posttoday

กะเหรี่ยงแก่งกระจานแจ้งกสม.ขอกลับถิ่นที่อยู่เดิม

08 ธันวาคม 2558

ชาวกะเหรี่ยงกระจาน 84 ราย ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ขอกลับไปอยู่ถิ่นอาศัยเดิม

ชาวกะเหรี่ยงกระจาน 84 ราย ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ขอกลับไปอยู่ถิ่นอาศัยเดิม

เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. ชาวบ้านที่อาศัยอยู่บ้านบางกลอยบนและบ้านใจแผ่นดิน อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี จำนวน 84 ราย นำโดยปู่คออิ มีมิ อายุ 104 ปี ผู้นำทางจิตวิญญาณกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย ได้ทำหนังสือร้องแจ้งต่อประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เพื่อยืนยันที่จะกลับขึ้นไปอยู่อาศัยและทำกินยังบ้านบางกลอยบนและบ้านใจแผ่นดิน ตามที่ กสม.เคยมีการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนดังกล่าว เเละได้มีรายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน ตั้งแต่วันที่ 17 ก.ย. 2547 โดยมีความเห็นว่า

การอยู่อาศัยของชาวกะเหรี่ยงบริเวณดังกล่าว มีลักษณะเป็นสิทธิของชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม เนื่องจากได้อยู่อาศัยและทำกินมาก่อนการประกาศเขตอุทยานแแห่งชาติแก่งกระจาน มีการใช้ประโยชน์ที่ดินที่เป็นที่ตั้งบ้านเรือนและใช้เป็นที่ทำกินหรือพื้นที่ทางการเกษตร  มีลักษณะการตั้งบ้านเรือนอยู่อาศัยรวมกันเป็นกลุ่ม เป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ย่อมจะต้องได้รับความคุ้มครองจากรัฐและมีสิทธิที่จะมีส่วนร่วมกับหน่วยงานของรัฐในการจัดการ การบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม และเป็นผู้มีสิทธิที่จะอยู่อาศัยและทำกินในที่ดินพิพาท ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 ส.ค.2553 เรื่อง แนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง

นอกจากนี้ กสม.ยังได้มีการกำหนดมาตรการการแก้ไขปัญหาและป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

1.กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช สมควรแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงในประเด้นการเข้าผลักดัน รื้อถอน และการเผาทำลายทรัพย์สินของชาวกะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่บริเวณบ้านบางกลอยบนและบ้านใจแผ่นดิน และสมควรยุติการดำเนินการจับกุม ข่มขู่คุกคาม ชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอยบนและบ้านใจแผ่นดิน ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 ส.ค.53  เรื่องแนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง และผ่อนผันให้ชาวกะเหรี่ยงกลุ่มดังกล่าวกลับเข้าไปทำกินในที่ดินเดิมทันที จนกว่าการแก้ไขปัญหาจะได้ข้อยุติ

2.ให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช สำรวจการถือครองที่ดินทำกินของกลุ่มชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอยบนและบ้านใจแผ่นดิน ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวัน 30 มิ.ย. 41 เรื่องการแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าไม้ ให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน

3.ให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ร่วมกับจังหวัดเพชรบุรี แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อเยียวยา ชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นแกชาวกะเหรี่ยงที่ได้รับความเสียหายจากการเข้ารื้อถอน เผาทำลายทรัพย์สินของผู้ถูกร้อง ให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน

4.ให้กระทรวงวัฒนธรรม ดำเนินการแก้ไขปัญหาตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 3 ส.ค. 53  เรื่องแนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง โดยร่วมกับจังหวัดเพชรบุรี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานและตัวแทนของชาวกะเหรี่ยง ให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน

5.ให้กรมการปกครองโดยอำเภอแก่งกระจานจัดทำโครงการเคลื่อนที่เร่งรัดการสำรวจและให้สัญชาติไทยแก่กะเหรี่ยงกลุ่มนี้ ให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน

ทั้งนี้ ปู่คออิ กล่าวว่า ผ่านมากว่าหนึ่งปี แต่ชาวบ้านบางกลอยบนและบ้านใจแผ่นดินยังไม่ได้รับการดูแลจากหน่วยงานของรัฐแต่อย่างใด จึงได้มีการทำหนังสือเพื่อยื่นต่อประธาน กสม.อีกครั้ง เพื่อแจ้งการกลับขึ้นไปอยู่อาศัยและทำกิน ยังบ้านบางกลอยบนและบ้านใจแผ่นดินดังเดิม

อย่างไรก็ตาม ปัญหาดังกล่าวเริ่มขึ้นตั้งเเต่ปี 2539 เมื่อมีเจ้าหน้าทึ่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานผลักดันให้ขึ้นชาวบ้านบ้านบางกลอยบนและบ้านใจแผ่นดินออกจากพื้นที่ โดยอ้างว่าป่าต้นน้ำจะถูกทำลาย และได้จัดสรรที่ดินทำกินไว้ให้ให้ชาวบ้านครอบครัวละ 3-7 ไร่ พร้อมช่วยเหลือเรื่องอาหารการกิน 3 ปี เวลานั้นมีชาวบ้านบางกลอยบนและบ้านใจแผ่นดินลงมาทั้งหมด 57  ครอบครัว แต่ก็ไม่สามารถจัดสรรที่ดินทำกินให้กับชาวบ้านที่ถูกอพยพลงมาได้ทั้งหมด ขณะเดียวกันที่ดินบางแห่งที่เจ้าหน้าที่จัดสรรให้ก็ไม่สามารถทำกินได้ เนื่ิองจากเป็นภูเขา และพื้นดินมีแต่หิน ทำให้ชาวบ้านบางส่วนต้องกลับไปทำมาหากินยังบ้านบางกลอยบน

ต่อมาปี 2540 การผลักดันของเจ้าหน้าที่อุทยานแห่ชาติแก่งกระจานก็หนักขึ้นเรื่อยๆ โดยพยายามให้ชาวบ้านบางกลอยบนและบ้านใจแผ่นดิน ลงมาอยู่ที่บ้านบางกลอยและบ้านโป่งลึก กระทั่งปี 2553  เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานได้มีโครงการอพยพ ชาวบ้านจากบางกลอยบนและบ้านใจแผ่นดินอีกครั้ง จนนำไปสู่การร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน และสิทธิชุมชน

ข่าวล่าสุด

จีนร่างกฎคุมเข้ม “มนุษย์ดิจิทัล” เพื่อคุ้มครองเด็กและความมั่นคง