
แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2559
โดย...ผศ.ดร.ยุทธนา
โดย...ผศ.ดร.ยุทธนา
แม้ในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2558 นี้ เศรษฐกิจไทยจะกระเตื้องขึ้นจากวิกฤตการเมืองในปี 2557 แต่การปรับตัวเป็นไปอย่างช้าๆ เมื่อเทียบกับการฟื้นตัวในอดีต โดยใน 3 ไตรมาสแรกของปี 2558 เศรษฐกิจไทยขยายตัวร้อยละ 2.9 ซึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยไม่สามารถฟื้นตัวได้รวดเร็วอย่างที่คาดหวัง ได้แก่ หนึ่ง การหดตัวของการส่งออกตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน และสอง การหดตัวของการลงทุนเอกชน ส่วนทิศทางของเศรษฐกิจไทยในโค้งสุดท้ายไตรมาส 4 และในปีหน้า 2559 เป็นประเด็นที่ผมจะพูดถึงในวันนี้ครับ
จากการวิเคราะห์โดย NIDA Macro Model คาดว่า ไตรมาส 4/2558 เศรษฐกิจจะขยายตัวร้อยละ 3.2 ทำให้ทั้งปี 2558 เศรษฐกิจไทยน่าจะขยายตัวร้อยละ 3.0 จากปัจจัยสองประการ คือ หนึ่ง การใช้จ่ายภาครัฐที่ขยายตัวในอัตราที่สูงตลอดปี โดยคาดว่าทั้งปี 2558 การบริโภคและการลงทุนภาครัฐจะขยายตัวร้อยละ 3.5 และ 22.0 ตามลำดับ และสอง การบริโภคภาคเอกชน ที่ไตรมาส 4 มีสัญญาณขยายตัวดีขึ้นเล็กน้อย และทั้งปีคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 2.4
แต่เมื่อพิจารณาองค์ประกอบของอุปสงค์มวลรวมในด้านอื่นๆ การฟื้นตัวยังคงอยู่ในภาวะชะงักงันต่อเนื่อง โดยการส่งออกยังไม่น่าจะฟื้นตัวในปี 2558 ทำให้ทั้งปีมูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์น่าจะหดตัวต่อเนื่อง ทั้งปีน่าจะหดตัวร้อยละ ลบ 5.5 แต่เนื่องจากการท่องเที่ยวยังขยายตัวได้ดี ทำให้ปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการในปี 2558 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 0.1 นอกจากนี้ การลงทุนภาคเอกชนยังคงไม่มีสัญญาณการฟื้นตัว ปีนี้น่าจะหดตัวร้อยละ ลบ 2.5
เมื่อมองแนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2559 จากการพยากรณ์โดย NIDA Macro Model คาดว่า GDP จะเติบโตร้อยละ 3.6 แสดงถึงการปรับตัวที่ดีขึ้นกว่าในปี 2558 เล็กน้อย โดยการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนปรับตัวดีขึ้น คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 3.8 และ 2.7 ตามลำดับ ส่วนมูลค่าการส่งออกจะปรับเพิ่มขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 2/2559 จากค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่าต่อเนื่อง ทำให้ทั้งปี 2559 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 2.5 ในรูปเงินดอลลาร์ ขณะที่เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าในกรณีสหรัฐและยุโรปน่าจะปรับตัวดีขึ้น ในขณะที่จีนและญี่ปุ่นน่าจะทรงตัวใกล้เคียงกับปีนี้ และเมื่อรวมการท่องเที่ยวและภาคบริการอื่นๆ คาดว่าปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการจะขยายตัวร้อยละ 4.3 ในปี 2559
ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐที่เป็นเสาหลักในการพยุงเศรษฐกิจปี 2558 ในปีหน้ามีข้อจำกัดในการขยายตัวด้วยอัตราที่สูงต่อเนื่อง เพราะต้องมีการรักษาวินัยทางการคลัง โดยคาดว่าการบริโภคภาครัฐจะขยายตัวประมาณร้อยละ 3.1 ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยระยะยาว ส่วนการลงทุนภาครัฐคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 8.0 ตามโครงการลงทุนภาครัฐที่ยังคงดำเนินการต่อเนื่องตามนโยบายรัฐบาล
ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ ในปี 2558 เงินเฟ้อคาดว่าจะติดลบร้อยละ ลบ 0.8 ตามการอ่อนตัวของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่ไม่รวมราคาสินค้าประเภทพลังงานก็เพิ่มขึ้นต่ำกว่าเป้าหมายที่ร้อยละ 1.1 ตามการอ่อนแอของอุปสงค์ภายในประเทศ ในปี 2559 เนื่องจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกในปีหน้าน่าจะทรงตัวในระดับต่ำต่อเนื่อง ทำให้ราคาพลังงานในประเทศไม่น่าจะเพิ่มขึ้นมาก ทำให้คาดว่าในปี 2559 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปน่าจะอยู่ที่ร้อยละ 1.6 ต่ำกว่าเป้าหมายเงินเฟ้อที่ร้อยละ 2.5 ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ซึ่งแสดงถึงแรงกดดันด้านอุปสงค์น่าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.0 ต่ำต่อเนื่องจากปี 2558
จากการที่แรงกดดันด้านเงินเฟ้อไม่ใช่ปัญหาในปี 2559 และอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับเป้าหมายและเศรษฐกิจยังคงขยายตัวต่ำกว่าการขยายตัวตามศักยภาพ ทำให้นโยบายการเงินในปี 2559 น่าจะยังคงทรงตัวต่อเนื่อง โดยคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะคงตัวที่ร้อยละ 1.5 ต่อเนื่องถึงสิ้นปี 2559
ในสภาวะที่เศรษฐกิจยังอยู่ในลักษณะทรงตัวต่อเนื่อง ทำให้ความจำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นลดลง ซึ่งต่างจากปัญหาในช่วงปลายปี 2557 ถึงต้นปี 2558 ที่ต้องเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเพื่อให้ฟื้นจากภาวะชะงักงันตามวิกฤตการเมือง ดังนั้น การบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในปัจจุบัน ควรให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และส่งเสริมศักยภาพการผลิตและการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยเพื่อการขยายตัวในระยะยาว ซึ่งที่ผ่านมาเราจะเห็นงานวิจัยต่างๆ ที่ให้ความสำคัญกับปัญหากับดักเศรษฐกิจรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap) ของไทย นอกจากนี้ ปัญหาผลิตภาพของอุตสาหกรรมไทยและความไม่สามารถเพิ่มคุณภาพสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น ซึ่งต้องอาศัยการลงทุนทั้งเครื่องจักรและเทคโนโลยีสมัยใหม่ หรือการวิจัยและพัฒนา การบริหารนโยบายเหล่านี้ต้องอาศัยเวลาในดำเนินการต่อเนื่องจึงจะบรรลุผล ดังนั้น ในช่วงที่เศรษฐกิจอยู่ในภาวะทรงตัว รัฐบาลจึงควรให้ความสำคัญกับการผลักดันนโยบายระยะยาวเหล่านี้มากกว่าจะเน้นการกระตุ้นระยะสั้นครับ







