posttoday
ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

31 ธันวาคม 2558

โดย...ภุมรัตน  ทักษาดิพงศ์

โดย...ภุมรัตน  ทักษาดิพงศ์

มีหลายคนเริ่มให้ความสนใจยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี  ซึ่งเป็นความคิดริเริ่มของรัฐบาลชุดนี้ หากพูดให้ชัดลงไปก็คือความคิดริเริ่มของ พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี  ซึ่งเห็นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี  สมมติว่าเราเริ่มนับจากปี 2559 ก็หมายถึงว่า 20 ปีข้างหน้า หรือปี 2579  ท่านต้องการให้ประเทศไทยมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร  นับว่าท่านเป็นผู้นำประเทศที่มีความคิดริเริ่มอย่างจริงจังมากกว่าผู้นำคนก่อนๆ  มีการมอบหมายให้ทั้งบุคคลและหน่วยงานไปร่วมกันวางแผนเขียนยุทธศาสตร์ 20 ปีขึ้นมา   

ผ่านไปแล้วเป็นปี เรายังไม่เห็นยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีว่ามีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร คนที่เกี่ยวข้องพยายามที่จะอธิบายให้หน่วยงานและคณะกรรมการต่างๆ ได้ทราบถึงยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แต่ดูเหมือนว่าคนฟังเมื่อฟังแล้วก็ยังไม่ค่อยเข้าใจนัก ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้เขียนเรื่องยุทธศาสตร์ชาติไว้ในหมวดว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐาน ส่วนรายละเอียดต้องไปใส่ไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายลูก    

เชื่อว่าคนส่วนใหญ่สนับสนุนให้ประเทศมียุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี เพื่อให้ประเทศรู้แนวทางในการเดินไปข้างหน้าสู่จุดหมายที่วางไว้ แม้ว่ารัฐบาล  คสช.จะไม่อยู่แล้วก็ตาม แต่รัฐบาลจากการเลือกตั้งควรจะทำตามยุทธศาสตร์ชาติที่กำหนด อย่างไรก็ดี จนถึง ณ วันนี้เรายังไม่แน่ใจว่าคนที่เขียนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีนั้น  มีความเข้าใจตรงกันหรือยังว่ายุทธศาสตร์ 20 ปีของท่านนั้นคืออะไรกันแน่  

ก่อนอื่นนักยุทธศาสตร์ต้องมองให้เห็นเสียก่อนว่า โลกใน 20 ปีข้างหน้านับแต่นี้ไปจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง เราเชื่อว่าโลกใน 20 ปีข้างหน้าจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเกือบทุกด้านทั้งด้านความมั่นคง  การเมือง  เศรษฐกิจ  สังคมวัฒนธรรม  ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยีด้านอื่นๆ ที่ก่อให้เกิดนวัตกรรมตลอดเวลา ความคิดความต้องการของคนเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา  ซึ่งมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างรวดเร็ว น้ำมันอาจไม่ใช่สิ่งจำเป็นสูงสุดอีกต่อไป  รถยุคต่อไปจะใช้พลังงานทดแทนอื่นๆ  เป็นต้น

เทคโนโลยีการทหารและอวกาศเปลี่ยนไปจนตามไม่ทัน การโยกย้ายถิ่นฐานของคนกลายเป็นเรื่องธรรมดา   ประชากรที่เคยเป็นคนส่วนใหญ่ในประเทศอาจกลายเป็นคนส่วนน้อยไปแล้ว  เขตแดนของประเทศอาจลดความสำคัญลงไป เพราะคนไปมาหาสู่กันมากขึ้นจนเขตแดนแทบไม่มีความหมาย นวัตกรรมเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารอาจไปถึง 8จี ที่มีความเร็วสูงแค่กะพริบตา ฯลฯ

คนที่จะเขียนยุทธศาสตร์ชาติต้องมองเห็นโลก 20 ปีข้างหน้าจะมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร ในส่วนของไทยเองจะเจอ “ภัยคุกคาม” และ “ความเสี่ยง” อะไรบ้าง  รวมทั้งโอกาสที่จะฉกฉวยมาเป็นประโยชน์กับประเทศ นักยุทธศาสตร์สามารถวาดภาพแนวโน้มของสถานการณ์ของโลกในปี 2580 ได้ถูกต้องไม่มากก็น้อย โดยจะต้องมีการทบทวนทุก 5 ปี หรือเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป   

 เมื่อทราบถึงหน้าตาของโลกในปี 2579  แล้วนักยุทธศาสตร์จะกำหนดให้ไทยไปอยู่ตรงไหนของโลก  ซึ่งไม่ใช่ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์และจะให้ไทยมีรูปร่างหน้าตา หรือมี “ลุค” อย่างไรซึ่งเราเรียกว่า “วิสัยทัศน์ 2580” หรือ “วิชั่น 1930” ลุคของไทยโดยรวม  และเฉพาะส่วนด้านความมั่นคงการเมือง  เศรษฐกิจ   สังคมวัฒนธรรม  การทหาร ในช่วง 20 ปีข้างหน้านอกจาก “ภัยคุกคาม” ที่ไทยต้องเผชิญแล้ว ไทยจะมี “โอกาส” อะไรบ้างที่สามารถฉกฉวยมาเป็นประโยชน์ได้ ที่ผ่านมาเรามองว่าโลกกลมได้กลายเป็นโลกแบนแล้วที่ทุกคนมองเห็นกันหมด  โลกเหมือนกับถนนซูเปอร์ไฮเวย์ที่ประเทศต่างๆ  ซึ่งเปรียบเสมือนรถประเภทต่างๆ  ยี่ห้อต่างๆ ที่มีแรงม้าสูงและแรงม้าต่ำกำลังวิ่งแข่งกันบนถนนซูเปอร์ไฮเวย์นี้ แล้วปี 2579 โลกใบนี้จะถูกเปรียบเทียบให้เป็นอะไร

นักยุทธศาสตร์มักกำหนดวิสัยทัศน์ให้ประเทศไทยเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ  มีความก้าวหน้าทัดเทียมกับประเทศที่เจริญแล้ว  มีความมั่นคงมั่งคั่งอย่างยั่งยืนแซงหน้าประเทศอื่นๆ  นั่นคือเป้าหมายที่วางไว้   แต่ส่วนใหญ่นักยุทธศาสตร์ลืมคิดถึง “จุดแข็ง  จุดอ่อน” ของประเทศ  ที่จำเป็นต้องเอามาคำนวณ  เพราะจุดแข็งจุดอ่อนจะเป็นปัจจัยกำหนด “ทิศทางเดิน” ของประเทศให้ไปสู่วิสัยทัศน์ที่วางไว้ ยุทธศาสตร์ชาติก็คือการจะเดินไปสู่วิสัยทัศน์ของชาติใน 20 ปีข้างหน้าได้ “อย่างไร”  ซึ่งอาจมีหลายทางเดิน  หลายวิธีการ   ในจังหวะที่เหมาะสมตามศักยภาพของประเทศที่มีอยู่ปัจจุบันและที่สามารถเสาะหาเพิ่มเติมได้

 สิ่งหนึ่งที่นักยุทธศาสตร์ไม่ค่อยคิดถึงกันหรือคิดไม่ถึง หรืออาจจะลืมไปแล้วก็ได้ ก็คือ  “ศักดิ์ศรีของชาติ”  และ  “ความภาคภูมิใจในชาติ”   เรามักรู้จักกันในเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์  แต่ชาติทุกชาติต่างมีศักดิ์ศรีด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นชาติเล็กชาติใหญ่ คนบางคนทะเลาะกันตีกันก็เพราะถูกหยามศักดิ์ศรี  บางประเทศทะเลาะกันจนอาจนำไปสู่สงครามกันก็เพราะศักดิ์ศรีของชาติที่ใครจะมาหยามไม่ได้   นอกจากรัฐบาลมีหน้าที่ในการรักษาผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของชาติแล้ว  ยังต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีของชาติด้วย ไม่ใช่ไปทำตัวให้คนอื่นดูถูกเหยียดหยาม   หรือคนในชาติมองว่าประพฤติตัวให้ต่างชาติดูถูกดูแคลนเหมือนอย่างที่อดีตรัฐมนตรีบางคนประพฤติ   

 เราต้องสอนคนไทยตั้งแต่เด็กให้มีความภาคภูมิใจในความเป็นชาติ  มีความหยิ่งในความเป็นไทย  เพราะไทยเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน  มีศิลปวัฒนธรรม  ขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีวามเป็นเอกลักษณ์ของตน ซึ่งเรียกว่า  “รากของประเทศ”   ประเทศเพื่อนบ้านต่างอิจฉาไทยด้วยกันทั้งนั้น   หลายประเทศเกิดใหม่ไม่มีเอกลักษณ์ของตนเอง ต้องหยิบฉวยเอาคนของคนนั้นนิด คนนี้หน่อย มาสร้างเป็นวัฒนธรรมประจำชาติ ประเทศเหล่านั้นไม่มี “ราก”

นักยุทธศาสตร์ต้องเข้าใจจุดแข็งจุดอ่อนของประเทศ  เพื่อนำจุดแข็งมาใช้ประโยชน์และลดจุดอ่อนลง  สังคมเรียกร้องให้เร่งปฏิรูประบบการศึกษาของชาติ  โดยเฉพาะฟื้นฟูการเรียนการสอนเรื่องประวัติศาสตร์ไทย  หน้าที่พลเมืองและศีลธรรมอันดี  สำคัญกว่านั้นคือต้องสอนให้เด็กไทยรู้จักกับรากของชาติและสร้างความภูมิใจ ความหยิ่งในศักดิ์ศรีของชาติไทยด้วย เพราะนี่คือรากแก้วที่จะทำให้ต้นไม้ที่ชื่อว่าประเทศไทยเจริญเติบโตอย่างมั่นคงและต้านทานพายุได้  เพื่อให้ไทยยืนอยู่ได้อย่างสง่าผ่าเผยเคียงบ่าเคียงไหล่กับประเทศพัฒนาอื่นของโลกในปี 2580

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่