เปิดสถานการณ์ "โรงตึ๊งกทม." ไถ่ทรัพย์สินคืนมากกว่าจำนำเพิ่ม
เสียงสะท้อนจาก “โรงรับจำนำ กทม.” ยังสามารถฉายภาพเงินในกระเป๋าของใครหลายคน
โดย...นิติพันธุ์ สุขอรุณ
ทุกเทศกาลหยุดยาว โดยเฉพาะในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ประชาชนต่างเดินทางออกจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) เมืองหลวงอันศิวิไลซ์ กลับสู่ภูมิลำเนาในต่างจังหวัด เพื่อพบปะสังสรรค์ครอบครัวกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา
แน่นอนว่าช่วงเทศกาลเป็นช่วงที่คนต้องการใช้เงินมากที่สุด และสำหรับผู้ที่ประสบกับปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน “สถานธนานุบาลกรุงเทพฯ” หรือโรงรับจำนำ กทม.อาจเป็นที่พึ่งยามชักหน้าไม่ถึงหลังได้เป็นอย่างดี
ที่สำคัญเสียงสะท้อนจาก “โรงรับจำนำ กทม.” ยังสามารถฉายภาพเงินในกระเป๋าของใครหลายคน
วราภรณ์ จันทร์เพ็ญ รองผู้อำนวยการสถานธนานุบาล กทม. รักษาการผู้อำนวยการสถานธนานุบาล เล่าว่า ช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา มีประชาชนนำทรัพย์สินเข้ามาจำนำรวมมูลค่ากว่า 114 ล้านบาท จากจำนวนประชาชนทั้งสิ้น 7,736 คน โดยสถานที่ที่มีคนมาจำนำทรัพย์สินมากที่สุดคือ โรงรับจำนำ สาขามีนบุรี มีทรัพย์สินถูกนำมาจำนำมูลค่ากว่า 13 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมถือว่าสภาพเศรษฐกิจดีขึ้น เนื่องจากพบว่าลูกค้าเข้ามาไถ่ถอนทรัพย์สินออกไปมากกว่าเข้ามาจำนำ คิดเป็นมูลค่าเงินที่จ่ายออกจากระบบจำนวน 140 ล้านบาท แบ่งเป็น ส่วนไถ่ถอน 57% จำนำ 43% ซึ่งยอดไถ่ถอนปี 2558 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2557 พบว่ามีการไถ่ถอนเพิ่มขึ้นมากคิดเป็นเงินจำนวน 2.2 ล้านบาท หรือเพิ่มเพียง 1% เท่านั้น
ในส่วนจำนวนทรัพย์สินที่หลุดจำนำมีประมาณ 20 ล้านบาท แสดงให้เห็นว่าประชาชนมีเงินมาไถ่ถอนทรัพย์สินคืนก่อนเดินทางกลับต่างจังหวัดมากขึ้น โดยทรัพย์สินส่วนใหญ่คือ ทองคำรูปพรรณ อัญมณี แหวน หรือสร้อยคอประดับเพชร
ทั้งนี้ ในจำนวนการไถ่ถอนทรัพย์สินคืนยอมรับว่า มีประชาชนบางส่วนนำเงินมาไถ่ทองรูปพรรณออกมาเป็นจำนวนมาก เพื่อนำกลับไปใส่อวดโชว์ครอบครัว ขณะเดียวกันบุคคลเหล่านี้จะต้องมีเงินสดเพื่อสามารถเก็บไว้ใช้จ่ายท่องเที่ยวด้วย จากนั้นเมื่อผ่านพ้นช่วงเทศกาลไปแล้วจะนำทองรูปพรรณมาจำนำเช่นเดิม วัดได้จากเริ่มต้นเดือน ม.ค. 2559 ถึงปัจจุบัน เริ่มมีประชาชนนำทรัพย์สินที่ไถ่ไปกลับมาจำนำคืนบ้างแล้ว
วราภรณ์ บอกอีกว่า ในสภาวะปกติถ้ามีการจำนำมากขึ้น อาจจะหมายถึงมีการซื้อทรัพย์สินขนาดใหญ่ เช่น การนำเงินไปดาวน์บ้าน ดาวน์รถยนต์ ด้วยเหตุนี้ประชาชนจะเลือกใช้โรงรับจำนำมากกว่าจะเสียดอกเบี้ยให้กับไฟแนนซ์ ซึ่งบางคนสะสมทองไว้ แล้วนำมาจำนำก็จะได้เงินไปดาวน์บ้านหรือรถยนต์ จากนั้นใช้รูปแบบผ่อนชำระเงินต้น ดอกเบี้ยถูกกับทางโรงรับจำนำแทนการผ่อนราคาบ้านที่ต้องเสียดอกเบี้ยแพงกว่า
ข้อดีอีกประการคือ โรงรับจำนำไม่มีระยะเวลาในการผ่อนชำระเงินต้น เพราะถ้าหากผ่อนอย่างสม่ำเสมอครั้งละ 4 เดือน 30 วัน จะเป็นการยืดอายุการผ่อนต่อไปอีก 4 เดือน 30 วันทันที แต่ถ้าหากไม่มาผ่อนภายในกรอบที่ตั้งไว้ทรัพย์สินจะ
หลุดจำนำ ผลที่ได้คือผ่อนทรัพย์ชิ้นใหม่ได้ ในขณะที่เงินต้นก็ไม่สูญหายไปไหน
“รูปแบบการผ่อนชำระเงินผ่านโรงรับจำนำเช่นนี้ ไม่ถือว่าทำลายระบบการเงิน เพราะระบบนี้ใช้ได้กับประชาชนที่มีวินัยทางการเงินเท่านั้น ซึ่งมีไม่มาก ถ้าทำได้แบบนี้คนจะไม่เป็นหนี้นอกระบบ ที่สำคัญโรงรับจำนำไม่โทรศัพท์ไปกวนใจอีกด้วย ถือเป็นวิธีที่ฉลาด”วรากรณ์ ระบุ
บุญส่ง ฟักทิม ผู้จัดการสถานธนานุบาล สาขาคลองเตย กล่าวว่า ช่วงปีใหม่มีประชาชนนำเงินมาไถ่ทรัพย์สินคืนเป็นจำนวนมากกว่าจำนำ เพราะมีเงินเข้ามาไถ่คืนกว่าตั้งแต่วันที่ 25 ธ.ค.-30 ธ.ค. 2558 มูลค่าเงินที่ไถ่คืนกว่า 3 ล้านบาท
“กว่า 90% เป็นการไถ่ทองรูปพรรณคืนเพื่อใส่กลับบ้าน เอาไปโชว์ให้พ่อแม่ดูว่าของขวัญที่ให้มายังอยู่ดีนะ จากนั้นเวลากลับเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ก็จะนำทรัพย์สินมาจำนำเช่นเดิม ถือเป็นเรื่องตลกใกล้ช่วงเทศกาลวันหยุดยาว พนักงานมักจะถามประชาชนว่าไถ่ทองไปไหน คำตอบที่ได้คือไถ่กลับบ้าน เป็นที่รู้กันว่าไถ่ทองไปอวดครอบครัวว่ายังอยู่ดีที่กรุงเทพฯ พอกลับมาทำงานทองก็จะเข้ามาโรงรับจำนำอีกครั้งเป็นการหมุนเวียนเงินอีกรูปแบบหนึ่ง” บุญส่ง กล่าว
สายชล รวมกิ่งแก้ว ผู้จัดการสถานธนานุบาล สาขาพระโขนง กล่าวว่า ภาพรวมการรับจำนำถือว่าลดลงเล็กน้อย อาจเกิดจากตัวเลือกจากโรงรับจำนำเอกชนออกโปรโมชั่นที่ดีกว่า เช่น การขยายเวลาอายุของตั๋วรับจำนำจาก 5 เดือน เพิ่มเป็น 6 เดือน แต่ทางสถานธนา
นุบาล กทม. ยังไม่ได้รับการอนุญาตจากผู้ว่าฯ กทม.ให้การออกคำสั่งทางราชการ จึงไม่มีโปรโมชั่นในช่วงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งประชาชนที่เข้ามาจำนำทรัพย์สินส่วนใหญ่ต้องการเงินไว้ใช้จ่ายประมาณ 1-3 หมื่นบาท ทำให้มีเม็ดเงินเข้าระบบโรงรับจำนำสาขาพระโขนงจำนวนประมาณ 3-4 ล้านบาท
การวัดกระแสเงินสดในมือของประชาชนช่วงเทศกาลวันหยุดยาว จึงทำได้จากการประเมินตัวเลขเม็ดเงินที่เข้ามาในระบบของโรงรับจำนำสะท้อนสภาพเศรษฐกิจภาพรวมปากท้องของผู้อาศัยในกรุงเทพฯ ได้เป็นอย่างดี


