซึ่งความเสียหายหรือไม่ ถ้าเป็นเรื่องที่อาจสร้างความเสียหาย ทั้งสามองค์กรจะต้องมีมติและแจ้งให้คณะรัฐมนตรีและรัฐสภาทราบ ส่วนเมื่อรับทราบความเห็นแล้วจะทำอะไรก็ไปทำ แต่ทั้งสามองค์กรไม่มีอำนาจไปสั่งรัฐสภาและคณะรัฐมนตรี เพียงแต่เป็นการบอกให้รู้ว่ากำลังเกิดความเสียหายต่อประเทศเท่านั้น แต่ถ้าไม่มีการดำเนินการระงับยับยั้งความเสียหาย วันหลังจะมาปฏิเสธว่าตัวเองไม่รู้ไม่ได้ เพราะมีองค์กรอิสระถึง 3 องค์กรบอกให้รู้แล้ว ตรงนี้จะเป็นมาตรการใหม่ที่ช่วยเตือนสติกัน" นายมีชัย กล่าว
เมื่อถามว่า หากในอนาคตพบว่าภายหลังทั้งสามองค์กรได้เตือนรัฐบาลไปแล้วแต่กลับมีความเสียหาย จะเกิดกระบวนการอะไรตามมาบ้าง นายมีชัย กล่าวว่า อาจถูกดำเนินคดีในภายหลัง ไม่ว่าจะเป็นทางใดทางหนึ่งระหว่างทางแพ่งหรืออาญา โดยจะปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่องไม่ได้ เพราะทั้งสามองค์กรได้เตือนอย่างเป็นทางการมาแล้ว
สำหรับการปรับเปลี่ยนอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) นายมีชัย กล่าวว่า คณะกรธ.ได้เพิ่มอำนาจหน้าที่บางอย่างให้ คือ ถ้าพบเห็นว่ามีการกระทำใดที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนให้กสม.บอกรัฐบาลให้รีบแก้ไขได้ทันที จากเดิมที่จะเป็นการทำรายงานต่อต่างประเทศเป็นหลัก แต่ปรับเปลี่ยนใหม่ให้มารายงานในประเทศพร้อมกับทำข้อเสนอแนะที่นำไปสู่การแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะช่วยให้การรายงานเรื่องสิทธิมนุษยชนของกสม.ในต่างประเทศจะได้มีน้ำหนักมากขึ้น
"ไม่อยากให้คณะกรรมการสิทธิมนุยชนกลายเป็นตัวองค์กรที่คอยฟ้องเพื่อทำให้ประเทศเสียหายเพียงอย่างเดียว เราอยากให้เขามีบทบาทในการช่วยให้สิทธิมุนษยชนในบ้านเราดีขึ้นด้วยในฐานะที่เขาเป็นองค์กรของไทยก็ควรมีหน้าที่นั้น และเราเชื่อว่าเขาจะมีความสุขกับหน้าที่นี้เพราะจะมีบทบาทในการช่วยให้สิทธิมนุษยชนในประเทศดีขึ้น" นายมีชัย กล่าว
นายมีชัย กล่าวอีกว่า ส่วนการจัดทำมาตรฐานจริยธรรมที่บังคับใช้กับทุกองค์กรจะเป็นหน้าที่หลักขององค์กรอิสระ แต่การจัดทำดังกล่าวต้องรับฟังความคิดเห็นของสส. สว. และคณะรัฐมนตรี เข้ามาประกอบด้วย ซึ่งในร่างรัฐธรรมนูญได้ระบุว่าการจัดทำมาตรฐานทางจริยธรรมจะต้องกำหนดด้วยว่าอะไรคือการกระทำเป็นความผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง เพราะในคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี กรธ.กำหนดว่าจะต้องไม่กระทำการฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง ถ้าทำผิดเมื่อไหรจะขาดคุณสมบัติทันที โดยให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้พิจารณาชี้ขาด
ส่วนการกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในร่างรัฐธรรมนูญไว้ 4 และเป็นได้ไม่เกิน 8 ปี ประธานกรธ.กล่าวว่า การกำหนดในลักษณะจะไม่เป็นการสร้างตัวแปรในทางการเมือง อันเนื่องมาจากการที่มีนายกฯที่ดำรงตำแหน่งติดต่อและไม่ติดต่อกันสะสมจนครบ 8 ปีและต้องเปลี่ยนตัวนายกฯระหว่างอายยุของสภาผู้แทนราษฎร เพราะเวลาการจะเสนอใครเป็นนายกฯ พรรคการเมืองนั้นต้องดูอยู่แล้วว่าคนของเขาเหลือเวลาเท่าไหร แต่ยังเสนอชื่อเข้ามา เท่ากับว่าพรรคการเมืองนั้นต้องรู้อยู่แล้วต้องเกิดอะไรขึ้นล่วงหน้า
"สมมติว่าคนนั้นเคยเป็นนายกฯมาแล้ว 7 ปี แต่ยังตั้งคนนั้นอีก ก็ต้องเข้าใจว่าเมื่อเป็นนายกฯได้มา1ปีแล้วก็ต้องพ้นจากตำแหน่งไป และต้องเตรียมหาคนใหม่ที่อยู่ในบัญชีรายพรรคการเมืองที่เสนอก่อนวันปิดรับสมัครรับเลือกตั้งสส.มาดำรงตำแหน่งนายกฯ โดยให้สภาฯลงมติเลือก" นายมีชัย กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการประชุมคณะกรธ.นอกสถานที่ ณ โรงแรมเลควิว รีสอร์ท แอนด์ กอล์ฟคลับ ชะอำ จังหวัดเพชรบุรี วันที่ 6 มีวาระพิจารณาบทบัญญัติร่างรัฐธรรมนูญในหมวด 10 ส่วนที่เกี่ยวข้องกับศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งกรธ.ไม่ได้อนุญาตให้สื่อมวลเข้าฟังแต่อย่างใด







