
ตำนานความขัดแย้งในวงการสาธารณสุข (13)
ความขัดแย้งที่ขบวนการแพทย์ชนบทจุดประกายขึ้น และสร้างผลกระทบได้ชัดเจนที่สุด คือ การเปิดโปงกรณีทุจริตยา 1,400 ล้านบาท เมื่อปลายปี 2540
ความขัดแย้งที่ขบวนการแพทย์ชนบทจุดประกายขึ้น และสร้างผลกระทบได้ชัดเจนที่สุด คือ การเปิดโปงกรณีทุจริตยา 1,400 ล้านบาท เมื่อปลายปี 2540
เรื่องนี้เกิดจากวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่เมื่อกลางปี 2540 รัฐบาลชวน 2 โดยกระทรวงสาธารณสุขได้ของบประมาณ 1,400 ล้านบาท เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี แต่เพราะแฝงเจตนาร้ายคือการทุจริตยาจากงบประมาณก้อนนี้
มีการวางแผนของฝ่ายการเมืองในกระทรวงสาธารณสุขโดยความร่วมมือของฝ่ายข้าราชการประจำ รวมทั้งผู้บริหารองค์การเภสัชกรรมในขณะนั้น เตรียมวิธีการทุจริต 3 รูปแบบ คือ 1) ตั้งเครือข่ายบริษัทยาแล้วสั่งการให้โรงพยาบาลต่างๆ ซื้อยาราคาแพงจากบริษัทเหล่านี้ ซึ่งบริษัทเหล่านี้จะเป็นผู้จัดการ “ส่วนแบ่ง” ให้นักการเมืองเอง 2) ให้ซื้อยาจากบริษัทเครือข่ายเหล่านี้ผ่านองค์การเภสัชกรรม 3) ให้ไปจัดซื้อเองจากบริษัทใดก็ได้แล้วตัด 10% ส่งให้ฝ่ายการเมือง
ขั้นดำเนินการมีการไปจัดประชุมบังหน้าในโรงแรมแห่งหนึ่งทางภาคใต้โดยรัฐมนตรีสาธารณสุขขณะนั้น คือ รักเกียรติ สุขธนะ เดินทางไปเป็นประธานด้วยตนเอง แล้วทีมงานของรัฐมนตรีเรียกนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดและผู้อำนวยการโรงพยาบาลไปสั่งการในโรงแรมด้วยตนเอง
ในส่วนกลาง เนื่องจากงบประมาณก้อนนี้เจออุปสรรค “ใช้ยาก” เพราะ นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ “วางสนุ้ก” ไว้ โดยการประสานรัฐมนตรีคลัง (ธารินทร์ นิมมานเหมินท์) ตั้งคณะกรรมการที่มีบุคคลภายนอกกระทรวงสาธารณสุขมาร่วมเป็นกรรมการ จึงต้องมีการเปลี่ยนหมวดงบประมาณเพื่อมิให้ถูกควบคุมตรวจสอบโดยคณะกรรมการชุดนี้ และ รมช.สาธารณสุขเรียก นพ.สงวนไปตำหนิที่ออกระเบียบดังกล่าวว่า “ทำแบบนี้จึงไม่ก้าวหน้าในราชการ”
เมื่อเริ่ม “ลงมือ” ผู้ปฏิบัติในระดับจังหวัด/อำเภอ เกรงความผิด แต่ส่วนใหญ่ไม่กล้าออกมา “โวยวาย” ผู้ที่ออกมาโวยวายคนแรกเป็นหนึ่งในแกนนำแพทย์ชนบท คือ นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา แต่ถูกผู้ใหญ่ระดับ 10 และ 11 ในกระทรวงออกมาโต้ว่าไม่เป็นความจริง ต่อมาแพทย์ชนบทหลายคนออกมา “ดาหน้า” ยืนยันเรื่องทุจริต สื่อขานรับเรื่องนี้อย่างกว้างขวาง องค์กรเอกชนสาธารณประโยชน์ (เอ็นจีโอ) จำนวนมากออกมาร่วมประสานเสียง คนสำคัญที่ออกมาร่วมขณะนั้นคือ รสนา โตสิตระกูล ซึ่ง “กัดติด” เรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง
ต่อมาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (ป.ป.ป.) หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาทำการสอบสวน พบหลักฐานการทุจริตต่างๆ จริง เลขาธิการ ป.ป.ป. ขณะนั้นคือ กล้านรงค์ จันทิก ก็ออกมาให้ข่าวยืนยันเรื่องนี้ แต่ฝ่ายแพทย์ชนบทและเอ็นจีโอ มีข้อเคลือบแคลงว่า ป.ป.ป.จะ “ตัดตอน” จำกัดวงผู้ร่วมกระทำผิด จึงออกมาโต้ ป.ป.ป.
เมื่อเรื่องครึกโครมยืดเยื้อ รัฐบาลไม่สามารถนิ่งเฉยได้ จึงต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงตามข้อเสนอของภาคประชาสังคม คือ การตั้งบุคคลภายนอกที่ได้รับความเชื่อถือมาเป็นกรรมการ ในที่สุดกระทรวงสาธารณสุขก็ยอมแต่งตั้งคณะกรรมการที่มี นพ.บรรลุ ศิริพานิช เป็นประธาน ใช้เวลาราว 3 สัปดาห์ ก็สามารถสรุปและไป “กระซิบ” กับนายกฯ ชวน ว่ามีผู้ร่วมทุจริตสูงกว่าซี 9 จำนวน 2 คน ที่ ป.ป.ป. สรุปไว้จริง จึงมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนคณะใหญ่ มีเลขานุการคือ อดุล จันทรศักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักวินัยและคุณธรรมของ ก.พ.เป็นเลขานุการ ต่อมาท่านผู้นี้ได้เป็นตุลาการศาลปกครอง
คณะกรรมการใช้เวลาสอบสวนท่ามกลางการจับตาของสื่อมวลชนและสาธารณชน ในที่สุดก็มีมติให้ลงโทษวินัยร้ายแรงกับข้าราชการระดับ 9 ในส่วนกลางของกระทรวงสาธารณสุข 2 คน และนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอีกหลายคน รวมทั้งเสนอให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงกับปลัดกระทรวง และรองปลัดกระทรวงสาธารณสุขด้วย
ในส่วนของฝ่ายการเมือง ป.ป.ป.ได้ดำเนินการสอบสวนต่อ แต่ไม่สามารถดำเนินการเอาผิดกับนักการเมืองได้ เพราะกฎหมาย ป.ป.ป.ขณะนั้นต้องมีผู้เสียหายไปร้องเรียนกล่าวโทษ ประธาน ป.ป.ป.ขณะนั้นคือ ดร.เกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม ได้ออกมาเรียกร้องผ่านสื่อให้ผู้เสียหายไปร้องทุกข์กล่าวโทษ
ผู้เขียนได้รับแต่งตั้งจาก กร ทัพพะรังสี รมว.สาธารณสุข ขณะนั้นให้เป็นประธานกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีทุจริตยาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับองค์การเภสัชกรรม คณะกรรมการได้ตรวจสอบหลักฐานการสั่งซื้อกว่า 7 หมื่นฉบับ ต้องใช้เวลาแรมเดือน ในที่สุดสามารถได้ข้อสรุปชัดเจนเชื่อมโยงการทุจริตในส่วนที่เกี่ยวข้องกับองค์การเภสัชกรรม ซึ่งมีการจัดซื้อยาเดียวกันจากบริษัทเดียวกันผ่านองค์การเภสัชกรรมในราคาแตกต่างกันมาก สรุปความเสียหายได้ประมาณ 180 ล้านบาทเศษ กระทรวงสาธารณสุขจึงนำรายงานฉบับนี้ไปเป็นหลักฐานร้องทุกข์ต่อ ป.ป.ป. ในฐานะผู้เสียหาย
คณะอนุกรรมการไต่สวนของ ป.ป.ป. มี ดร.วิรัตน์ วัฒนศิริธรรม เป็นประธาน ได้ใช้รายงานฉบับนี้เป็นหลักฐานส่วนหนึ่ง ในที่สุดสามารถส่งอัยการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ก่อนหน้านั้น ที่ปรึกษา รมช.สาธารณสุข คือ จิรายุ จรัสเสถียร ถูกตัดสินจำคุกและได้เปิดเผยหลักฐานสำคัญคือเช็คเงิน 5 ล้านบาท ที่บริษัทยามอบให้แก่รักเกียรติ
ในชั้นพิจารณา รักเกียรติในฐานะจำเลย และพื้นฐานเป็นทนายมาก่อน ได้ใช้สิทธิซักพยานด้วยตนเองด้วย ในที่สุดศาลได้พิพากษาจำคุกรักเกียรติในคดีนี้เป็นเวลา 15 ปี รวมกับคดีปกปิดทรัพย์สินอีก 2 ปี เป็น 17 ปี รักเกียรติหนี ไม่มาฟังคำพิพากษา ศาลต้องออกหมายจับและอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลย ต่อมารักเกียรติหนีไม่พ้น ถูกจับเข้าคุก และติดคุกอยู่เป็นเวลา 1 ใน 3 ของโทษทั้งหมด คือติดคุกเพียง 5 ปี 8 เดือน ก็พ้นโทษออกมา หลังจากนั้นรักเกียรติบวชเป็นพระ และเขียนหนังสือเล่าเรื่องราวของตนแสดงความสำนึกผิด หนังสือขายดีมาก เพราะประชาชนไทยมีเมตตาสูงพร้อมให้อภัย ต่อมารักเกียรติได้ลาสิกขาบทแล้ว
ในส่วนของผู้ให้สินบน รสนาเคยไปตั้งคำถามในที่ประชุมแห่งหนึ่ง มีตำรวจ อัยการ ผู้พิพากษา ไปร่วมประชุมกันกว่าพันคน ตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่ทำคดีอธิบาย “หน้าตาเฉย” ว่า คดีนี้ผู้ให้สินบนถูกกันเป็นพยาน รสนาโต้ว่าไม่จริง ไม่มีการกันเป็นพยาน ทำให้มีการรื้อฟื้นคดีขึ้นทำการสอบสวน แล้วเรื่องก็เงียบหายไป
ปลัดกระทรวงสาธารณสุขที่ถูกตั้งกรรมการสอบสวน และถูกย้ายไปประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ขอลาออกจากราชการและได้รับ “อนุมัติ” จึงพ้นจากการสอบสวนไปโดยอัตโนมัติ ส่วนผู้เกี่ยวข้องคนอื่นๆ ต่อมามีการสอบสวนและดำเนินการต่างๆ มีการลงโทษไปบางส่วน และเรื่องก็กลายเป็นตำนานไปแล้ว
ความขัดแย้งที่ขบวนการแพทย์ชนบทจุดประกายขึ้นในเรื่องนี้ จึงชัดเจนว่าเป็นการดำเนินการเพื่อปกป้องเงินภาษีของประชาชนอย่างแท้จริง จนสามารถนำรัฐมนตรีเข้าคุกได้เป็นคนที่ 2 ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย หลังจากรัฐมนตรี “กินป่า” คนแรก ถูกจับและตายในคุกในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์







