
แกะรอยจับไอ้ยุ้ยฆ่าโหดเด็กวัย13
สภาพสังคมปัจจุบันครอบครัวต้องเป็นด่านแรกในการดูแลบุตรหลาน อย่าใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาทเป็นดีที่สุด
สภาพสังคมปัจจุบันครอบครัวต้องเป็นด่านแรกในการดูแลบุตรหลาน อย่าใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาทเป็นดีที่สุด
โดย...วัลยศ งามขำ
หาก ไอ้ยุ้ย หรือ วิสูตร งามสะอาด จอมโจรฉกโทรศัพท์มือถือ ที่อยู่ในคราบคนขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างถูกจับไปก่อนหน้านี้ น้องคอร์ส-ด.ช.กิตติภพ พวงสมบัติ นักเรียนมัธยมต้นวัย 13 ปี คงไม่ถูกกระหน่ำแทงด้วยคมมีดถึง 14 แผลจนเสียชีวิตหรอก ไอ้ยุ้ยมหาภัยโจรกรุงรายนี้มันลงมือฆ่าเพียงแค่ต้องการโทรศัพท์มือถือของเหยื่อที่มันเอาไปขายเพียง 1,800 บาทเท่านั้น
พ.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ ผู้กำกับการ กองกำกับการสืบสวนสอบสวนนครบาล 8 (ผกก.สส.น.8) หัวหน้าทีมสืบสวนคลี่คลายคดีนี้ ยอมรับว่า หากตำรวจท้องที่ให้ความสนใจกับคดีตบทรัพย์ที่ไอ้ยุ้ยก่อขึ้นในรอบ 2 เดือนที่ผ่านมากว่า 10 คดี น้องคอร์สก็คงไม่ตกเป็นเหยื่อ เพียงเพราะปกป้องโทรศัพท์มือถือ ของขวัญสุดหวงเพราะแม่ซื้อให้
ย้อนหลังไปเมื่อวันที่ 4 ก.ค. ราว 3 ทุ่มเศษ ตำรวจ สน.บุคคโล รับแจ้งเหตุคนร้ายก่อเหตุชิงทรัพย์โทรศัพท์มือถือของ ด.ช.กิตติภพนักเรียนชั้น ม.3 โรงเรียนสมรรถภาพวิทยา ก่อนใช้อาวุธมีดแทงยับถึง 14 แผล ไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล เหตุเกิดที่ปากซอยสุขสวัสดิ์ 1 แขวงบางปะกอก เขตราษฎร์บูรณะ ก่อนที่คนร้ายจะหลบหนีไป
พ.ต.อ.อิทธิพล พร้อมด้วยทีมสืบสวนไปถึงจุดเกิดเหตุไม่นานนัก ก็พบว่าหลักฐานที่จะเชื่อมไปสู่ตัวโจรกรุงโหดเหี้ยมรายนี้ได้มีเพียงเด็กประถมวัยไล่เลี่ยกันราว 11-12 ปี รวม 3 คน เป็นหญิงสอง ชายหนึ่ง ทั้งหมดถือเป็นกุญแจดอกแรกที่จะไขสู่ตัวเดนนรก
ขณะเดียวกันเขาสั่งให้ชุดสืบสวนอีกชุดที่นำโดย พ.ต.ท.หาญชัย ธรรมศักดิ์สิทธิ์ สารวัตรสืบสวน ไปยังโรงพยาบาลเพื่อพูดคุยกับเหยื่อวัยแตกพานที่นอนหายใจรวยริน แต่ก็ไม่เป็นผลเหยื่อน้อยพูดไม่ได้ และสิ้นใจในเวลาต่อมาหลังถึงมือหมอไม่นาน
กลับมาที่กองสืบ 8 พยานวัยประถมทั้งหมดให้การกับผู้กำกับฯ อิทธิพล ตรงกันว่า กำลังปั่นจักรยานมาที่ตู้โทรศัพท์ใกล้กับที่เกิดเหตุ ก็เห็นว่ามีเด็กชายคนหนึ่งถูกทำร้ายแล้ววิ่งมาขอความช่วยเหลือก่อนจะฟุบล้มลงต่อหน้า ก่อนจะเรียกคนมาช่วยนำตัวส่งโรงพยาบาล
ผู้กำกับฯ อิทธิพล ได้ข้อมูลมาแค่นั้นกับข้อมูลประกอบบางอย่างที่เด็กๆ ได้บอกไว้ นั่นคือ คนร้ายร่างกายสูงใหญ่ สูงไม่ต่ำกว่า 170 ซม. สวมหมวกกันน็อก ใส่เสื้อคลุมสีครีม และกางเกงยีนส์ หลังก่อเหตุได้ใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะหลบหนี เมื่อข้อมูลมีแค่นี้เช้าวันรุ่งขึ้นชุดสืบสวนจึงพุ่งเป้าเข้าไปหาแม่ของน้องคอร์สเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติม
และก็เป็นไปตามที่ชุดสืบสวนตั้งธงไว้ทีแรก แม่ของเหยื่อยืนยันหนักแน่นด้วยน้ำตาว่า มีทรัพย์สินอย่างเดียวที่หายไปจากลูกรักหลังเกิดเหตุนั่นคือ “โทรศัพท์มือถือ”
คำให้การของแม่ยังเป็นส่วนหนึ่งที่ตอบคำถามได้ด้วยว่า เพราะเหตุใดน้องคอร์สถึงถูกซัดมากถึง 14 แผล นั่นเป็นเพราะโทรศัพท์เครื่องนี้เป็นของรักของหวงของน้องคอร์ส ที่เคยบอกกับแม่เขาไว้ว่าจะรักษาโทรศัพท์นี้ให้ดีที่สุด
นายตำรวจมือปราบไม่รอช้า มอบหมายให้สารวัตรหาญชัยลงพื้นที่เพื่อหาเบาะแสคนร้ายทันที ในเบื้องต้นพบว่าโทรศัพท์ถูกเปิดใช้หนึ่งครั้งราว 5 ทุ่มเศษของวันเกิดเหตุ ที่ย่านประชาอุทิศ 79 ก่อนจะปิดเครื่องเงียบสนิท
กระทั่งผ่านไปราวสัปดาห์เศษ ทีมสืบสวนได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ด้านเทคนิคว่าเบาะแสที่กำลังตามหานั้นเริ่มปรากฏแล้ว โดยเจ้าหน้าที่พบว่าโทรศัพท์เครื่องนี้ถูกเปิดใช้ที่ย่านคลองถม ด้วยหมายเลขโทรศัพท์ลงทะเบียนปรากฏชื่อชายคนหนึ่งเป็นเจ้าของ พักอาศัยอยู่ที่ย่านถนนประชาอุทิศ เขตราษฎร์บูรณะ
ทีมสืบสวนลงพื้นที่ทันที แฝงตัวไปสังเกตการณ์บ้านพักของชายเจ้าของหมายเลขโทรศัพท์ที่โทร.ออกมาจากเครื่องโทรศัพท์ของกลางเจ้าหน้าที่พบว่าบ้านพักหลังนี้ค่อนข้างมีฐานะ ขัดกับสิ่งที่ผู้กำกับฯ อิทธิพล คาดคิดไว้
เพราะจากรูปแบบของบ้านและคนที่พักอาศัยทำให้รู้ว่ามันไม่น่าจะใช่รังโจร เมื่อถึงขั้นนี้แล้วจึงเปิดหน้าชน โดยเข้าสอบถามที่บ้านหลังดังกล่าว จึงได้รู้ว่าชายเจ้าของบ้านพักเป็นเจ้าของร้านขายโทรศัพท์มือถือที่ย่านคลองถม เจ้าหน้าที่จึงเคลื่อนทัพนักสืบไปยังคลองถมเพื่อพบชายคนนี้ จากการสอบถามเจ้าของร้านเขาอ้ำอึ้งบอกว่า มีคนนำโทรศัพท์เครื่องดังกล่าวมาซ่อมที่ร้านโดยไม่รู้ว่าคนที่นำมาเป็นใคร
ผู้กำกับฯ อิทธิพล รู้ทันทีว่าเจ้าของร้านรายนี้กำลังปั้นน้ำเป็นตัว เพราะกลัวว่าจะถูกดำเนินคดีฐานรับของโจร ตำรวจจึงเปิดฉากซักต่อจนเจ้าของร้านจนมุมและยอมรับว่า เขารับซื้อโทรศัพท์มือถือของกลางมาในราคา 1,800 บาท โดยไม่รู้ว่าคนที่นำมาขายเป็นใคร
ด้วยไหวพริบและสายตาที่แหลมคม บวกกับความต้องการที่อยากรู้ว่าคนที่นำมาขายเป็นใคร เขาจึงสังเกตเห็นกล้องวงจรปิดติดอยู่ที่ร้านมือถือแห่งนี้ กล้องจึงเป็นพยานชิ้นสำคัญที่ต้องเอามาย้อนหลังตรวจสอบ
เมื่อตรวจสอบย้อนหลัง ก็พบภาพของชายคนหนึ่งรูปร่างสูงใหญ่เป็นคนนำโทรศัพท์ของเหยื่อมาขายจริง และไม่ใช่ขายของน้องคอร์สเครื่องเดียวเท่านั้น แต่ในหนึ่งสัปดาห์ชายในกล้องนำโทรศัพท์มาขายมากถึง 4 เครื่อง
จุดนี้เองที่ทำให้ชุดสืบสวนมั่นใจว่าชายในกล้องคือคนร้าย หรือไม่อย่างน้อยที่สุดก็ต้องเกี่ยวข้องกับการตายของเหยื่อวัย 13 ปี จึงเสนอศาลอาญาธนบุรีขออนุมัติหมายจับ
เจ้าหน้าที่แกะรอยจนรู้ว่าคนร้ายมันอยู่ที่ซอยประชาอุทิศ 79 ย่านราษฎร์บูรณะ ซึ่งการตามตัวคนร้ายง่ายกว่าที่คิด เนื่องจากมีสายลับอยู่ในซอยประชาอุทิศ 79 เมื่อเอาภาพถ่ายให้ดูก็รู้ทันทีว่าภาพที่ตัดออกมาจากกล้องวงจรปิดนั้นคือไอ้ยุ้ย คนขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง ซึ่งมีบ้านพักอยู่ในซอยแห่งนี้ จึงได้ขออนุมัติหมายค้นจากศาลเข้าค้นบ้านทันที และในที่สุดมันก็จนมุมในบ้านของตัวเอง พร้อมด้วยของกลางจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าแบบผู้หญิง โทรศัพท์มือถือ และมีดปลายแหลมที่มันใช้ก่อเหตุแทงน้องคอร์ส
ไอ้ยุ้ยรับสารภาพทุกอย่างว่า ที่ต้องฆ่าเพราะว่าเหยื่อนั้นต่อสู้ และตัวใหญ่ไล่เลี่ยกัน ส่วนของกลางที่ยึดได้ในบ้านพักนั้นเป็นของที่ได้มาจากการก่อคดีรวม 12 ครั้งในรอบ 2 เดือน เหยื่อที่เลือกนั้นจะเป็นผู้หญิง และเด็ก โดยจะเลือกเอาโทรศัพท์มือถือ และกระเป๋าถือของผู้หญิง มันอ้างว่าที่ต้องก่อเหตุนั้นเพราะต้องการเงินไปเลี้ยงลูก 3 คน และภรรยาติดยาบ้า
อย่างไรก็ตาม สภาพสังคมปัจจุบันครอบครัวต้องเป็นด่านแรกในการดูแลบุตรหลาน อย่าใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาทเป็นดีที่สุด !!!







