posttoday
7 วันคุณแชร์เราเช็ก

7 วันคุณแชร์เราเช็ก

20 ธันวาคม 2558

มีการส่งต่อข้อความในโลกออนไลน์ว่า โซเชียลมีเดียชื่อดัง "เฟซบุ๊ก" เตรียมเปลี่ยนนโยบายบังคับให้ผู้ใช้ต้องใช้ "ชื่อจริง"

เฟซบุ๊กจ่อยกเลิกนโยบายใช้ชื่อจริง

มีการส่งต่อข้อความในโลกออนไลน์ว่า โซเชียลมีเดียชื่อดัง "เฟซบุ๊ก" เตรียมเปลี่ยนนโยบายบังคับให้ผู้ใช้ต้องใช้ "ชื่อจริง" เพื่อใช้งานเท่านั้น หลังมีการบังคับเปลี่ยนชื่อเมื่อต้นปีที่ผ่านมา จนมีผู้คัดค้านกันเป็นจำนวนมาก

ตรวจสอบพบว่า เว็บไซต์ Facebook ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 ธ.ค. ภายในเว็บไซต์ http://newsroom.fb.com/news/2015/12/community-support-fyi-improving-the-names-process-on-facebook/ ว่าจะอนุญาตให้มีการใช้นามแฝงได้

อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ต้องระบุสาเหตุว่า เพราะเหตุใดจึงไม่เปลี่ยนมาใช้ชื่อจริง และทำไมถึงต้องใช้นามแฝง เช่น อาจถูกคุกคาม เหตุผลเรื่องรสนิยมทางเพศ หรือการหลีกเลี่ยงให้ผู้อื่นรู้ถึงชาติพันธุ์ หรือเหตุผลอื่นๆ โดยจะเริ่มทดลองใช้งานในสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศแรก ก่อนจะขยายไปยังประเทศอื่นๆ ทั่วโลกต่อไป

7 วันคุณแชร์เราเช็ก

 

เปลี่ยนข้าวโพดฝักเป็นฝักป๊อปคอร์น

มีการแชร์วิธีการทำข้าวโพดฝักให้เป็นป๊อปคอร์น โดยนำข้าวโพดฝักสดมาทาเนยจนชุ่มเยิ้มแล้วใส่เข้าไปอุ่นความร้อนในเตาไมโครเวฟ ไม่กี่อึดใจ ประมาณ 3 นาที เปิดฝาเตาก็ออกมาเป็นข้าวโพดฝักป๊อปคอร์น โดยบุคคลที่ใช้ชื่อว่า Eviatar Amar

ยิ่งมั่นใจเพิ่มเข้าไปอีกเมื่อนักสืบวิทยาศาสตร์ รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกมาโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กว่าเป็นคลิปปลอม

ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลทางการเกษตรที่บอกว่า ข้าวโพดที่นำมาทำป๊อปคอร์นนั้นก็คือข้าวโพดชนิดหนึ่งที่ไม่เหมือนกับเมล็ดข้าวโพดทั่วไป การจะนำมาทำให้เป็นป๊อปคอร์นจะต้องเป็นสายพันธุ์ของมันเท่านั้น ซึ่งก็คือเมล็ดข้าวโพดรูปทรงเห็ด หรือ Mushroom Corn Kernels และต้องนำเข้าจากต่างประเทศ

ส่วนข้อมูลของข้าวโพดฝักที่พอจะเป็นฝักป๊อปคอร์นได้ ก็คือข้าวโพดอัญมณีแก้ว (Glass Gem Corn) ของบริษัทเมล็ดพันธุ์พืช ซี้ด ทรัสต์ ในสหรัฐอเมริกา

7 วันคุณแชร์เราเช็ก

 

ข้าวโพดต้มต้านมะเร็ง

มีการแชร์ต่อกันถึงประโยชน์ของ "ข้าวโพดหวานต้ม" ว่ามีกรดเฟอรูลิก ซึ่งอยู่ตามผนังเซลล์ของข้าวโพด โดยหากรับประทานเข้าไปแล้วจะมีสารต้านอนุมูลอิสระสามารถต้านเซลล์มะเร็งได้

ทั้งนี้ พบว่ามาจากงานวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสารการเกษตรและโภชนเคมี มหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ ตั้งแต่ปี 2545 พบว่ายิ่งต้มนานจะทำให้มีสารต้านอนุมูลอิสระต้านมะเร็งเพิ่มขึ้น โดยหากต้มนาน 50 นาที จะทำให้สารต้านอนุมูลอิสระถูกปล่อยมากถึง 53% ทีเดียว

สำหรับกรดเฟอรูลิกชนิดนี้จะอยู่ตามผนังเซลล์ของข้าวโพด หากเป็นข้าวโพดดิบสารต้านมะเร็งจะไม่ค่อยออกมา แต่เมื่อนำไปต้มหรือย่าง กรดเฟอรูลิกจะออกมามากขึ้น

ข้อความดังกล่าวจึงเป็นข้อความจริง ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์ http://www.news.cornell.edu/stories/2002/08/cooking-sweet-corn-boosts-disease-fighting-nutrients ของมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์

7 วันคุณแชร์เราเช็ก

 

Li-Fi แทน Wi-Fi

กระแสข่าวโลกออนไลน์ระบุว่ามีการคิดค้น Li-Fi ซึ่งมีความเร็วกว่า Wi-Fi ถึง 100 เท่า รับส่งข้อมูลขนาด 1GB ได้ภายในวินาทีเดียว ใช้งานผ่านหลอดไฟ LED และแผงเซลล์พลังงานแสงอาทิตย์

ตรวจสอบพบว่าเป็นเรื่องจริง โดย แฮโรลด์ ฮาส ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยเอดินบะระ ในสกอตแลนด์ ได้ประดิษฐ์ Li-Fi เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตไร้สายแบบใหม่ ด้วยการใช้แสงไฟกะพริบในการส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ต ซึ่งเร็วกว่า Wi-Fi ถึง 100 เท่า

การทำงานของเครื่องส่งคล้ายกับรหัสมอส โดยการเปิด-ปิดหลอดไฟด้วยความเร็วสูง ทำให้ส่งข้อมูลด้วยความเร็วถึง 224 กิกะบิต/วินาที หรือสามารถดาวน์โหลดภาพยนตร์ 1.5 กิกะไบต์ จำนวน 18 เรื่อง ในเวลาแค่ 1 วินาที

7 วันคุณแชร์เราเช็ก

 

น้ำประปาหุงข้าวก่อมะเร็ง

มีการส่งต่อแชร์ข้อความลักษณะเนื้อหาว่า หากเปิดน้ำประปามาซาวข้าวหุงข้าว คลอรีนในน้ำประปาจะทำปฏิกิริยากับสารอินทรีย์คือข้าว เมื่อได้รับความร้อนก็จะเปลี่ยนเป็นไตรฮาโลมีเทนหรือสารก่อมะเร็ง โดยควรแก้ไขด้วยการนำน้ำประปามาใส่โอ่งเปิดฝาทิ้งไว้สักครึ่งชั่วโมงให้คลอรีนระเหยก่อนนำมาซาวข้าวและหุงข้าว

สอบถามนายเจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์จุฬา ลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยระบุว่า การประปาเคยแถลงยืนยันแล้วว่าการใช้น้ำประปาหุงข้าวไม่ทำให้เกิดสารก่อมะเร็ง เพราะคลอรีนในน้ำประปาจะฆ่าเชื้อโรคอยู่แล้ว อีกทั้งยังสามารถระเหยได้ง่าย หรือแม้แต่ตอนที่หุงข้าวสารคลอรีนก็ระเหย ซึ่งคลอรีนในน้ำมีปริมาณน้อยมาก

ข่าวล่าสุด

แบงก์ชาติ ชู 3 เสาหลัก รับมือความท้าทาย AI และภัยไซเบอร์

แบงก์ชาติ ชู 3 เสาหลัก รับมือความท้าทาย AI และภัยไซเบอร์