ศาลชี้ขาดมาตรา 7 วางกรอบคุมเฮตสปีช
การประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) นอกสถานที่ ที่โรงแรมเลควิว รีสอร์ท แอนด์ กอล์ฟคลับ ชะอำ จ.เพชรบุรี วันแรก
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
การประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) นอกสถานที่ ที่โรงแรมเลควิว รีสอร์ท แอนด์ กอล์ฟคลับ ชะอำ จ.เพชรบุรี วันแรก เมื่อวันที่ 11 ม.ค. เป็นการเริ่มพิจารณาเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา หลังจาก กรธ.ได้ประชุมเพื่อวางหลักการตลอดช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา
ประเด็นสำคัญตรงการพิจารณาเนื้อหาที่ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพ ทั้งในส่วนของบุคคลและสื่อมวลชน
เนื้อหาเกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพของบุคคลนั้น กรธ.ยังยืนยันในหลักการเดิมเหมือนที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 และร่างรัฐธรรมนูญฉบับของ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ
กล่าวคือ จากเดิมที่รัฐธรรมนูญจะกำหนดว่าบุคคลมีสิทธิและเสรีภาพอะไรบ้าง แต่เปลี่ยนวิธีการเขียนใหม่ที่ให้บุคคลมีเสรีภาพทุกประการ โดยไม่กระทบต่อความมั่นคง ซึ่งมีสาระสำคัญว่า “บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพและได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ตราบเท่าที่การใช้สิทธิหรือเสรีภาพเช่นนั้นไม่กระทบกระเทือนหรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความสงบเรียบร้อยของสังคมแล ประชาชน และไม่ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น”
อย่างไรก็ตาม มีประเด็นสำคัญที่ กรธ.หลายคนถกเถียง คือ จะเป็นการเปิดช่องให้เกิดการตรากฎหมายเพื่อจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนผ่านการอ้างเรื่องการรักษาความมั่นคงหรือไม่ จนทำให้สิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญได้รับรองเอาไว้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง
ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ที่ประชุม กรธ.จึงร่วมกันกำหนดเนื้อหาในมาตรา 26 เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการตรากฎหมายเพื่อจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนเกินความจำเป็น
“การตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคล ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่รัฐธรรมนูญมิได้บัญญัติเงื่อนไขไว้ กฎหมายดังกล่าวต้องคำนึงถึงหลักนิติธรรมโดยไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุหรือจะกระทบกระเทือนต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลมิได้
กฎหมายตามวรรคหนึ่ง ต้องมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป ไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเจาะจง และต้องระบุเหตุผลความจำเป็นในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพไว้ด้วย” ถ้อยคำส่วนหนึ่งของร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 26
ขณะที่สิทธิและเสรีภาพของสื่อมวลชน ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ กรธ.ได้ให้ความสนใจและเห็นตรงกันในหลักการว่าสื่อมวลชนควรมีเสรีภาพเหมือนกับที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ 2550 ได้ให้หลักประกันไว้ แต่ต้องมีความรับผิดชอบด้วย แต่ถึงกระนั้นก็มีอยู่หลายเรื่องที่ กรธ.อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันพอสมควร
อย่างมาตรา 32 บัญญัติคำว่า “การไขข่าวอันเป็นการละเมิดหรือกระทบสิทธิของบุคคลจะกระทำมิได้ เว้นแต่กรณีที่เป็นประโยชน์สาธารณะตามที่กฎหมายบัญญัติ”
กรธ.บางส่วนสอบถามกลางที่ประชุมว่า คำว่าการห้ามไขข่าวในที่นี้ครอบคลุมถึงการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนหรือไม่ เพราะหากเป็นเช่นนั้นอาจส่งผลให้ต้องมีการตรากฎหมายมาควบคุมการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน จากเดิมที่สื่อมวลชนมีภาระที่ต้องรับผิดชอบทั้งทางแพ่ง อาญา และจรรยาบรรณของสื่อมวลชน
ฝ่ายเลขานุการ กรธ. ยืนยันว่า ในมาตรา 32 เป็นการป้องกันไม่ให้รัฐนำข้อมูลส่วนบุคคลไปเปิดเผยต่อสาธารณะ ไม่เกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน แต่เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการตีความ จะตัดคำว่าการไขข่าวออกไป โดยเปลี่ยนเป็น “การกระทำใดอันเป็นการละเมิดหรือกระทบถึงสิทธิของบุคคลจะกระทำมิได้ เว้นแต่กรณีที่เป็นประโยชน์สาธารณะตามที่กฎหมายบัญญัติ” แทน
จากนั้นที่ประชุม กรธ.ได้ให้ความเห็นชอบกับการรับรองสิทธิและเสรีภาพของสื่อมวลชนในหลายประเด็น เช่น ร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 34 ซึ่ง กรธ.ระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความปรองดองผ่านการป้องกันไม่ให้เกิดการสื่อสารที่สร้างความเกลียดชัง
โดยบัญญัติว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน พิมพ์ โฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่นและมีเสรีภาพทางวิชาการ การจำกัดเสรีภาพเช่นว่านี้จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อการรักษาความมั่นคงของชาติ เพื่อคุ้มครองสิทธิ และเพื่อป้องกันมิให้เกิดความแตกแยกหรือเกลียดชัง”
ไม่เพียงเท่านี้ กรธ.เห็นชอบกับการเพิ่มมาตรการในการสร้างความรับผิดชอบของสื่อมวลชนที่สำคัญ 2 ประการ
1.กรณีที่หน่วยงานของรัฐที่ใช้จ่ายค่าตอบแทนให้กับหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนของเอกชนเพื่อประโยชน์ในการโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ จะต้องเปิดเผยรายละเอียดให้กับคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ทราบตามระยะเวลาที่ คตง.กำหนด และให้ คตง.ประกาศให้ประชาชนทราบ พร้อมกับจะไปกำหนดไว้ในร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน ด้วยว่าหากหน่วยงานรัฐใดไม่ดำเนินการตามที่กำหนดจะถือว่าผู้บริหารหน่วยงานรัฐนั้นมีความผิดด้วย
2.กรณีสื่อมวลชนของรัฐ จะต้องได้รับการคุ้มครองเพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีเสรีภาพ โดยต้องไม่เป็นเครื่องมือในทางการเมืองของฝ่ายการเมือง ซึ่ง กรธ.จะบัญญัติมาตรการป้องกันต่อไป
ด้าน อมร วาณิชวิวัฒน์ โฆษก กรธ. แถลงว่า ที่ประชุม กรธ.ได้พิจารณาเห็นว่าในส่วนของเสรีภาพการพูด ความคิดเห็น และการแสดงออกนั้น กรธ.เห็นควรให้เพิ่มเติมหลักการว่ามีเงื่อนไขข้อจำกัดขึ้นใหม่นอกเหนือจากการกระทบต่อความมั่นคง ศีลธรรมของสังคม สิทธิของผู้อื่นแล้ว ผู้พูดหรือผู้แสดงออกยังห้ามที่จะใช้สิทธิในการก่อให้เกิดความขัดแย้ง หรือการใช้วาทกรรมจนนำไปสู่ความแตกแยกขัดแย้งในสังคม
“นี่เป็นอีกหนึ่งมาตรการของการปรองดองในรัฐธรรมนูญ ที่แม้ว่าจะยังไม่ได้เขียนไว้เป็นหมวดหนึ่งโดยเฉพาะ แต่ก็สอดแทรกไว้ในหลายมาตรา การห้ามใช้เฮตสปีชก็เพื่อป้องกันการใช้วาทะเชือดเฉือนทำร้ายกันจนนำไปสู่ความขัดแย้งแตกแยก” อมร กล่าว
ขณะที่ อุดม รัฐอมฤต โฆษก กรธ. อีกคนชี้แจงว่า มีอีกหลายประเด็นที่มีการเปลี่ยนแปลงจากรัฐธรรมนูญในอดีต ได้แก่ การย้ายความคลุมเครือของมาตรา 7 กรณีที่ไม่มีบัญญัติตามรัฐธรรมนูญต้องเป็นไปตามประเพณีปฏิบัติตามระบอบประชาธิปไตยนั้น ให้เป็นหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด ไม่ต้องตีความถกเถียงกันเอง
สำหรับการประชุม กรธ.ในวันที่ 12 ม.ค.จะเข้าสู่การพิจารณาบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญในเรื่องหน้าที่ของปวงชนชาวไทย หน้าที่ของรัฐ และแนวนโยบายแห่งรัฐ


