
ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี
โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์
โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์
มีหลายคนเริ่มให้ความสนใจยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งเป็นความคิดริเริ่มของรัฐบาลชุดนี้ หากพูดให้ชัดลงไปก็คือความคิดริเริ่มของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งเห็นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี สมมติว่าเราเริ่มนับจากปี 2559 ก็หมายถึงว่า 20 ปีข้างหน้า หรือปี 2579 ท่านต้องการให้ประเทศไทยมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร นับว่าท่านเป็นผู้นำประเทศที่มีความคิดริเริ่มอย่างจริงจังมากกว่าผู้นำคนก่อนๆ มีการมอบหมายให้ทั้งบุคคลและหน่วยงานไปร่วมกันวางแผนเขียนยุทธศาสตร์ 20 ปีขึ้นมา
ผ่านไปแล้วเป็นปี เรายังไม่เห็นยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีว่ามีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร คนที่เกี่ยวข้องพยายามที่จะอธิบายให้หน่วยงานและคณะกรรมการต่างๆ ได้ทราบถึงยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แต่ดูเหมือนว่าคนฟังเมื่อฟังแล้วก็ยังไม่ค่อยเข้าใจนัก ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้เขียนเรื่องยุทธศาสตร์ชาติไว้ในหมวดว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐาน ส่วนรายละเอียดต้องไปใส่ไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายลูก
เชื่อว่าคนส่วนใหญ่สนับสนุนให้ประเทศมียุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี เพื่อให้ประเทศรู้แนวทางในการเดินไปข้างหน้าสู่จุดหมายที่วางไว้ แม้ว่ารัฐบาล คสช.จะไม่อยู่แล้วก็ตาม แต่รัฐบาลจากการเลือกตั้งควรจะทำตามยุทธศาสตร์ชาติที่กำหนด อย่างไรก็ดี จนถึง ณ วันนี้เรายังไม่แน่ใจว่าคนที่เขียนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีนั้น มีความเข้าใจตรงกันหรือยังว่ายุทธศาสตร์ 20 ปีของท่านนั้นคืออะไรกันแน่
ก่อนอื่นนักยุทธศาสตร์ต้องมองให้เห็นเสียก่อนว่า โลกใน 20 ปีข้างหน้านับแต่นี้ไปจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง เราเชื่อว่าโลกใน 20 ปีข้างหน้าจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเกือบทุกด้านทั้งด้านความมั่นคง การเมือง เศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรม ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยีด้านอื่นๆ ที่ก่อให้เกิดนวัตกรรมตลอดเวลา ความคิดความต้องการของคนเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างรวดเร็ว น้ำมันอาจไม่ใช่สิ่งจำเป็นสูงสุดอีกต่อไป รถยุคต่อไปจะใช้พลังงานทดแทนอื่นๆ เป็นต้น
เทคโนโลยีการทหารและอวกาศเปลี่ยนไปจนตามไม่ทัน การโยกย้ายถิ่นฐานของคนกลายเป็นเรื่องธรรมดา ประชากรที่เคยเป็นคนส่วนใหญ่ในประเทศอาจกลายเป็นคนส่วนน้อยไปแล้ว เขตแดนของประเทศอาจลดความสำคัญลงไป เพราะคนไปมาหาสู่กันมากขึ้นจนเขตแดนแทบไม่มีความหมาย นวัตกรรมเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารอาจไปถึง 8จี ที่มีความเร็วสูงแค่กะพริบตา ฯลฯ
คนที่จะเขียนยุทธศาสตร์ชาติต้องมองเห็นโลก 20 ปีข้างหน้าจะมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร ในส่วนของไทยเองจะเจอ “ภัยคุกคาม” และ “ความเสี่ยง” อะไรบ้าง รวมทั้งโอกาสที่จะฉกฉวยมาเป็นประโยชน์กับประเทศ นักยุทธศาสตร์สามารถวาดภาพแนวโน้มของสถานการณ์ของโลกในปี 2580 ได้ถูกต้องไม่มากก็น้อย โดยจะต้องมีการทบทวนทุก 5 ปี หรือเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป
เมื่อทราบถึงหน้าตาของโลกในปี 2579 แล้วนักยุทธศาสตร์จะกำหนดให้ไทยไปอยู่ตรงไหนของโลก ซึ่งไม่ใช่ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์และจะให้ไทยมีรูปร่างหน้าตา หรือมี “ลุค” อย่างไรซึ่งเราเรียกว่า “วิสัยทัศน์ 2580” หรือ “วิชั่น 1930” ลุคของไทยโดยรวม และเฉพาะส่วนด้านความมั่นคงการเมือง เศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรม การทหาร ในช่วง 20 ปีข้างหน้านอกจาก “ภัยคุกคาม” ที่ไทยต้องเผชิญแล้ว ไทยจะมี “โอกาส” อะไรบ้างที่สามารถฉกฉวยมาเป็นประโยชน์ได้ ที่ผ่านมาเรามองว่าโลกกลมได้กลายเป็นโลกแบนแล้วที่ทุกคนมองเห็นกันหมด โลกเหมือนกับถนนซูเปอร์ไฮเวย์ที่ประเทศต่างๆ ซึ่งเปรียบเสมือนรถประเภทต่างๆ ยี่ห้อต่างๆ ที่มีแรงม้าสูงและแรงม้าต่ำกำลังวิ่งแข่งกันบนถนนซูเปอร์ไฮเวย์นี้ แล้วปี 2579 โลกใบนี้จะถูกเปรียบเทียบให้เป็นอะไร
นักยุทธศาสตร์มักกำหนดวิสัยทัศน์ให้ประเทศไทยเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ มีความก้าวหน้าทัดเทียมกับประเทศที่เจริญแล้ว มีความมั่นคงมั่งคั่งอย่างยั่งยืนแซงหน้าประเทศอื่นๆ นั่นคือเป้าหมายที่วางไว้ แต่ส่วนใหญ่นักยุทธศาสตร์ลืมคิดถึง “จุดแข็ง จุดอ่อน” ของประเทศ ที่จำเป็นต้องเอามาคำนวณ เพราะจุดแข็งจุดอ่อนจะเป็นปัจจัยกำหนด “ทิศทางเดิน” ของประเทศให้ไปสู่วิสัยทัศน์ที่วางไว้ ยุทธศาสตร์ชาติก็คือการจะเดินไปสู่วิสัยทัศน์ของชาติใน 20 ปีข้างหน้าได้ “อย่างไร” ซึ่งอาจมีหลายทางเดิน หลายวิธีการ ในจังหวะที่เหมาะสมตามศักยภาพของประเทศที่มีอยู่ปัจจุบันและที่สามารถเสาะหาเพิ่มเติมได้
สิ่งหนึ่งที่นักยุทธศาสตร์ไม่ค่อยคิดถึงกันหรือคิดไม่ถึง หรืออาจจะลืมไปแล้วก็ได้ ก็คือ “ศักดิ์ศรีของชาติ” และ “ความภาคภูมิใจในชาติ” เรามักรู้จักกันในเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แต่ชาติทุกชาติต่างมีศักดิ์ศรีด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นชาติเล็กชาติใหญ่ คนบางคนทะเลาะกันตีกันก็เพราะถูกหยามศักดิ์ศรี บางประเทศทะเลาะกันจนอาจนำไปสู่สงครามกันก็เพราะศักดิ์ศรีของชาติที่ใครจะมาหยามไม่ได้ นอกจากรัฐบาลมีหน้าที่ในการรักษาผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของชาติแล้ว ยังต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีของชาติด้วย ไม่ใช่ไปทำตัวให้คนอื่นดูถูกเหยียดหยาม หรือคนในชาติมองว่าประพฤติตัวให้ต่างชาติดูถูกดูแคลนเหมือนอย่างที่อดีตรัฐมนตรีบางคนประพฤติ
เราต้องสอนคนไทยตั้งแต่เด็กให้มีความภาคภูมิใจในความเป็นชาติ มีความหยิ่งในความเป็นไทย เพราะไทยเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน มีศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีวามเป็นเอกลักษณ์ของตน ซึ่งเรียกว่า “รากของประเทศ” ประเทศเพื่อนบ้านต่างอิจฉาไทยด้วยกันทั้งนั้น หลายประเทศเกิดใหม่ไม่มีเอกลักษณ์ของตนเอง ต้องหยิบฉวยเอาคนของคนนั้นนิด คนนี้หน่อย มาสร้างเป็นวัฒนธรรมประจำชาติ ประเทศเหล่านั้นไม่มี “ราก”
นักยุทธศาสตร์ต้องเข้าใจจุดแข็งจุดอ่อนของประเทศ เพื่อนำจุดแข็งมาใช้ประโยชน์และลดจุดอ่อนลง สังคมเรียกร้องให้เร่งปฏิรูประบบการศึกษาของชาติ โดยเฉพาะฟื้นฟูการเรียนการสอนเรื่องประวัติศาสตร์ไทย หน้าที่พลเมืองและศีลธรรมอันดี สำคัญกว่านั้นคือต้องสอนให้เด็กไทยรู้จักกับรากของชาติและสร้างความภูมิใจ ความหยิ่งในศักดิ์ศรีของชาติไทยด้วย เพราะนี่คือรากแก้วที่จะทำให้ต้นไม้ที่ชื่อว่าประเทศไทยเจริญเติบโตอย่างมั่นคงและต้านทานพายุได้ เพื่อให้ไทยยืนอยู่ได้อย่างสง่าผ่าเผยเคียงบ่าเคียงไหล่กับประเทศพัฒนาอื่นของโลกในปี 2580







